ดูหนังเรื่อง Cloud Atlas มาหลายรอบครับ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องาวของการเวียนว่ายตายเกิดของคนกลุ่มหนึ่ง ในช่วงระยะเวลาประมาณ 500-600 ปี ตัั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จนถึงโลกอนาคตเมื่อสามร้อยปีข้างหน้า ทั้งหมดเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง ตัวละครสำคัญคนหนึ่งคือซอนมี่ ผู้หญิงที่ต้อยต่ำ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์สังเคราะห์คอยทำงานรับใช้ เมื่อหมดอายุก็จะถูกทำลายทิ้ง แต่ต่อมาชีวิตพลิกผันกลับกลายมาเป็นศาสดาของโลกอนาคต ในเรื่องประโยคที่ซอนมี่พูดล้วนแล้วแต่มีความหมายลึกซึ้ง ประโยคที่ผมชอบที่สุดคือ

                   

 

คำคมแรกนี่ทำให้ผมได้คิดในหลายๆเรื่อง เรื่องนี้เตือนให้เราได้มีสติ อย่าทำอะไรพลาดเหมือนเดิม เพราะทุกครั้งที่คุณเจอกับคนๆ หนึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม นั่นเป็นโอกาสของคุณที่จะสร้างกรรมดีร่วมกัน ที่ทำให้ในชาติภพต่อๆไป ชีวิตจะยกระดับความดีขึ้นไปเรื่อยๆ

 

่ส่วนอีกคำคมหนึ่งที่ผมชอบคือ

 

"Knowledge is a mirror. I was finally able to see what I was. And what I could be."

 "ความรู้เปรียบประดุจกระจกเงา ความรู้ทำให้ข้าๆได้ค้นพบว่าข้าๆคือใคร และข้าๆจะเป็นอะไรได้บ้าง"

 

นี่ชัดมากๆครับ เช่น ล่าสุดผมได้เรียนรู้ อะไรบางอย่าง แล้วก็เป็นอย่างที่ซอนมี่พูดไว้ เราจะเห็นตัวเอง ว่าเราเป็นใคร และจะรู้ว่าเราทำอะไร จะเป็นอะไรได้บ้าง น่าทึ่งครับ

 เรื่องอะไรครับ เรื่องระบบการเรียนรู้ของมนุษย์ที่เรียกว่า VAK ครับ ที่นักวิทยาศาสตร์ บอกว่ามนุษย์มีวิธีการรับรู้ข้อมูลอยู่สามแบบ ตามความถนัดของสมอง VAK เป็นคำย่อของ V=Visual รับรู้ด้วยภาพ A= Audio รับรู้ด้วยเสียง K=Kinesthetic รับรู้ด้วยความรู้สึก  

                                 

ระบบการเรียนรู้คนไม่เหมือนกันครับ และอาจก่อปัญหาได้.. ตรงนี้ทำให้ผมค้นพบเลยว่าทำไมผมจึงเรียนไม่รู้เรื่องตั้งแต่เด็กๆ ก็พอทดสอบมาแล้วผมเป็นกลุ่ม Visual ครับ เห็นด้วยภาพ คิดอะไรต้องเป็น Concept ..เขียน เป็น Mind Map ตอนทำปริญญาเอกนี่ ทำ Mind Map เป็นเล่มใหญ่ (สมุดทำบัญชีเล่มใหญ่ๆ).. ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ถ้าครูพูด พูดๆ วิชาไหนวิชานั้นฟังไม่รู้เรื่อง จำได้ครับตั้งแต่เด็กจนโตชั้นเรียนของผมมักเป็นแบบ Audio คือครูพูดๆ ตำราก็มีแต่ตัวอักษรไม่ค่อยมีภาพ ตายหยังเขียด โชคดีค้นพบวิธีการเรียนรู้ของตนเอง โดยเฉพาะตอนโตหัดทำ Mind Map จนคล่อง พอเรียนเอกนี่เร็วมากๆ และก็เริ่มเห็นอะไรบางอย่างครับ ว่านี่มันเกี่ยวกับการสื่อสาร เคยเจอผู้ร่วมชั้นเรียนครับเป็น Kinesthetic คือใช้ความรู้สึกนี่ผมกับเธอจูนกันไม่ติดเลยครับ ... ที่สำคัญล่าสุดไปเรียนกับอาจารย์ที่เป็น Audio ..ถึงขั้นเบลอ จับความไม่ได้ ต้องวิ่งไปถามคนอื่น ถามคนข้างๆ ให้อธิบายให้ แล้วค่อยมาเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม เอ๊อ..พอไปได้..

แล้วเริ่มมองมาถึงการเลี้ยงดูเด็กๆ.. มีครั้งหนึ่งแม่กับลูกเกิดทะเลาะกัน ทะเลาะจนแม่เหนื่อย มาถามผมทำไงดี เลยลองให้ไปทดสอบดูว่าลูกมีการเรียนรู้ระบบใด VA หรือ K ทดสอบง่ายๆคือ ดูตรงตา.. ลองบอกให้เขาถึงอะไรที่ทำเมื่อวาน ลองสังเกตที่ตา ถ้าเวลานึกตากรอกขึ้นไปด้านบน นี่เลยเป็น V ถ้ากรอกตาไปในแนวระนาบ จะเป็น A ถ้ากรอกด้านล่างจะเป็น K ชัดครับ

ทำไมถึงทะเลาะกันเป็นชั่วโมง ก็เพราะแม่เป็น Audio ลูกเป็น Visual...ลูกมันงงครับ แม่พูดๆๆๆๆ ส่วนลูกคิดเป็นภาพ การรับข้อมูลที่ทำให้ไม่มองเห็นภาพนี่ผมว่าถ้ามองจากทฤษฎีนี้ มึนส์ครับ แล้วทำไง เลยแนะนำให้เวลาลูกดื้อ ให้ลองให้นึกถึงภาพแม่ตอนใจดี กับแม่ตอนโกรธ ...คนเป็นพ่อเลยลองเอาไปทำดู พอลูกดื้อก็เริ่มทักลูก... “..ลูกจำได้ไหมเวลาแม่จะโกรธ จะเป็นอย่างไร"... ลูกหยุด.. หยุดจริงๆ ไม่ต้องทะเลาะกันอีก.. ทอลองสองสามครั้งได้ผล ลูกหยุดจริงๆ.. คราวนี้พาแม่มาดู คุณแม่ถึงกับประหลาดใจ เอาจริงแฮะ ตอนหลังสถานการณ์ในบ้านเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ผมเห็นเลยคล้ายๆกับครู Audio ของผมที่เคยสอนผม คำสอนดียังไงก็งงครับ ไม่รู้เรื่องจริงๆ... อาจารย์ท่านหนึ่งที่มาสอน MBA ประจำ ที่หลายคนว่าเก่งลึกซึ้งมากๆ แต่พอผมเรียนด้วยผมมึนส์ ขยาดไม่สามารถนั่งเรียนนานๆได้ เพราะดีมาก แต่ท่านเป็น Audio ครับไม่มีภาพ พูดทั้งวัน แต่สังเกตครับลูกศิษย์ที่เป็น Audio จะเข้าใจท่านมากๆ .. ผมใช้เวลาหลายปีกว่าจะค่อยๆซึมซาบ ค่อยๆเชื่อมโยงเข้ากับของจริง ภาพจริงๆที่ผมเห็น...อ๊อ..เป็นจังซี่ (ภาษาอิสานแปลว่า อย่างนี้นี่เอง) แต่นานมากครับ เข้าชั้นเรียนท่านทีไรนี่โง่ไปเลย..

วกกลับไปเรื่องการศึกษาเท่าที่ประเมินครู และตำราส่วนใหญ่เหมือนเขียนและสอนโดยคน Audio ครับ ไม่ค่อยมีภาพ มีแต่ขั้นตอนโดยละเอียด คนเข้าใจจริงๆ น่าจะเป็นพวก Audio ถ้าไม่ปรับปรุงตำราให้มีความหลากหลาย มีสื่อครอบคลุมให้พวก Visual กับ Kinesthetic แล้ว ผมว่าจะสกัดคนอีกสองกลุ่มออกไปโดยไม่รู้ตัว

คำถามคือแล้วอะไรล่ะที่จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับคนทั้งสามกลุ่ม แนะนำสั้นๆ ครับ ลองใช้ Appreciative Inquiry, Dialogue, World Cafe ครับ สามเครื่องมือนี้ ตั้งแต่ทำมาค้นพบว่าในกระบวนการไม่ว่าคุณจะเป็นใครใน VAK จะสามารถมีส่วนร่วมได้หมดครับ เป็นกระบวนการที่เหมาะกับคนสามกลุ่มจริงๆ และเรียนรู้ได้หมดครับ

VAK เป็นกระจกที่ดีมาก ช่วยให้ผมมองอะไรแบบที่ไม่เคยมองเห็นมาก่อน ตอนนี้พยายามฝึกและค้นหากระบวนการที่จะทำให้คนรอบตัวที่เป็น VAK เรียนรู้และสื่อสารกันได้ดีมากขึ้นครับ.. ตอนนี้ยังรู้น้อยนัก

 

สุดท้ายขอบคุณ Sonmi และผู้สร้างหนัง Cloud Atlas ครับที่นำข้อคิดดีๆมาให้

 

วันนี้พอเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

                  

 

Reference:

คำคมของ Sonmi ได้มาจาก http://en.wikiquote.org/wiki/Cloud_Atlas_(film)

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VAK Learning System ได้ที่นี่ http://www.nwlink.com/~donclark/hrd/styles/vakt.html มีแบบประเมินด้วยครับ

Pictures:

The first picture retrieved Nov 8, 2013 from http://www.gotoknow.org/posts/555741

The second picture retrieved Nov 8, 2013 from ://www.ilblogdellamente.com/vak-visivo-auditivo-cinestetico/

The third picture retrieved Nov 8, 2013 from http://noobnim.in.th/cloud-atlas/