จากการที่ผู้เขียนได้เฝ้าติดตาม วิกฤติที่บ้านเมืองกำลังเผชิญมาเป็นเวลานานพอควร ก็ได้มุมมองที่อยากจะแบ่งปัน เพื่อเป็นกำลังใจแก่พี่น้องผองไทยว่า "ท่ามกลางความหายนะมหันต์ที่เป็นผลพวงจากมหาอุทกภัย ยังมีความดีงามสว่างไสวที่ช่วยชุบชูใจให้เบิกบาน" ความหายนะมากมายมหาศาลนั้น เกิดขึ้นกับทรัพย์สินภายนอกทั้งที่เป็นของรัฐ ของรัฐวิสาหกิจ ของบริษัทเอกชน และของประชาชน แต่ความดีงามที่พบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพฤติกรรมของคน ถ้าเรายอมรับหลักการที่ว่า ในบรรดาทรัพยากรทั้งหลาย มนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญมากที่สุด การได้เห็นพฤติกรรมดีงามของคนท่ามกลางความหายนะ ก็น่าจะเป็นกำลังใจได้ว่า เมืองไทยน่าจะไปรอด (ถ้าผู้มีอำนาจทั้งหลายในบ้านเมือง จะได้มาเรียนรู้เพื่อย้อนดูตัวบ้าง ว่ามีคุณความดีเหล่านี้กันมากน้อยแค่ไหน) การกระทำที่ดีงามมีอยู่มากมายจึงไม่อาจนำมากล่าว ณ ที่นี้ ได้ทั้งหมด จึงขอนำเสนอเพียงตัวอย่างบางส่วน ที่รวบรวมได้จากบันทึกของกัลยาณมิตรชาว GotoKnow ดังนี้
ความดีงามที่ 1 คือ "การเป็นคนมองโลกในแง่ดี (Optimist)" จะยกตัวอย่าง คุณสันติสุข สันติศาสนสุข กัลยาณมิตรที่เป็นหนึ่งในผู้ประสบอุทกภัยที่กรุงเทพฯ แต่ท่านก็เป็นคนมองโลกในแง่ดี คือ มองเห็นความงามในความทุกข์ ดังบันทึกในรูปของบทกลอน เรื่อง “ความงามของความทุกข์” ที่ท่านสร้าง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2554 บทกลอน 3 บทท้าย ความว่า

เห็นน้ำใจล้างน้ำตาในคราเศร้า ปลอบโยนคนปวดร้าวคลายทุกข์ร้อน
เอาความรัก ความเมตตาเอื้ออาทร ที่ซุกซ่อนอยู่ในใจออกให้ปัน
เห็นเพื่อนไทยใจกว้างสร้างเครือข่าย รวมเงินทองของใช้ให้ไม่อั้น
เสียสละประโยชน์สุขอยู่ทุกวัน เพื่อเพื่อนผู้โศกศัลย์ไม่หวั่นใจ
เห็นความงามที่ยิ่งใหญ่ในความทุกข์ เป็นเชื้อสร้างความสุขสู่วันใหม่
เพื่อพรุ่งนี้พี่น้องเพื่อนผองไทย ยังคงก้าวต่อไปได้เหมือนเดิม
ผู้เขียนได้เข้าไปแสดงความเห็น ความว่า
- เป็นมุมมองเชิงบวก (Positive Perspective) ของสถานการณ์ทางลบ (Negative Situation) ที่น่าประทับใจมากค่ะ
- เห็นน้องหมาในภาพที่ถูกเจ้าของสร้างแพให้อยู่กันตามลำพัง ก็หวังว่า พวกเขาคงจะปลอดภัย และมีคนเมตตาให้อาหารพอให้อยู่รอดได้ และก็ทำให้นึกถึงลูกชายที่ขับรถพาสุนัข 3 ตัวหนีน้ำท่วมไปอยู่อุดร และลูกสาวที่กำลังพาสุนัขขึ้นรถไฟกลับอุบลฯ ค่ะ
- ขอให้พี่น้องผองผู้ประสบมหาอุทกภัย...จงมีความเข้มแข็งในการมองโลก...คือ มองว่า...ปัญหาจะไม่อยู่กับเราตลอดไป...เมื่อปัญหาผ่านเข้ามา...ย่อมมีเวลาที่จะผ่านไป...ขอเพียงเราอยู่กับวันนี้ให้ได้...แล้ววันที่ฟ้าใสจะกลับมา
และคุณสันติสุขได้ตอบความเห็น ความว่า
- ดีใจที่อาจารย์แวะเข้ามาเยี่ยม (คนกทม.ที่กำลังจมน้ำ)
- ไม่มีประโยชน์อะไร ที่เราจะหมกมุ่นอยู่กับความรู้สึกแย่ๆ เอาแต่ตำหนิ ต่อว่า ด่าทอ เห็นแต่ความผิดพลาดของใครต่อใครไปทั่ว หรือจ้องมองอยู่เพียงแง่มุมเดียว
- ถ้าคนเราเลื่อนมุมมอง คือ มองให้กว้าง ก็จะเห็นกว้าง รู้กว้าง เข้าใจกว้าง และคิดกว้าง จิตใจก็จะกว้าง ทำให้เกิดสติและความสุขสงบในจิตใจมากขึ้น
- ขอบคุณมากครับที่มาร่วมเป็นกำลังใจ คำพูด 2-3 วลีของอาจารย์มีส่วนช่วยให้สังคมบางสังคมรู้สึกเป็นสุขและอาจจะนำตัวเองออกจากวังวนแห่งความเครียดได้
ความดีงามที่ 2 คือการไม่นิ่งดูดาย (อัตถจริยา) การมี "อัตถจริยา" หนึ่งในสังคหวัตถุ 4 หลักธรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม คือ การทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อกัน มีกัลยาณมิตรชาว GotoKnow มากมายที่ได้แสดงออกในความดีงามด้านนี้ ตัวอย่างเช่น ท่านนงนาท สนธิสุวรรณ ได้อำนวยการให้มีการแจกจ่าย ถุงยังชีพของธนาคารไทยพาณิชย์ ไปยังผู้ประสบอุทกภัยในท้องที่ต่างๆ
กัลยาณมิตร ชาว GotoKnow และบุคลากรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยการประสานงานของ ดร.ขจิต ฝอยทอง ได้สละทรัพย์/มอบของบริโภค ซึ่ง ดร.ขจิต ฝอยทอง และคุณสามารถ เศรษฐวิทยา ได้สละเวลา และกำลังกายในการจัดซื้อของอุปโภค/บริโภคและเดินทางไปแจกจ่ายของยังชีพให้กับผู้ประสบภัยที่นครปฐม ด้วยตนเอง

สำหรับผู้เขียนเอง ได้เขียนบันทึกในวันที่ 25 ตุลาคม 2554 เพื่อเป็นการให้กำลังใจและเป็นแนวทางในการปรับใจและปรับตัวของผองไทยผู้ประสบอุทกภัย ในชื่อบันทึก “อยู่กับน้ำ...อยู่ให้เป็น...เช่นไม้น้ำ” ซึ่งมีเนื้อความตอนต้นว่า
ในแต่ละวัน ผู้เขียนได้ติดตามข่าวน้ำท่วมในท้องที่ต่างๆ ได้เห็นถึงความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของผู้ประสบอุทกภัย ทำให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ อยากให้วิกฤติครั้งนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว คอยเอาใจช่วยให้จังหวัดต่างๆ รวมทั้งกทม. และรัฐบาล สามารถป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมได้สำเร็จ
ความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงของมหาอุทกภัยในเมืองไทย ก็คือ การได้เห็นภาพของหน่วยงาน องค์กร สื่อมวลชน คณะบุคคล บุคคลต่างๆ รวมทั้งกัลยาณมิตรชาว GotoKnow ที่มีน้ำใจเสียสละกำลังทรัพย์ กำลังกาย กำลังสติปัญญา และกำลังใจในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสพอุทกภัย ผู้เขียนเองก็ได้แต่ส่งกำลังใจไปช่วย และบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในโอกาสต่างๆ
จากการที่ได้ติดตามลุ้นการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมของผู้เกี่ยวข้องในท้องที่ต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่า ต่างก็สู้กับปริมาณน้ำที่มากมายมหาศาลและพลังน้ำที่รุนแรงและมาจากทุกทิศทุกทางไม่ไหว ทำให้มีผู้ประสบภัยเพิ่มมากขึ้นทุกเวลานาทีที่ผ่านไป และภัยพิบัติที่รุนแรงในครั้งนี้จะยังคงอยู่ไปอีกนาน เมื่อแก้วิกฤติมหาอุทกภัยไม่ได้ และไม่อยากจะหนีปัญหา ก็คงจะมีเพียงทางเลือกเดียว นั่นก็คือ "การทำใจและปรับตัวให้อยู่ได้อย่างกลมกลืนไปกับน้ำ" ประดุจ "ไม้น้ำ(Aquatic Plants)" และ คุณหนูรี ได้ให้กำลังใจผองไทยผู้ประสบปัญหาด้วยบันทึก "ให้กำลังใจ ให้ดอกไม้" พร้อมมีดอกไม้ที่สวยงาม สดชื่นสดใสเหมือนรอยยิ้มของเธอมาฝาก เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2554 ความดีงามที่ 3 การมีจิตวิญญาณเพื่อบ้านเมือง ปกติแล้ว คนมักจะอธิษฐานเพื่อขออะไรให้กับตนเอง การอธิษฐานที่ขอเพื่อประเทศชาติโดยรวม จึงน่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการมีจิตวิญญาณเพื่อบ้านเมือง ดัง "คำอธิษฐานหน้าน้ำปีนี้" ของ ผศ.โสภณ เปียสนิท ซึ่งอธิษฐานเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2554 คำอธิษฐาน 4 บทสุดท้าย ความว่า พบว่า มีกัลยาณมิตรหลายท่าน ได้เข้าไปร่วมอธิษฐานด้วย ได้แก่ คุณถาวร คุณราชิต สุพร ครู ป.1 ลูกแผ่นดิน ท่านวอญ่า อาจารย์หมอป. และคุณกระติก ผู้เขียนเองได้แสดงความเห็นซึ่งส่วนหนึ่งของความเห็น มีความว่า ความดีงามที่ 4 การมีสติและปัญญาในการพิจารณาให้เข้าใจได้ถ่องแท้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และพร้อมเผชิญและหาทางออกที่เหมาะสม ขอยกบทกลอนในบันทึกของ คุณสันติสุข สันติศาสนสุข เรื่อง "ยกใจให้พ้นน้ำ" บันทึกเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 ซึ่ง 2 บทสุดท้าย ความว่า และภาพตัวอย่างการหาทางออกของประชาชน และของหน่วยงานของรัฐ ในการประดิษฐ์คิดค้น ยานพาหนะ ที่จะใช้อำนวยความสะดวกในการเดินทางในภาวะประสบอุทกภัย นอกจากเห็นความดีงาม 4 ประการจากการกระทำของกัลยาณมิตรชาว GTK แล้ว ในส่วนตัวของผู้เขียนเองยังมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงจิตใจของคนในครอบครัว ที่ขออนุญาตนำมากล่าว ณ ที่นี้ คือ ก่อนมีวิกฤติอุทกภัย ผู้เขียนมองว่าการที่บุตรสาวไปทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะนั้น เป็นการทำตามแฟชั่น/ตามกลุ่มศิลปินที่เธอเป็นแฟนคลับ และถูกกลุ่มแฟนคลับชักชวนไป แต่พอมีวิกฤติอุทกภัย เห็นเธอไปทำงานช่วยผู้ประสบอุทกภัยโดยลำพัง เป็นผู้ชักชวนคนอื่นด้วยซ้ำ และเป็นการไปทำงานกับองค์กรอื่นด้วย และเธอมีการคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับการกระทำของตนโดยการถามผู้มีความรู้ลึกทางธรรมว่า การที่เธออยากทำงานเพื่อสาธารณะอยู่ตลอดมันเป็นกิเลสหรือเปล่า แต่ได้รับคำตอบว่า เป็นเมตตา สิ่งที่ผู้เขียนพึงพอใจมากก็คือ ก่อนหน้านั้น ผู้เขียนมองว่าลูกสนใจในรูปลักษณ์ภายนอกของตนจนต้องเข้าไปเขียนปรามๆ ใน Facebook ว่า "งามนอกงามใน งามกายงามใจ" และ เคยปรามาสเธอว่า ศึกษาและปฏิบัติธรรมแบบ "ศรัทธานำปัญญา" แต่ตอนนี้ เพื่อนใน Facebook เห็นภาพประจำตัวแล้วถามเธอเรื่องเปลี่ยนทรงผม ผู้เขียนก็หลงไปชี้นำให้เธอเปลี่ยน พอเธอตอบว่า "ขอแสดงความคิดเห็นเรื่องทรงผม หนูผ่านจุดนั้นมาแล้ว จุดเปลี่ยนทรงผม ตอนวัยรุ่น อิอิ ตอนนี้ไม่ค่อยโฟกัสสิ่งที่เห็นได้จากภายนอก หนูกำลังเดินทางภายในอยู่ค่าาาาาาา อิอิ" ทำให้ผู้เขียนรู้สึกอายเธอไม่น้อย เคยสอนให้เธอ "เน้นงามในงามใจ" อยู่แท้ๆ ไม่น่าเผลอไปแนะเรื่อง "งามนอกงามกายเลย" และชอบใจที่เห็นเธอบอกกับเพื่อนที่เสียดายที่ไม่ได้ไปปั้น EM Ball เพราะติดงานประจำว่า "...ไปทำแพกันป่าว ที่มุลนิธิกระจกเงา ที่สนามกีฬาศุภชลาศัย เค้าทำกันทุกวันเลยว่างวันไหนบอกด้วยนะ ปล.สิ่งที่แนนทำอยู่ การทำหน้าที่อันถูกต้องชอบธรรม ก็เป็นการปฏิบัติธรรม นะ อ.วศิน บอก เมื่อคืนนอนอ่านหนังสือ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมพอดี พึ่งอ่านคำนำเอง" คุยกันเมื่อคืนที่ผ่านมา เธอบอกว่า เมื่อวานเธอไปช่วยทำแพ (ไปคนเดียว) และ วันนี้ก็บอกว่าจะไปช่วยแจกของช่วยผู้ประสบอุทกภัย อีก...ตอนนี้ผู้เขียนกำลังได้โอกาสฝึกทักษะชีวิตให้กับโมชิสุนัขของลูกสาวที่หนีน้ำไปอยู่ด้วยที่อุบลฯ 



ขอให้มี "ผู้ใหญ่" ในเมืองนี้ ทำหน้าที่ให้เต็มอย่างเข้มข้น
วางแบบแปลนแผนจัดการงานสายชล จากเบื้องต้นเบื้องกลางทางเบื้องปลาย
ขอ "เรือก-สวน-ไร่-นา-บ้าน-ป่า-เขา" เป็นอย่างเก่าสงบงามความเรียบง่าย
ฝูงสัตว์เลี้ยงกลับบ้านผ่านความตาย ญาติทั้งหลายรอดมาพร้อมหน้ากัน
ขอ "ให้ฝนหยุดตก" ยกไว้ก่อน แล้วกลับย้อนให้เย็นเป็นของขวัญ
ขอความ "หนาวอย่าหนัก" นักนิรันดร์ ขอให้ฝันเอาไว้ได้เป็นจริง
ขอกราบองค์ทรงธรรมพระสัมพุทธ บริสุทธิ์ร่มเย็นเป็นขวัญมิ่ง
บารมีคุ้มภัยได้พักพิง ขอทุกสิ่งกลับเป็นดังเช่นเดิม
พลิกทุกข์ให้เป็นธรรม เป็นคำสอน เป็นบทเรียนส่องสะท้อน ถึงปัญหา
ทบทวนความเป็นไปในโลกา มองเห็นความธรรมดา แห่งครรลอง
พลิกใจให้ หลุดพ้น ความหม่นโศก ไม่เป็นโรค กลัวน้ำ ขึ้นสมอง
ได้รู้คิด รู้สำนึก รู้ตรึกตรอง ว่าจะต้อง อยู่ให้ได้ อย่างไรดี

ถึงไม่ได้แสดงความคิดเห็นก็ขอให้ดอกไม้ เป็นกำลังใจอาจารย์ผศ.วิไลไว้ก่อนค่ะ
มาเยี่ยมชุมนุม "ข้อคิดคำเขียนเรื่องน้ำท่วม" ที่ชาวเรา
ช่วยกันคิดทำขึ้น ร่วมสมัยในปัจจุบัน
ผศ.วิไล แพงศรี สวัสดีครับ
แวะมาอ่านบันทึกที่มีความดีมากมายครับ
สวัสดีค่ะ
ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจ ในการจัดการความรู้ ...บันทึกเรื่องราว'วิกฤติอุทกภัย ประเทศไทย 2554'...ถือเป็น blog ที่มีคุณค่า มาก ๆ ขอบคุณค่ะ...
ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่กรุณาให้กำลังใจค่ะ
อาจารย์หมอป. ผศ.โสภณ เปียสนิท คุณ "ยายธี"
ลูกขจิต คุณสันติสุข สันติศาสนสุข คุณ "Dr.Pop"
หนูทงอี (เอ๊ยกล้วยไข่) คุณ "พี่หนาน" ดร.พจนา แย้มนัยนา
ได้เห็นความห่วงใย การให้ความช่วยเหลือจากพื่อนใน g2k
รู้สึกอิ่มใจค่ะ
ตัวเองไปไม่ได้เพราะมีภาระ
เราก็ช่วยกันบริจาคตามกำลัง
ดิฉันเห็นว่าเราต้องช่วยกันทุกด้าน
โดยเฉพาะหลังน้ำลด
จะหนักหนานักกับคนที่ต้องซ่อม สร้าง
เห็นใจ ผู้ประสบภัยมากล้นค่ะ
จาก http://www.nature-dhrama.com จาก "ธรรมฃาติธรรมค้ำจุนโลก"
น้ำ-ใจ ท่วมทั่วไทย
หากน้ำจิตน้ำใจท่วมไทยทั่ว
อย่านึกกลัวน้ำท่วมท้นล้นหลั่งไหล
ขอน้ำใจไมตรีมีทั่วไทย
ธารน้ำใจยิ่งธาราเชี่ยวชักเกลียววน
รวมน้ำจิตรวมน้ำใจใหญ่มหันต์
ใหญ่กว่ากันน้ำท่วมร่วมล้านหน
เพียงจิตนิ่งอย่าไหลไปตามชล
น้ำใจฅนเหนือน้ำท่วม "จงรวมใจ"
ขอบคุณค่ะสำหรับกำล้งใจที่มีต่อกันในยามนี้ ผู้ที่เห็นความดีของผู้อื่น และนำมาเล่าให้เป็นที่ประจักษ์ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้มีส่วนขยายผลของความดีนั้น เพื่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจต่อๆกันไป....น้องผศ.วิไล และพี่ใหญ่ ใจตรงกันค่ะ..