การทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการ สิ่งที่ผมต้องคำนึงถึงในแต่ละครั้งมีหลายประการ อาทิ สถานที่กับรูปแบบเหมาะสมกันหรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่าง BAR (Before Action Review) กับกิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดเตรียมมา การจับอาการของผู้เข้าร่วมกระบวนการเพื่อปรับแต่งกิจกรรมเป็นระยะๆ รวมถึงความลงตัวของเวลาและกิจกรรม ฯลฯ
กรณีการเป็นวิทยากรกระบวนการเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2556 ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน ภายใต้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง ผมต้องปรับแต่งกระบวนการอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความตื่นตัวของการเรียนรู้ และเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด
โครงการดังกล่าว คือผมถูกเชิญเป็นวิทยากรกระบวนการในประเด็น “การสร้างกระบวนการทานเป็นทีม” ที่จัดโดยฝ่ายพัฒนานิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งมีนิสิตแกนนำและอาจารย์ที่เกี่ยวข้องเกือบ 40 คน
เปิดเวที : ทำไมต้องมาเป็น “ผู้นำนิสิต”
ก่อนเริ่มกระบวนการเล็กน้อย ผมสอบถามกับผู้ประสานงานในทำนองว่า “รู้หรือไม่ว่า ทำไมนิสิตถึงเข้ามาเป็นผู้นำนิสิต” หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ “ทำไม ถึงต้องเข้ามาทำกิจกรรม” ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็คือ “ไม่มีข้อมูล ยังไม่ได้สำรวจข้อมูล”
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนั้น ผมจึงปรับกระบวนการใหม่ ภายหลังทักทายพอเป็นพิธี (เน้นความเป็นกันเอง) จึงเริ่มต้นด้วยคำถามเชิงกระบวนการให้แต่ละคนได้เขียนบัตรคำภายใต้คำถามที่ว่า “ทำไมนิสิตอยากเป็นผู้นำนิสิต หรือทำไมถึงเข้ามาทำกิจกรรมนิสิต” ด้วยหมายใจว่าจะสำรวจถึง “แรงบันดาลใจ” อันเป็นหมุดหมายเล็กๆ ของผู้คนเหล่านี้ ซึ่งบางทีมันอาจจะช่วยให้ทางคณะได้เห็นถึง “ที่มาที่ไป” ของนิสิต มองเห็นถึง “ประเด็น” ที่ต้องหยิบจับไปขยายเป็นแผนการพัฒนา “ผู้นำนิสิต” ได้ในอีกมิติหนึ่ง
ครั้นพอผู้เข้าร่วมกระบวนการเขียนบัตรคำเสร็จสิ้น ผมก็นำบัตรคำทั้งปวงส่งให้กับ “สต๊าฟ” ได้ช่วยประมวล เขียนถ่ายทอดเป็น “แผนผังความคิด” เรียงสำดับความถี่ซ้ำของประเด็น เพื่อนำมาสะท้อน (คืนข้อมูล) ให้ทุกคนได้ร่วมรับฟังและรับรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นการ “โยนไมค์” ให้เหล่าบรรดาสต๊าฟได้ออกแรงร่วมกับผม ถือเป็นการฝึกปรือวิทยายุทธไปพร้อมๆ กัน
และนี่คือภาพสะท้อนที่มาที่ไปอันเป็นเสมือนแรงบันดาลใจหรือหมุดหมายของการก้าวเข้ามาสู่ถนนสายกิจกรรมของนิสิตเหล่านั้น
· อยากพัฒนาตนเอง
· อยากรู้อยากเห็น
· อยากเรียนรู้การมีหน้าที่และการทำหน้าที่
· อยากเปลี่ยนแปลงกิจกรรมในวิถีที่สร้างสรรค์
· อยากสร้างประโยชน์ต่อคณะ เพื่อน พี่และรุ่นร้อง
· อยากสนุกสนาน
ครับ,นั่นคือภาพสะท้อนอันเป็นเหตุผลที่เหล่าแกนนำนิสิตของสโมสรนิสิตคณะสถาปัตย์ฯ ได้สื่อสารออกมาผ่านวาทกรรมกวนๆ เก๋ๆ ตามสไตล์ชาวสถาปัตย์ฯ ซึ่งประเด็นหลักคือการต้องการ “พัฒนาตัวเองผ่านกิจกรรมนอกหลักสูตร” โดยประเด็นดังกล่าว ผมได้สื่อสารกลับไปยังนิสิตและอาจารย์ที่เกี่ยวข้องว่า ในเวทีครั้งนี้ อยากให้ร่วมกันค้นหาให้เจอว่าความต้องการที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง ถ้าหมายถึง “ภาวะผู้นำ” ก็คงต้องช่วยกันถอดรหัสให้เห็นว่ามีประเด็นอะไรที่ต้องหยิบจับมาเป็นแนวทางของการพัฒนา หรือติดอาวุธทางปัญญาให้กับนิสิตเหล่านี้ พร้อมๆ กับการทำวิจัยควบคู่กันไป โดยใช้นิสิตเหล่านี้เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของการวิจัย ว่า ”เมื่อทำกิจกรรมแล้ว หรือเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาของคณะแล้ว มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์เช่นใดบ้าง”
สื่อสารสร้างสุข : ทบทวนชีวิต > แบ่งปันเรื่องราว
ครั้นเสร็จสิ้นกระบวนการถามทักถึงแรงบันดาลใจของการเข้ามาเป็นผู้นำและทำกิจกรรม ผมก็โยงเวทีเข้าสู่ “รู้จักฉันรู้จักเธอ” แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องสถานที่ซึ่งถูกจัดวางไว้แล้ว และดูเหมือนจะยุ่งยากในการเคลื่อนย้าย หรือแม้แต่ยุ่งยากในการพาตัวเองลงไปนั่งวาดภาพและบอกเล่าเรื่องราวของภาพวาดร่วมกันบนพื้นห้อง ผมจึงคงไว้ซึ่งโต๊ะเก้าอี้เช่นนั้น พร้อมๆ กับเปิดเพลงคลอเบาๆ เพื่อหนุนเสริมให้เกิดบรรยายกาศที่เหมาะกับการวาดภาพของนิสิต
โดยลึกๆ ครั้งนี้ ผมตั้งคำถามกับนิสิตที่เข้าร่วมกระบวนการว่า จะมีซักกี่คนมั๊ยที่วาดดภาพความสุขอันเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับ “กิจกรรมนิสิต” ซึ่งอาจเป็นทั้งกิจกรรมในระดับคณะและกิจกรรมในระดับมหาวิทยาลัย เพราะผมรู้อยู่แล้วว่า ส่วนใหญ่กระบวนการทบทวนตัวเองเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักโหยหาอดีตอันเป็นครอบครัว,บ้านเกิด,เพื่อนสมัยมัธยม ฯลฯ แทบทั้งสิ้น
แต่ก็อย่างว่า กระบวนการดังกล่าว ไม่ได้ชี้วัดถึงเรื่องราวเชิงลึกเหล่านั้น หรือก้าวล้ำไปสู่เนื้อหาเหล่านั้น หากแต่มุ่งเน้นให้แต่ละคนได้ฝึกทักษะในการทบทวนประสบการณ์ชีวิตตัวเองในเชิงสร้างสรรค์ ค้นหาถึงสาเหตุของเรื่องราวที่มีอิทธิพลต่อตัวเอง ฝึกทักษะของการสื่อสารเรื่องราวผ่านการภาพวาดและฝึกทักษะของการสื่อสาร (บอกเล่า) สู่คนรอบข้าง พร้อมๆ กับการฝึกการฟังและการรับรู้ถึงสาระทุกข์สุขดิบของคนรอบข้าง เป็นสำคัญ
แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ นี่คือครั้งแรกที่คนในองค์กรได้มานั่งเล่าเรื่องราวในทำนองนี้ให้กันฟัง ผมจึงปรารถนาว่า ในภายภาคหน้าหากต้องเผชิญวิกฤตใดร่วมกัน ก็อยากให้แต่ละคนได้คิดคำนึงถึงบริบทของแต่ละคนที่เคยบอกเล่าในวันนี้ มิใช่ด่วนพิพากษากัน โดยปราศจากการเบ่งมองถึงบริบทแห่งความเป็น “เขา” โดยยึดเอาปัจจัยภายนอกเป็นตัวตั้งล้วนๆ
และในตอนท้าย ผมก็ทิ้งประเด็นว่า กิจกรรมรู้จักฉันรู้จักเธอนั้น ได้สะกิดให้แต่ละคนเห็นประเด็นการเรียนรู้เหล่านี้ หรือไม่
· ทัศนศิลป์ (ภาพวาด,ภาพถ่าย)
· ดุริยางคศิลป์ (ดนตรี)
· คีตศิลป์ (เนื้อหาเพลง)
· วรรณศิลป์ (บทกลอน,บอกเล่า)
· ทักษะการสื่อสาร/แบ่งปัน ผ่านการเล่าเรื่อง (Story Telling)
· ทักษะการฟังแบบฝังลึก (Deep Listening)
· ทักษะการสนทนา (Dialogue)
· มิตรภาพแห่งการเรียนรู้ (รับรู้-แบ่งปัน)
ความเป็นทีม : เรียนรู้ผ่านกระบวนการ ไม่ใช่จ่อมจมกับ
ทฤษฏีและการบรรยาย
ด้วยความที่ว่าผมเน้นกระบวนการมากกว่าการบรรยาย ห้วงเวลาเกือบๆ 3 ชั่วโมงจึงกลายเป็นความท้าทายอย่างมหาศาลสำหรับผม
ด้วยเหตุนี้
แทนที่ผมจะบรรยายภาคทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่อง “ภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีม”
แล้วเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติการ ผมก็พลิกเอาการปฏิบัติการเป็นตัวตั้ง โดยให้นิสิตดูวีดีทัศน์สามเรื่อง
แต่ละเรื่องมีประเด็นต่างกัน (1) เน้นความเป็นทีมและประชาธิปไตย : การบริหารองค์กร (2) เน้นความเปลี่ยนแปลงขององค์กรจากภายในและภายนอก
: กิจกรรมนิสิตสู่ชุมชน (3) เน้นการบูรณาการเรียนรู้คู่บริการ : กิจกรรมนิสิตในมิติการบริการวิชาการแก่สังคม
ครับ,เมื่อดูวีดีทัศน์เสร็จ ก็แบ่งกลุ่มเป็นสามกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มไปสังเคราะห์ร่วมกันในประเด็นหลักๆ ผ่านคำถามกว้างๆ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ได้จินตนาการ หรือออกแบบอย่างเต็มกำลัง คือ “เห็นอะไร,และอะไรคือสิ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารองค์กรของตัวเอง”
ครับ,ผมไม่แบ่งกลุ่มก่อนดูวีดีทัศน์ เพราะอยากให้แต่ละคนดูวีดีทัศน์แต่ละเรื่องอย่างเสมอภาค ไม่ใช่ดูเฉพาะเรื่องที่ตนเองได้รับมอบหมาย และการทำงานกลุ่ม ผมก็ให้อิสระต่อการเลือกสถานที่ แต่มีเงื่อนไขเรื่องเวลาเป็นตัวตั้ง นอกจากนั้นยังไม่ระบุคำสั่งว่าต้องแบ่งงานอย่างไร หาผู้นำอย่างไร เพียงแต่สร้างกติกาให้แต่ละกลุ่มมีผู้สังเกตการณ์เพียง 1 คน เพื่อสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของแต่ละคนในกลุ่มนั้นๆ
สะท้อนการเรียนรู้:เติมเต็มกรอบแนวคิดภาคทฤษฎี
เมื่อนิสิตแต่ละกลุ่มสังเคราะห์งานเสร็จ ก็นำเข้าสู่กระบวนการของการสะท้อนผลการเรียนรู้ ผมไม่เน้นเรื่อง “ความถูกผิด” ของการสังเคราะห์ ไม่เน้นความสวยงามของ “แผนภาพ” แต่วางกลวิธีที่มุ่งเน้นถึง “กระบวนการทำงาน” เป็นที่ตั้ง
เมื่อแต่ละกลุ่มนำเสนอเสร็จสิ้น ผมจะเชิญผู้สังเกตการณ์ของแต่ละกลุ่มมาบอกเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าเขาเห็นภาพการทำงานตั้งแต่ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” อย่างไร จากนั้นผมจะพยายามถามว่า “มีการเลือกผู้นำกลุ่มหรือไม่ มีการมอบหมายงานอย่างไร,มีการกำกับกระตุ้นกันอย่างไร,เจอวิกฤตใด แก้อย่างไร ฯลฯ”
แน่นอนครับ, ผมพยายามสื่อสารให้นิสิตเห็นถึงกระบวนการของการเป็น “ทีม” กระบวนการของการ “บริหารองค์กร” เพื่อชี้ให้เห็นถึงการได้มาซึ่ง “ผู้นำ” ว่ามีกี่ประเภท หรือแม้แต่วิถีของการทำงานร่วมกัน ภายใต้ “เป้าหมาย” อันเป็นหนึ่งเดียวของทีม หรือองค์กร
ถัดจากนั้นจึงหยิบยกประเด็นอันเป็นกรอบแนวคิดที่เกี่ยวกับความเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีมมาฝากเป็นแง่คิด ซึ่งหลักๆ เป็นประสบการณ์ตรงและข้อเขียนที่ผมได้เขียนขึ้น หรือแม้แต่การประมวลจากการเรียนรู้ผ่านตำราและหลักสูตรการอบรมที่ผมได้เข้าร่วมเรียนรู้มาเป็นระยะๆ โดยเชื่อมโยงกลับไปยังสื่อวีดีทัศน์ที่ให้นิสิตได้ดูและร่วมสังเคราะห์ร่วมกันในกลุ่ม เป็นต้นว่า
· ธรรมชาติของการเรียนรู้สู่การเติบโตของมนุษย์ เช่น เรียนรู้ด้วยตนเอง (Learning by Self-studying) เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง / เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ (Learning by Doing) เรียนรู้จากผู้คนรอบข้าง (Learning by Others)
· ประเภทของผู้นำ เช่น ผู้นำในแบบมรดกตกทอด (Tradition) ผู้นำในวิถีกฎหมาย (Legal Leaders) ผู้นำในแบบสั่งสมบารมี (Charismatic Leaders) ผู้นำเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Leaders)
นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงลักษณะการสร้างทีมผ่านตัวตนของผู้นำ เช่น
· Directive Style คือ ผู้นำแบบชี้นำ คิดแบบเบ็ดเสร็จ
· Visionary Style คือ ผู้นำที่เน้นการโน้มน้าวจิตใจ
· Participative Style คือ ผู้นำที่เน้นการมีส่วนร่วม
· Pacesetting Style คือ ผู้นำเน้นการทำตามต้นแบบ
· Coaching Style คือ ผู้นำที่เน้นการสอนงาน
ปิดเวที : ถามถึงตัวตน อัตลักษณ์ชาวสถาปัตย์ฯ
ท้ายที่สุดก่อนลาจาก ผมฝากกระบวนการทิ้งท้ายให้ทำต่อ นั่นก็คือ ชวนนิสิตได้วิเคราะห์ สังเคราะห์กิจกรรมอันเป็น “อัตลักษณ์” ของชาวสถาปัตย์ 3-5 โครงการว่ามีโครงการอะไรบ้าง และมองลึกเข้าไปว่าทำไมถึงเลือกโครงการเหล่านั้น โครงการเหล่านั้นสำคัญอย่างไร และขับเคลื่อนมาด้วยกระบวนการใดบ้าง หรือแม้แต่ให้นำโครงการที่ว่านั้นไปเทียบกับยุทธศาสตร์ของคณะสิว่า “สัมพันธ์กันหรือไม่...”
รวมถึงฝากให้อาจารย์ที่ดูแล ลองพิจารณาว่า โครงการที่นิสิตเลือกมานั้น ตอบโจทย์ความเป็นคณะในมิติใด และสามารถยกระดับไปเป็นแผนพัฒนาหลักในระดับคณะได้หรือไม่.
ผมมองว่า นี่คือกระบวนการง่ายๆ ในอีกมิติหนึ่งของการ SWOT แบบเนียนๆ ชวนทบทวนตัวเอง หาจุดอ่อน จุดแข็ง และการเชื่อมโยงการทำงานผ่านมุมมองของ "นิสิต"
..
ครับ, ภายใต้เวลาอันจำกัด ผมก็พยายามทิ้งกระบวนการอันเป็นเสมือนเครื่องไม้เครื่องมือไว้อย่างกว้างๆ เพื่อให้นิสิตสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับตัวเองและองค์กรดู
การบรรยาย
อันสำคัญก็จริง แต่คงไม่ใช่ละเลยต่อกระบวนการกระมัง ครับ !
และการเตรียมความพร้อมผู้นำเช่นนี้ ต้องยอมรับว่าคณะสถาปัตย์ฯ
เดินทางมาอย่างถูกต้องแล้วเช่นกัน
หมายเหตุ....
11 พฤษภาคม 2556
สัมมนาผู้นำนิสิต คณะสถาปัตย์ฯ มมส
ณ ศูนย์การเรียนรู้นิเวศชุมชนบ้านกุดร่อง ต.ท่าขอนยาง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม
ขอบคุณบันทึกดีๆ ค่ะ ได้ข้อคิดจากการเป็นวิทยากรและวิธีการสอนของอาจารย์ไปเยอะเลยค่ะ
สวัสดีครับ tuknarak
ภายใต้เวลาอันจำกัด พยายามสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดครับ คล้ายบูรณาการ ไม่ลึกแต่ก็ได้ในเชิงความหลากหลาย จริงๆ ผมมองว่าการให้นิสิตร่วมคิดร่วมลงมือทำในมิติของกลุ่ม แล้วค่อยมาสรุปว่ามันมีประเด็นอะไรในเชิงแนวคิดทฤษฎีน่าจะสนุกกว่าการให้แนวคิดแล้วให้นิสิตนำไปทดลองใช้ แต่วิธีการที่ผมใช้ นิสิตจะมีอิสระในการออกแบบกระบวนการด้วยตนเอง -ด้วยทีม จากนั้นเราค่อยประมวลตอนท้ายถึงภาคทฤษฎีร่วมกัน...
แต่ก็ไม่เสมอไปครับ ในบางเวที ก็ให้กรอบทฤษฎีก่อน แล้วค่อยปฏิบัติ
ด้วยความที่เด็กสถาปัตย์ฯ ไม่ชอบอะไรติดกรอบ ผมเลยปรับแต่งกระบวนการเช่นนั้นเอง -
ขอบพระคุณครับ
สุดยอดค่ะ :)
มาร่วมสนับสนุนแนวทางดีๆเช่นนี้ค่ะ...
สวัสดีครับ อ.จันทวรรณ
ขอบพระคุณสำหรับกำลังใจนะครับ
และเหนือสิ่งอื่นใด ขอบพระคุณที่สร้าง G2K ให้ผู้คนได้เรียนรู้และเติบโตทางจิตวิยญาณ
สวัสดีครับ พี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ
ในเวทีวันดังกล่าว ผมถือโอกาสถามถึงการเข้าไปใช้ประโยชน์อาคารวัฒนธรรมที่ไทยพาณิชย์ฯ ได้มาสร้างไว้ที่ชุมชนท่าขอนยางเหมือนกัน เพราะส่วนหนึ่งชาวสถาปัตย์ก็เป็นต้นเรื่องของการก้าวเข้าสู่ "กล้าใหม่ฯ" จนนำมาซึ่งอาคารเรียนรู้ของชุมชน -
อิ่มเอม มีความสุขไปด้วยค่ะ ออกกระบวนการเรียนรู้ด้วยพื้นฐานทฤษฎีแน่นปึ๊ก บวกประสบการณ์มากมาย โดยเฉพาะวิเคราะห์ผู้เรียนทะลุชัด
ขอบคุณมากค่ะ
.....การลงสู่การปฎิบัติได้......ถือว่าเยี่ยมมากๆ ..... นะคะ.....
เป็นกิจกรรมดีๆ สนุกๆกับการเรีนรู้..นะครับอาจารย์
ชื่นชอบ และชื่นชมการทำงานจ้ะ เป็นกำลังใจให้คนทำงานจ้ะ
· Directive Style คือ ผู้นำแบบชี้นำ คิดแบบเบ็ดเสร็จ
· Visionary Style คือ ผู้นำที่เน้นการโน้มน้าวจิตใจ
· Participative Style คือ ผู้นำที่เน้นการมีส่วนร่วม
· Pacesetting Style คือ ผู้นำเน้นการทำตามต้นแบบ
· Coaching Style คือ ผู้นำที่เน้นการสอนงาน
เยี่ยมเลยครับพี่ อยากให้เด็กแถวกรุงเทยลงเรียนรู้และทำแบบนี้บ้างนะครับ..
ได้ใช้เครื่องมือหลายๆอย่างครบเลยสมเป็นวิทยารกระบวนการจริงๆ
เหนือคำบรรยายค่ะ การได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการทำงานเป็นทีมตั้งแต่เป็นเยาวชนทำให้เป็นคนปรับตัวง่ายเมื่อต้องทำงานเป็นอาชีพค่ะ ดูจากรอยยิ้มนักศึกษา วิทยากรหายเหนื่อยเลยนะคะ