ที่จริงเป็นประวัติบรรพบุรุษของผม และของญาติๆ ทางฝั่งบางสะพาน โดยเฉพาะของตระกูลเลาห์เรณู และตระกูลประจวบเหมาะ ที่น้องชาย (นายวิเชียร พานิช) บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๓ ธ.ค. ๒๕๔๔ จากคำบอกเล่าของนายดำริ พานิช ซึ่งตอนนั้นอายุ ๘๕ ปี และร่างกายไม่แข็งแรงแล้ว แต่ความจำยังพอใช้ได้
เป็นเรื่องเล่าที่แก้ไขข้อผิดพลาดในบันทึกตอนที่ ๒ บางส่วน ซึ่งอ่านได้ ที่นี่
“ทวดกีหยงมีญาติสนิทอีกคนหนึ่ง ชื่อ ทวดรื่น ทวดรื่นเป็นพี่สาวของ ทวดเพี้ยน ทวดเพี้ยนเป็นพ่อของ ย่าดัด ประจวบเหมาะ ทวดรื่นมีสามีชื่อ เหมียน (คนจีนที่มีความรู้ เป็นเสมียน จะถูกเรียก ‘เจ๊กเหมียน’ ทั้งนั้น) ทวดรื่นไม่มีลูก ก่อนตายได้ทำพินัยกรรมยสมบัติให้ เจ๊กเกียง ซึ่งเป็นคนสนิทของเจ๊กเหมียนสามี เจ๊กเหมียนมีบ้านอยู่ที่อู่ตะเภา ทวดกีหยงได้ช่วยทำพินัยกรรมปลอมอีกฉบับหนึ่ง ว่าทวดรื่นยกสมบัติให้ทวดเพี้ยนน้องชาย เจ๊กเกียงเป็นความกับทวดเพี้ยน เจ๊กเกียงแพ้ สมบัติของยายรื่นจึงตกเป็นของทวดเพี้ยน และตกทอดมาถึงย่าดัด และลูกหลานย่าดัดในปัจจุบัน นาย่าดัดอยู่ที่นาเหนือ เมื่อก่อนป้าสมพรเป็นคนดูแล ปัจจุบันคงเป็นพี่เปี๊ยกลูกชายของป้าสมพร ป้าสมพรเป็นหลานสาวย่าดัด
ต่อมทวดกีหยงได้เอาบริเวณบ้านของทวดรื่นทำเป็นโรงสี ปัจจุบันคือที่ของอาตุ๊ (ศ. นพ. สมพร บุษราทิจ) ที่อยู่ตรงข้ามบ้านป้าหง้วย
ทวดเพี้ยนมีภรรยาชื่อ งิ้ว เป็นชาวบางสะพาน เมื่อแต่งงานกันแล้วได้ไปอยู่บางสะพาน คงจะไปทำเหมืองทอง ใช้คำว่า ‘ไปตามทอง’ สมัยนั้นที่บางสะพานยังคงมีทองเยอะ ทวดเพี้ยนใช้นามสกุล เลาหเรณู (หมายเหตุ ที่ถูกคือ เลาห์เรณู) มีลูกคือย่าดัดและปู่มิ่ง ย่าดัดได้สามีนามสกุล ประจวบเหมาะ ย่าดัดเป็นเศรษฐีมีบารมีมาก ชาวบ้านรักนับถือและกลัวด้วย ชาวบ้านเรียกว่า ‘คุณนายดัด’ มรว. คึกฤทธิ์ เคยเขียนเรื่องคุณนายดัด ลงหน้า ๕ สยามรัฐ อธิบายความหมายเดิมของคำว่า คุณนาย ไม่ใช่ความหมายในปัจจุบัน หม่อมคึกฤทธิ์อธิบายทำนองว่า คุณนายต้องเป็นผู้หญิงแกร่ง กล้า มีความสามารถสูง เป็นผู้หญิงทำงาน และบอกว่า คุณสมบัติอันนี้เห็นมีแต่คุณนายดัดคนเดียว หม่อมคึกฤทธิ์ไม่รู้ว่า มีคุณนายแบบนี้อีกหนึ่งคน ชาวบ้านเรียกว่าคุณนายเหมือนกัน และเป็นญาติของคุณนายดัดด้วย และเคยมีใครเล่าให้เราฟังว่า ๒ คนนี้ไม่ค่อยจะกินเส้นกันด้วย คุณนายคนนี้ก็คือ ‘คุณนายทรัพย์’ แห่งปากน้ำชุมพร (หมายเหตุ คือ นางทรัพย์ เจริญพานิช ย่าของอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายพินิจ เจริญพานิช คุณนายทรัพย์เป็นน้องสาวคนสุดท้องของย่าของผม ซึ่งชื่อคุ้ม)
ย่าทรัพย์มีชื่อเสียงไม่โด่งดังเท่าย่าดัด หม่อมคึกฤทธิ์ไม่รู้จัก ย่าดัดมีลูกหลายคน มีชื่อเสียงทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณนุกูล ประจวบเหมาะ สมัยสงครามคุณนุกูลเคยมาเรียนหนังสือที่โรงเรียนศรียาภัยอยู่ระยะหนึ่ง เป็นลูกศิษย์ครูสุทิน แปลกที่มีคนเล่าว่า ครูสุทินเคยว่า ‘กลับบ้านไปให้คุณนายดัดซื้อควายให้เลี้ยงไป๊’ ซึ่งไม่น่าจะเป็นความจริง ตุณนุกูลเรียนหนังสือเก่ง ทำงานเก่งมาก ต้องหัวดี ไม่โง่อย่างที่ครูสุทินว่าแน่ ญาติๆ บ้านอื่นจะติดต่อย่าดัดทุกบ้าน ยกเว้นบ้านเราบ้านเดียวเท่านั้น เตี่ย (หมายเหตุ หมายถึงบิดาของผม) ไม่เคยไปหาย่าดัดเลย ทั้งเวลาที่ย่าดัดมาท่ายาง และที่บ้านย่าดัดที่บางสะพาน เตี่ยบอกว่าเวลาย่าดัดมาท่ายาง คนจะไปหากันเยอะแยะ ทำนองไปเสนอหน้า เตี่ยยังจนและเจียมตัวไม่อยากไปหา (นิสัยของเตี่ย) แต่ผู้ใหญ่อาจมองว่าหยิ่ง ไม่คารวะ ก็ได้ ทำให้ครอบครัวบ้านเราห่างเหินกับลูกหลานย่าดัด เหมือนไม่ใช่ญาติกันเลย
ปู่มิ่ง เลาหเรณู ไปทำโรงสีอยู่ที่เพชรบุรี ชื่อ โรงสี ‘เลาหวัฒน์’ ก่อนที่ทวดกีหยงจะทำโรงสีที่ท่ายาง เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้ส่งแปะขุ้น ไปฝึกทำโรงสีที่โรงสีของปู่มิ่ง แล้วจึงค่อยมาทำงานโรงสีของทวดกีหยง ตอนที่แปะขุ้นไปอยู่เพชรบุรี ไปมีเพื่อนรักคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้มาอยู่ที่จังหวัดชุมพร มาเปิดร้านขายยา และรักษาโรค ชื่อร้าน ล้อเกจี่ เจ้าของคือ หมอล้อ พ่อของหมอประสิทธิ์ วิรัชศิลป์ เจ้าของโรงพยาบาลวิรัชศิลป์ในปัจจุบัน มีคนเล่าว่า ถ้าหมอล้อมารักษาใครในตลาดท่ายาง จะแวะหาแปะขุ้น และหยอกล้อกันเหมือนเด็กๆ คงจะรักใคร่ชอบพอกันมาก และหมอล้อก็สนิทสนมกับครอบครัวของเรามาก รักษาพวกเรามาทุกคน รวมทั้งรักษาก๋งเสี้ยงด้วย ตอนก๋งเสี้ยงเจ็บก็รักษาอยู่กับหมอล้อเหมือนกัน ก๋งเรียกหมอล้อจนสิ้นใจ (หมายเหตุ ผมอยู่ตอนที่ปู่จะสิ้นใจด้วย โดยปู่ถ่ายอุจาระสีดำ และบอกว่าเป็น ‘ขี้กาฬ’ แสดงว่าจะตายแล้ว และเรียกผมว่า ไอ้อ๊อด กูจะตายแล้ว มาดูใจกูหน่อย แล้วก็บอกว่าเจ็บไปทั้งตัว ให้ไปตามหมอ หมอล้อเกจี่… แล้วก็สิ้นใจ ผมมาคิดทีหลังว่าปู่ตายจากโรคไตวาย (uremia) เนื่องจากต่อมลูกหมากโต ถ้าเป็นสมัยนี้ ปู่น่าจะอยู่ต่อมาได้อีกหลายปี ตอนเสียชีวิต ปู่อายุ ๗๗ ปี ตอนนั้นผมอายุ ๑๔ ปี)
ทวดกีหยงชอบเล่นหมากรุก จะไปวัดโบสถ์เล่นหมากรุกกับพ่อหลวงพิณ (หมายเหตุ คนบ้านผมเรียกหลวงพ่อ ว่าพ่อหลวง) เกือบทุกวัน และพาหลาน คือแปะขุ้นไปด้วย คงจะเป็นตอนที่อายุเลย ๖๐ ปีไปแล้ว แปะขุ้นจึงเล่นหมากรุกเก่งมาก แปะขุ้นเคยไปอยู่กรุงเทพ ไปเฝ้ายายเงาะที่ป่วยอยู่ที่กรุงเทพ (ยายเงาะเป็นแม่ของป้าบู่ หมายเหตุ คือเป็นแม่ยายของแปะขุ้นนั่นเอง) แปะขุ้นไปเล่นหมากรุกพนันที่ใต้สะพานพุทธยอดฟ้า ทำแพ้บ้างชนะบ้าง มีรายได้ทุกวัน จนเป็นที่รู้จักในหมู่พวกสามล้อ และเซียนหมากรุกในกรุงเทพ
สมัยนั้น ทวดกีหยงและพ่อหลวงพิณมีฝีมือเล่นหมากรุกในขั้นใช้ได้ แต่ไม่เก่งมาก ในสมัยนั้น คนที่เล่นหมากรุกเก่งที่สุดในท่ายางชื่อตาเกื้อ เป็นพ่อของตาเจือ แฟนของพี่หีด พี่หีดเป็นเป็นพี่ของเจ๊ภา-ไข่ ถ้าเล่นไม่มีเดิมพันแล้ว ไม่มีใครสู้ได้ แต่ถ้ามีเดิมพัน ตาเกื้อจะปอดแหก สู้เซียนอื่นไม่ค่อยได้ (แปะขุ้นเล่าให้ฟัง) สมัยเราเด็กๆ ที่บ้านป้าหงษ์เป็นร้านขายกาแฟ มีเล่นกันทุกวัน แปะขุ้นจะมานั่งดูอยู่ด้วยตอนเย็นๆ ทุกคนจะยกให้แปะขุ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ และตอนที่มีการแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย จัดโดย นสพ. ไทยรัฐ แชมป์จากชุมพรก็มาขอวิชา และขอพร จากแปะขุ้นด้วย”
หมายเหตุ แปะขุ้น ชื่อนายขุ้น รจนา เป็นหลานชายคนโตของนายกีหยง บุษราทิจ
น้องชายบอกว่าเพิ่งค้นพบบันทึกนี้ เขาสแกนบันทึกเป็นลายมือส่งมาให้ ผมนำมาพิมพ์ออกเผยแพร่ต่อ โดยมีหมายเหตุเพิ่มเติมด้วย
วิจารณ์ พานิช
๓ ก.ย. ๕๖