วันนี้ต้องถึงเวลาเป็นสมาชิกHappy Ba ที่ดีแล้ว เข้าไปวนเวียนจะถอดบทเรียนจากบันทึกของทุกๆท่านหลายรอบแล้ว เลยตัดสินใจว่าจะเลือกบันทึกของท่านละหนึ่ง มาถอดบทเรียน เลือกจากชื่อบันทึกที่โดนใจ มิเช่นนั้น จะทำให้ตัดสินใจไม่ได้ เรียกว่าจะอ่านทุกบันทึกเลยนั้น ซึ่งกว่าจะเสร็จ ก็คงหมดเวลาของโครงการพอดี

 คืนนี้เริ่มสัก 4 บันทึกนะคะ

 1. ขอเริ่มต้นจากบันทึกที่มีชื่อทันสมัยมากของPa_daeng ของเราก่อนก็แล้วกัน

http://www.gotoknow.org/posts/507121    เล็กๆน้อยๆก็ยอมกันไป

  ป้าแดงเขียนถึงการสื่อความหมายว่าเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะคนในครอบครัว การได้พูดความจริงจากใจตรงๆนั้น  คนฟังจะได้ความหมายและบรรลุวัตถุประสงค์มากที่สุด แต่หลายครั้งเรามักเผลอเอาความคิดของเรามาคิดแทน   และคาดหวังดั่้งใจ มาแทรกโดยเจตนาดี แต่กลับจะทำให้เกิดการเสียความรู้สึกได้ เหมือนที่ป้าแดงบอกกับสามีว่า อยากจะกินหมูกระทะ เพราะตั้งใจว่าจะกินผักต้มสุกี้ แต่คุณสามีอยากกินน้ำพริกจึงจัดการปรุงน้ำพริก และนึ่งผักเพื่อแทนผักต้มหมูกระทะให้ป้าแดง เพราะดูเป็นเมนูที่เข้ากันๆ

   ด้วยความคาดไม่ถึงนี้ ป้าแดงเลยทักท้วง ทำให้สามีรู้สึกว่าผิดพลาดหน้าเสีย  เวลานั้นเมื่อเห็นนึ่งผักแล้ว ป้าแดงก็ตัดใจจะกินผักนึ่งนั่นแหละ เพื่อรักษาน้ำใจกันด้วย แต่ใครจะคาดถึง สามีป้าแดงหายไปสักพัก แล้วกลับมาพร้อมถุงหมูกระทะ เพื่อชดเชยสิ่งที่ไปตัดสินใจแทนป้าแดงเมื่อสักครู่นี้

 โอ้ เห็นความสมานฉันท์ทันทีเลยค่ะ อ่านจบแล้ว ให้มองเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ว่า สิ่งที่สื่อสารนั้น เพื่อความเข้าใจ ไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่มเติม  และถึงจะผิดพลาดไปบ้าง การยอมกันและทำความเข้าใจใหม่  จะทำให้ได้ผลบวกมากจน คิดลบไม่ออกเลยค่ะ

  จบบันทึกของPa_daeng

.........................................................................................................................................

2.   เรื่องของBloger คนต่อไปคือ คุณดอกหญ้าน้ำ ผู้มีจินตนาการ กับการอยู่และใช้ทรัพยากรธรรมชาติด้วยความสุขและแบ่งปัน  ไม่เชื่อลองไปอ่านที่บันทึกนี้นะคะ

http://www.gotoknow.org/posts/489614 

ก้อนหิน' ความสวยจากธรรมชาติ นำมาทำห้องน้ำห้องส้วม

  คุณดอกหญ้าน้ำ ชวนทั้งนักเรียน ผู้ปกครองที่อยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลชายขอบประเทศ มาทำห้องน้ำตามจินตนาการที่เกิดจากความขาดแคลน เด็กๆไปเก็บก้อนหิน กว่าจะได้ห้องน้ำสี่ห้องนั้น ลองนึกเล่นๆว่าต้องขนหินกันคนละกี่เที่ยว ส่วนผู้ใหญ่(คิดว่ามาทำฟรี) ก็ช่วยก่อสร้างพื้นฐาน หลังคา เป็นการแยกงานกันทำที่เหมาะสม จากนั้นก็ถึงคราวถ่ายทอดความรู้ต่อกัน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ช่วยกันเรียงหินก้อนเล็กๆ ก่อให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆเป็นผนัง มีการเรียนรู้ว่า การก่อผนังด้วยหินนี้ ต้องมีการก่อแบบค่อยเป็นค่อยไป มีการพักให้ปูนแห้งจับกันแน่นเสียก่อน จึงจะก่อเพิ่มต่อไป มิฉะนั้นผนังจะพังทลายลงมาก่อนจะเสร็จ

    นับถือทั้งศาสตร์ และศิลป์ ความสามัคคี ความคิดริเริ่ม และการเป็นผู้นำ โดยเฉพาะ ในภาวะขาดแคลนเช่นนี้ เชื่อว่าใครได้เห็นห้องน้ำที่แสนสวยที่สร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงและตั้งใจนี้ ต้องปรบมือให้บุคคลต้นคิดดังๆเช่นผู้เขียนแน่นอนค่ะ

................................................................................................................................................

3.คุณไอดิน-กลิ่นไม้ บันทึกที่

น้ำท่วม...กับความดีงามบนความหายนะ      http://www.gotoknow.org/posts/467594

  คุณไอดิน-กลิ่นไม้เขียนบันทึกอย่างละเอียดอ่อนลึกซึ้ง โดยรวบรวมบันทึกของกัลยาณมิตรในGotoknow ที่มีทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง ถึงคราวน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ทำให้มองเห็นความยุ่งยากปัญหาของการประสบอุทกภัย แต่มีความดีที่สวยงามแอบแฝงมาด้วยในคราวเดียวกัน หลายท่านเขียนให้กำลังใจ บางท่านนำภาพการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลมาให้ชม เพื่อปลุกปลอบขวัญ ไม่ให้รู้สึกเศร้าหมองจนเกินไป

บันทึกนี้ ทำให้เกิดเป็นภาพสะท้อน ที่งดงาม และเมื่อตามรอยน้ำท่วมในครั้งนั้น พวกเราได้ทำสิ่งที่สุดๆของแต่ละคนได้อย่างไม่น่าเชื่อ

   อ่านบันทึกนี้แล้ว เกิดความรู้สึกอบอุน ความน่าอยู่อาศัยกับคนร่วมโลกขึ้นมาอย่างปิติใจ สายใยที่เคยขึงจนตึงห่างออกไปทุกทีจวนจะขาด กลับโอนอ่อนลงมา โอบกอดกันอีกครั้งนะคะ

ขอบคุณบันทึกที่จรรโลงใจมากๆค่ะคุณ ไอดิน-กลิ่นไม้

.....................................................................................................................................................

4. บันทึกชวนคิดสะกิดใจของคุณTawandin ที่ http://www.gotoknow.org/posts/502048

ไม้ฉีก... ฉีกใจ @ สมานไม้... สมานหัวใจ

  ยังไงก็ต้องหยุดอ่าน เพราะชื่อบันทึกที่ตั้งไว้ได้สะดุดใจ คุณTawandin เป็นศิลปินที่เก่งมากท่านหนึ่ง เอาเรื่องของธรรมชาติ มาเปรียบเทียบกับจิตใจจนได้ เธอเล่าถึงการดามกิ่งมะกรูด ที่ฉีกร่องแร่ง ลองหลายวิธี ทั้งเอาเชีอกมาผูกโยง หวังให้เนื้อไม้มาประกบกันและเนื้อเยื่อติดกันในที่สุด แต่การที่กิ่งมะกรูดได้รบเพียงการประคองของสายเชือกบางๆ ก็ไม่ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ บางครั้งยังเกิดความหวั่นไหว ทรงกิ่งไม่อยู่ หนามจึงทิ่มแทงคนที่เข้ามาใกล้เสียอีก บาดเจ็บกันทั้งคู่ ที่สุดมะกรูดยอมจบประกบกิ่งสนิท ด้วยการนำไม้มาค้ำยันแบบแข็งขัน ไม้นี้ทั้งประคอง ทั้งรองรับรอยบาดแผล มิให้มีการโยกไหวจนบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก

  *คุณTawandin ยังโยงไปถึงใจที่ฉีกขาดบาดเจ็บนี้ จะใช้สิ่งใดสมานหนอ แต่ที่สุดเธอก็พรรณาจนบรรลุไปแล้วว่า ต้องตัดใจ ทำ(ธรรม)ใจ แต่ผู้เขียนขอเสริมนิดว่า ได้เรียนรู้จากมะกรูด ต้องอาศัยใจใครสักคน ที่เข้มแข็งมาช่วยค้ำยันด้วยนะคะ จึงจะเอาอยู่

   ถอดบันทึกจบ ก็รู้สึกโล่งๆไปด้วยเลยค่ะ