ผมว่าประชากรส่วนใหญ่ในโลกล้วนเคยดูหนังเรื่อง Starwars มาแล้วทั้งสิ้นครับ ผมดูมันทุกตอนครับ ที่สำคัญดูหลายรอบไม่เบื่อ เอาเป็นว่าเกิน 10 รอบขึ้นในแต่ละตอนวันนี้เลยอยากกลับมาวิพากษ์มันหน่อยครับ ว่าแล้วก็เริ่มเลยครับ ผมวิพากษ์ทีเดียวสามภาคเลยก็แล้วกัน คือสามตอนแรก ซึ่งในภาพรวมมันคือวิวัฒนาการของตัวละครที่โหด และมีอำนาจมากที่สุดในจักรวาลคือดาร์ธ เวเดอร์ ที่เริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กที่น่ารักชื่ออนาคิน สกายวอร์คเกอร์
แต่มีความประหลาดคือเก่งมากๆ เก่งเกินตัว เป็นทั้งนักประดิษฐ์น้อย และนักบินที่เก่งมากๆ ความเก่งของเจ้าตัวน้อย ไปจุดประกายความสนใจของอัศวินเจได ผู้พิทักษ์จักรวาลเข้า จนไควกอน จิน อัศวินเจได อาวุโสได้พาเด็กน้อยไปพบกับปรมาจารย์โยดา ซึ่งเป็นเจไดผู้ทรงอำนาจที่สุดในจักรวาล ที่สุดแม้ไควกอน จิน จะตายไป และโอบีวัน เคโนบี อาจารย์เจได ได้รับช่วงโดยยอมรับอนาคินไปศิษย์ ทั้งหมดพากันผจญภัย จนอนาคินไปพบรักกับราชินีสาว จนเกิดเป็นสัมพันธ์รัก และตั้งครรภ์
ซึ่งเป็นการละเมิดกฏเจไดอย่างรุนแรง และวันหนึ่งฮีโร่ก็เริ่มเปลี่ยน เมื่อทราบข่าวว่าแม่ตัวเองถูกจับโดยชนเผ่าเร่ร่อน อ้อ เจไดคนนี้มีคุณแม่เป็นทาสครับ ตอนที่ไควกอน จินรับมาจากดาวของแม่ อนาคินมีสถานะเป็นลูกทาสครับ เนื่องจากกลัวยุ่งเหยิง จึงช่วยได้แค่อนาคิน ส่วนแม่อนาคิน ทั้งหมดจำใจต้องทิ้งไว้ให้เป็นทาสต่อไปเพียงลำพัง และก็มาถูกลักพาตัวโดยโจรเถื่อน ..
อนาคินรุดไปช่วย แต่สายไป แม่ตาย ก็เลยโกรธ ถูกพลังมืดครอบงำ ถึงกับไล่ฆ่าโจรจนตายไปทั้งเผ่า.. อนาคินถูกครอบงำแล้ว ที่สุดเมื่อเกิดภาพนิมิตว่าภรรยาเจ้าหญิงจะตาย ก็ถูกซิธ ลอร์ด ซึ่งต่อมากลายเป็นจักรพรรดิในตอน 4-5-6 นั้นหลอกว่า ถ้าอนาคินยอมมาเป็นสาวก เขาจะช่วยยืดชีวิตภรรยาไห้ ที่สุดอนาคิน ก็เปลี่ยนตัวเองมาอยู่ฝ่ายจักรพรรดิ โดยได้ชื่อใหม่ว่าดาร์ธ เวเดอร์ โจรร้ายตัวนี้หันกลับมาไล่ล่า ฆ่าเจไดด้วยกันเกือบหมด เหลือไม่กี่คน แม้จะถูกปราบจากโอบีวันในตอนท้าย แต่ไม่ตาย จักรพรรดิได้เข้าไปช่วยชีวิต และช่วยรักษา แต่ร่างกายถูกเผาไหม้เกือบหมด เลยต้องใส่หน้ากาก และมีอวัยวะเป็นหุ่นยนต์อย่างที่เห็น.. และเขาก็มาไล่ล่าเจไดที่กลายมาเป็นฝ่ายกบฏ จนจักรวาลแทบกลายเป็นนรกไปอีกสามตอนครับ ..
เอาหล่ะมาถึงตอนวิเคราะห์ครับ ว่าอะไร ทำให้คนที่ถูกทำนายว่าจะเป็นผู้สร้างสมดุลย์จักรวาล และพลังที่ยิ่งใหญ่มาแต่เด็ก กลายเป็นปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในจักรวาลครับ.. เมื่อวานอ่านหนังสือเล่มหนึ่งจบคือเรื่อง Spirit Level ซึ่งเป็นการสังเคราะห์งานด้านเศรษฐศาสตร์ แต่มีการเชื่อมโยงทฤษฎีแจ่มๆ ด้านจิตวิทยาไว้มากมายครับ เล่านี้สรุปว่า “ความไม่เท่าเทียม เป็นสาเหตุของทุกอย่างที่เป็นปัญหาในสังคมไม่ว่าจะเป็นสุขภาพจิต สุขภาพใจ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง” โดยได้ว่ากันถึงความไม่เท่าเทียมมีผลต่อจิตใจมนุษย์มากๆ เรียกว่ารุนแรงจริงๆ มีการทดลองง่ายๆครับ เรื่องนี้น่าจะสามารถอธิบายว่าทำไมอนาคินกลายเป็นผีบ้าได้ในเวลาต่อมา
เอาง่ายๆ มีการทดลองคือในอินเดีย คือมีการคัดเด็กมาจากที่ต่างๆกัน มาทำข้อสอบ โดยไม่บอกว่าใครเป็นใคร ผลออกมาเด็กที่มาจากวรรณะต่ำทำคะแนนได้ดีพอๆ กับเด็กวรรณะสูง แต่พอครั้งที่สอง ก่อนสอบให้บอกว่าใครใมาจากไหน วรรณะอะไร สกุลอะไร เท่านั้นเป๋ครับ เด็กจากวรรณะต่ำกว่าทำคะแนนได้น้อยกว่า.. นักวิทยาศาสตร์บอกว่านี่คือ Social Evaluation Threat ครับ หรือภัยคุกคามจากการประเมินโดยสังคม (คนรอบตัว) ประมาณว่าด้วยความไม่รู้ตัวมนุษย์เผลอไปเปรียบเทียบกับคนอื่น คือเกิดเปรียบเทียบขึ้นมาเองแล้วจิตตก เมื่อทดลองในรูปแบบอื่นๆ ก็พบว่าเป็นตัวสร้างภาวะเครียดและจิตตกได้สูงมากๆ ไม่แปลกที่มีงานวิจัยออกมา เขาบอกว่าคนเล่น Facebook มักจะเกิดภาวะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถ้าไม่ระวังถึงกับจิตตก ซึมเศร้าได้ เอาเป็นว่าแกนกลางของงานวิจัยใน Spirit Level สรุปมาว่า Social Evaluation Threat เป็นหัวใจของปัญหา ที่ทำให้มนุษย์รู้สึกต่ำต้อย และนำมาสู่ผลการเรียนไม่ดี ที่ต่อมานำมาสู่ปัญหาสุขภาพ ความอ้วน การมีสัมพันธ์ทางเพศก่อนวัยอันควร เศรษฐกิจ สังคมมากมาย.. Social Evalaution Threat นี้เกิดขึ้นเมื่อสังคมมีความไม่เท่าเทียมกัน เอาว่าแค่แต่งตัวต่างกัน ใช้โทรศัพท์ต่างกันก็ยุ่งครับ คนที่อยู่ในสถานะต่ำกว่าถ้าไม่ฝึกสตินี่หลุดครับ เรียกว่าอาจพัฒนาเป็นอาชญากรได้เลย..
ตรงนี้แหละที่ผมกำลังจะบอกคุณครับว่าเป็นไปได้สถานะความไม่เท่าเทียมกันในสังคมที่อนาคินเติบโตขึ้นมานั้นมีสูงมากๆ เอาง่ายๆ อนาคินไม่เท่าเทียมกับเพื่อนๆเลย เพราะมีแม่เป็นทาส ที่ด้อยสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมในทุกด้าน แถมไม่มีของเล่นอย่างเด็กคนอื่น แย่กว่าคนอื่นทุกอย่าง และเป็นไปได้ว่า โดยไม่รู้ตัวอนาคินและแม่ถูก Social Evaluation Threat มาแต่เด็กครับ ทำให้เกิดความเครียดลึกๆ จนโครงสร้างสมองบิดเบือนและนำมาสู่ความล่มสลายของบุคลิกภาพในตอนโต
ผมก็อยากกลับมาเรื่องหนึ่งครับ ผมไม่แน่ใจเรื่องการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพเรื่องการใส่ยูนิฟอร์มนักศึกษาครับ ว่าควรใส่ไม่ใส่ เอาเป็นว่าจะไม่ใส่หรือไม่ใส่ผมไม่ว่าครับ ตราบเท่าที่เราสามารถทำให้มันเท่าเทียมกันได้ทางจิตวิทยา ผมจำได้ครับสมัยมาเรียนโรงเรียนเตรียมอุดม ผมมาจากโคราช มาเจอเด็กกรุงเทพ เพื่อนกันที่ทันสมัยกว่า เก่งกว่า ผมนี่มาจากโคลนเลย บางคนเป็นลูกเศรษฐี บางคนเป็นลูกอาจารย์จุฬา แต่งตัวเก่ง นิสัยดี เอาเป็นว่าผมไม่มีอะไรไปสู้เลย พ่อแม่ก็เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ที่เพิ่งมีบ้านเป็นของตนเอง จะจีบสาวยังรู้สึกอายตัวเอง (ความรู้สึกตอนนั้น).. แต่ก็มีเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเตรียมนี่แหละ ที่ทำให้เรารู้สึกดูดีครับ ไม่รู้สึกถึง Social Evaluation Threat รุนแรงนัก ไปไหนก็ดูดี เท่ห์ เรียกว่าเป็นเกราะคุ้มครองความมั่นใจเลย ต่อมาไปเรียนวิศวะลาดกระบังนี่ก็อิสระเสรีมาก ไม่มีชุดยูนิฟอร์มมาก แต่ก็เท่ห์สุดตอนใส่เสื้อชอปเด็กวิศวะ ดูดี มีอนาคต สาวไม่มอง แต่เดินโชว์ก็สบายใจครับ
อ้อต้องบอกว่าตอนนั้นผมเอง ไม่ได้เป็นคนมีอุดมการณ์ไปออกค่ายที่ไหน ไม่ได้ทำอะไรดีเป็นชิ้นเป็นอัน ผมไม่ใช่นักศึกษาที่คิดไกล ถึงเรื่องอื่นๆ นอกจากดิ้นรนให้เรียนจบ ให้พ่อแม่ภูมิใจเท่านั้น ผมว่าสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องดีๆ ที่ถ้ารู้ทัน แต่งตัวกันไปเถอะครับ สวยหล่อแค่ไหนก็เป็นสิทธิของเพื่อน แต่คิดถึงเพื่อนจนๆ หรือคนฐานะปานกลาง ที่เขาไม่รู้จะแต่งอะไร เครื่องแบบนักศึกษาอาจจะดูเท่ห์ที่สุดในชีวิตของเขาแล้วครับ ก็ฝากคิดกันหน่อย
วันหนึ่งมีโอกาสดีครับ เราได้มีโอกาสสนทนาธรรมกัยผมอัศวินเจได ท่านมาเยือนโลกของเราและมาเจอนักศึกษามหาวิทยาลัย (หตุการณ์สมมุติ) เมื่อถามเรื่องเครื่องแบบ ท่านให้ข้อคิดไว้สองแนวทางครับ
ทางเลือกแรก ไม่แต่งครับติสแค่ไหนจัดเต็มไปเลยตรงนี้ท่านคงให้แง่คิดว่า “ก็อย่าลืมดูแลเพื่อนๆที่มาจากต่างจังหวัดหรือพ่อแม่ที่อาจจะยังไม่เศรษฐานะนะครับเด็กๆดูคุณลุงเป็นตัวอย่างขนาดคุณลุงเจไดอนาคินถึงกลับกลายเป็นดาร์ธ เวเดอร์ได้ก็เพราะเรื่องความไม่เท่าเทียมกันนี่แหละ ที่เป็นปรกติบนดาวของคุณลุง ถ้าหนูๆจะใส่เครื่องแบบ ก็ต้องดูแลพวกเขา ให้เขามีความภาคภูมิใจในพ่อแม่ ไม่ต้องใส่ใจมากกับเพื่อนที่แต่งตัวดี ใส่นาฬิกา ใช้ Iphone มากๆ ส่วนเพื่อนมีตังค์ก็เพลาๆ หน่อยในช่วงแรก ค่อยๆปรับตัวกันก่อน เรียกว่าหนูๆ และอาจารย์ของหนูต้องทำงานกันหนักเลย แต่ก็จะเป็นผลดีต่อสังคมโดยรวมนะ ถ้าทำอย่างรู้ทัน หนูๆจะกลายเป็นอนาคตของชาติที่ดูแลใจคนเป็น สร้างความภูมิใจคนเป็นครับ ชาติเราจะไปไกลแน่นอน"
ทางเลือกที่สอง ที่คุณลุงเจไดอย่างให้แง่คิดก็คือ “แต่งก็ได้ครับ เพราะพวกเราก็มีเครื่องแบบครับ จะให้คุณลุงใส่ชุดนอนผู้หญิงเซ็กซี่ ไปรบกับเหล่าร้ายเหรอครับ ใจร้ายไปหน่อยไหมครับ ผู้ร้ายมันคงล้อแย่ จริงแล้ว เครื่องแบบดีๆ มันสื่อสารถึงความกล้าหาญ และคุณธรรมได้นะ คุณลุง คุณป้าและพี่ๆเจไดก็มีเครื่องแบบนะ มีประโยชน์ออก หนูๆ ลองให้คุณหมอแต่งตัวชุดดำ ใส่เขาเหมือนมัจจุราช แทนเครื่องแบบสีขาวที่ดูแสนดีของคุณหมอไปโรงพยาบาลสิ คนไข้สติแตกแน่"
"ดังนั้นก็การใส่เครื่องแบบจึงดีอยู่ครับ แต่ก็ต้องรู้เท่าทันมันครับ ดีทั้งสองทางลองพิจารณาเอาเอง โตกันแล้ว แต่ถ้าคิดว่ายังไม่รู้อะไรอีกมากด้วยวันนั้น ฮอล์โมนมันยังพลุ่งพล่าน การมีเครื่องแบบก็เป็นตัวช่วยที่ไม่เลวนักนะครับเด็กๆ ทั้งนี้หนูอาจเอาไปผูกกับความภูมิใจในเชิงสร้างสรรค์ของสถาบันได้ ตรงนี้อาจเริ่มจากการตั้งคำถามกับศิษย์เก่าว่าจบออกไปภาคภูมิใจตรงไหน ได้คำตอบก็เอามาส่งเสริม มาเล่าให้รุ่นน้องฟัง ปรับปรุงกันไป อย่าเอาเป็นสิ่งที่อาจารย์หรืออธิการคิดให้จะดีมาก นักศึกษาปัจจุบัน ศิษย์เก่ามาค้นหาร่วมกันก็ได้ ถ้าทำได้มันจะชดเชยความไม่เท่าเทียมกัน จนออกมาเป็นพลังสร้างสรรค์ได้ในที่สุด”
แล้วก็มีนักศึกษาคนหนึ่งยกมือ บอกว่า “คุณลุงเจไดครับ เพื่อนผมฝากถามมาครับว่า ใส่เครื่องแบบแล้วเซ็กซ์มันดีขึ้นไหม” (Note: ถ้าใครจำได้ ในช่วงนั้นมีเหตุการณ์เด็กเกรียนมหาลัยดังในกรุงเทพ เขียนป้ายต่อต้านแบบนี้ เผยแพร่สื่อมาครับ) โอว พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ผมถึงกับตะลึง นับเป็นคำถามที่เกรียนที่สุด แต่ผมเชื่อว่าคุณลุงเจได ที่เคยรับเมือดาร์ธ เวเดอร์จอมวายร้ายน่าจะรับมือกับความเกรียนนี้ได้ไม่ยาก แต่เนื่องจากเรื่องนี้คุณลุงเจไดไม่มีประสบการณ์ เพราะตามกฏเจไดแต่งงานไม่ได้ ท่านเลยงง หงาย เงิบไปกับคำถามนี้ ท่านเลยหันมาถามผม ผมเลยขออนุญาตตอบแทนท่านว่า “ในหนังสือ Spirit Level มีงานวิจัยที่ว่า ความไม่เท่าเทียมกันนี่ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ในโลกของเราเท่าที่ผมศึกษาดูมีข้อมูลเท่านี้ครับ ซึ่งกระบวนการการตั้งครรภ์มันเกี่ยวกับเซ็กซ์แน่นอน เลยพออนุมานได้ว่า การใส่เครื่องแบบไม่น่าทำให้เรื่องอย่างว่าดีขึ้นครับ แต่อาจมีส่วนนิดๆ ทำให้เขารู้สึกเท่าเทียมกัน จนไม่ไปท้อง หรือทำใครท้องได้ก่อนเวลาอันควร..”
คุณลุงเจไดพยักหน้างงๆ ที่สุดเนื่องจากติดภารกิจกำจัดเหล่าร้ายในจักรวาล ท่านเลยพากันขึ้นยานอวกาศไปซะก่อน แต่อย่างไรท่านก็ทิ้งแง่คิดให้เราไว้ครับ ในวันนี้ผมในฐานะตัวแทนชาวโลกก็ขอขอบคุณ คุณลุงอัศวินเจไดที่ได้สละเวลามาให้แง่คิดดีๆ กับพวกเรานะครับ แล้วเจอกันในภาคต่อไปครับ
สุดท้ายท่านโบกมือลาและกล่าวว่า May the Force be with you ขอพลังจงอยู่กลับท่าน
พวกเราก็กล่าวอำลาท่านกลับว่า May the Force be with You เช่นกัน
วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ
Book: Spiri Level
Picture:
The first picture retreived Sept 13 from http://www.fullhdwpp.com/movies/star-wars-anakin-skywalker/
The second picture retreived Sept 13 from http://www.alexandgregory.com/star_wars.html
The third picture retreived Sept 13 from http://www.comicvine.com/forums/battles-7/namor-vs...
The fourth picture retreived Sept 13 from http://thedailymeditation.com/learning-to-meditate...
เรียนอาจารย์ วันนี้ได้ใช้วิชาAI ในวง R2R ใช้ประโยช์ได้ทุกเวที
อ่านบันทึกนี้ของอาจารย์ แล้วสนุกดีครับ ทำให้เห็นคุณลุงเจไดในมุมมองต่อเครื่องแบบ และเห็นความมั่นใจในเครื่องแบบนักเรียนเตรียมอุดมศึกษาของอาจารย์ด้วย ขอบคุณมากครับผม
เครื่องแบบนิสิต/นักศึกษา แต่งได้ช่วงระยะเวลาเดียวในชีวิต (โดยค่านิยม)
เรียนจบไปแล้วก็อิสระ หรือ เดินตามองค์กรที่ทำงานอยู่ ;)...
บทความดีมากๆเลย ขอบคุณค่ะ