ตั้งประเด็นให้แต่ละคนขบคิดทั้งในเชิงปัจเจกบุคคลและเชิงกลุ่มในทำนอง “...ข้อมูลที่สะท้อน หรือจัดแสดงนั้น สามารถยกระดับสู่การเป็นกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนอย่างไรได้บ้าง หรือแม้แต่สิ่งใด สามารถขับเคลื่อนเข้าสู่ระบบการพัฒนาทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม หรืออื่นๆ ได้บ้าง...." รวมถึง "ภาพเหล่านี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสำนึกรักษ์บ้านเกิดในหมู่เด็กและเยาวชนอย่างไรได้บ้าง.

เมื่อวาน (6 ตุลาคม 2556)  ผมเปิดเวทีโสเหล่เล็กๆ กับทีมวิจัยไทบ้าน (ฮักแพงเบิ่งแญงขามเรียง)  ซึ่งถือเป็นทีมวิจัยที่เกิดจากการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน-
       การพบปะพูดคุยครั้งนี้  วัตถุประสงค์หลักมีสองสามประการ เป็นต้นว่า  ทบทวนข้อมูล  สังเคราะห์ข้อมูล วางแผนการเคลื่อนงาน

       เวทีโสเหล่ดังกล่าว  เราใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมง  - เราตั้งใจเช่นนั้น  เพราะไม่อยากย่ำยึดอยู่แต่ในวังวนห้องประชุมให้ยาวนาน  จนแทบไม่หลงเหลือเวลาให้กลับออกไปใช้ชีวิตในโลกแห่งส่วนตัว หรือแม้แต่ในโลกแห่งสังคม

       แน่นอนครับ –
       เราล้วนรอคอยเวลาด้วยกันทั้งนั้น  หากแต่ในข้อเท็จจริง  เวลากลับไม่เคยรอคอยเราเลยแม้แต่น้อย

 

 

 

 

 

เวทีโสเหล่ที่ว่านี้  ผมได้พูดคุยถึงเวทีโครงการศิลปวัฒนธรรมอีสานที่เพิ่งผ่านพ้นมาสดๆ ร้อนๆ  เพราะนั่นคือพื้นที่ หรือเวทีของการ  “สะท้อนข้อมูล”  ที่ได้จากการลงพื้นที่ของผมและทีมงานฯ 

           ผมเล่าให้ทีมวิจัยไทบ้านฟังในทำนองว่า  

            “... เราเปลี่ยนรูปแบบการสะท้อนข้อมูล หรือคืนข้อมูลให้กับชุมชนในรูปแบบใหม่  ไม่ใช่ไปนั่งบอกเล่า หรือบรรยาย หรือแม้แต่แจกเอกสารเหมือนที่มักคุ้นชินกันมา หากแต่คราวนี้  เรานำข้อมูลที่ได้มาจัดองค์ทรงเครื่องใหม่ให้น่าสนใจไปกว่าเดิม  บางเรื่องถูกแปลงเป็นสารคดี  บางเรื่องทำเป็นภาพถ่าย  บางเรื่องออกร้านแสดงผลงาน  บางเรื่องจัดแต่งเป็นนิทรรศการ  บางเรื่องเชื้อเชิญขึ้นเวทีเป็นวิทยากรร้องรำทำเพลง  บางเรื่องเชิญให้สาธิตแบบสดๆ เรียกได้ว่าทุกอย่างแตะต้องสัมผัสได้  ...”

 

ครับ – ผมคิดว่านั่นคือวิธีการหนึ่งที่น่าจะลองทำดู  คงไม่ได้ผิดแผก นอกรีตของการทำวิจัยเพื่อท้องถิ่น (กระมัง)

 

 

 

 

 

และนอกจากนี้  ผมยังตั้งคำถามคำทีมวิจัยให้คิดต่อยอดจากปรากฏการณ์เหล่านั้นหลายเรื่อง  เช่นกรณีนิทรรศการภาพถ่าย (วิถีชีวิตคน ม.ขามเรียง)  นั้น  ทีมวิจัยไทบ้าน  สามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า   “...ภาพเหล่านั้น  เกี่ยวโยงกับวิถีวัฒนธรรม   หรือบริบทชุมชนของตนเองอย่างไร...”

(เพราะภาพเหล่านั้น  ล้วนเชื่อมร้อยอยู่กับนาฏการณ์ชีวิตคนในชุมชนทั้งนั้น  ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมการหาอยู่หากิน,วัฒนธรรมซื้ออยู่ซื้อกิน,ประเพณี ความเชื่อ,สถานที่สำคัญ,กิจกรรมทางสังคม)

 

 

 

 

 

นอกจากนั้น  ยังตั้งประเด็นให้แต่ละคนขบคิดทั้งในเชิงปัจเจกบุคคลและเชิงกลุ่มในทำนอง “...ข้อมูลที่สะท้อน หรือจัดแสดงนั้น สามารถยกระดับสู่การเป็นกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนอย่างไรได้บ้าง หรือแม้แต่สิ่งใด สามารถขับเคลื่อนเข้าสู่ระบบการพัฒนาทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม หรืออื่นๆ ได้บ้าง...."

รวมถึง  "ภาพเหล่านี้  จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสำนึกรักษ์บ้านเกิดในหมู่เด็กและเยาวชนอย่างไรได้บ้าง...”

 

 

 

 

 

        ครับ – ถือเป็นการทิ้งประเด็นให้มีการทบทวนกันอีกครั้ง 
          ผมว่านั่นคือกระบวนการหนึ่งของการ  “สร้างทีมวิจัย”  ในมิติของผมเอง 
          ผมพร้อมเสมอที่จะ "ร่วมคิดและร่วมทำ"  กับชาวบ้าน  แต่จะให้  "คิดแทน"  ชาวบ้านนั้น  มันคงเป็นได้เฉพาะเรื่องบางเรื่องเท่านั้น  
          และถ้าเป็นไปได้  ก็คงเน้นเรื่องการ "จุดประกายทางความคิด"   เสียมากกว่า

 

และท้ายที่สุดก่อนแยกย้ายกลับสู่โลกแห่งชีวิตและการงานของแต่ละคน
         ผมฝากให้หัวหน้าทีมวิจัยไทบ้านฯ   ได้ช่วยปรับแต่งแผนงานที่เหลือใหม่ร่วมกันอีกครั้ง  พร้อมๆ กับการฝากคิดต่อไปว่า  การลงชุมชนในครั้งถัดไป  “...จะดีมั๊ย  หากเรานำภาพถ่ายเหล่านี้ไปจัดแสดงรอไว้ในหมู่บ้านนั้นๆ...”

 

 

 

ครับ- ผมไม่ได้บอกหรอกว่า

           “...ทำไมต้องทำ หรือมันสำคัญอย่างไร หรือแม้แต่จะใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนกระบวนการอย่างไร....”   (เพราะเชื่อว่า ทีมวิจัยฯ ฮักแพงเบิ่งแญงขามเรียง มีศักยภาพที่จะตีความและเข้าใจในสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อสารไป)

 

 

 

 

 

หมายเหตุ

การจัดนิทรรศการเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนข้อมูลบริบทและทุนทางสังคมในระยะที่ 1 จากงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เรื่อง “รูปแบบและกลไกการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของนิสิตและชุมชนเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพชุมชนเทศบาลตำบลขามเรียง ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม”   อันเป็นผลพวงหนึ่งจากการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน