คุยกันน้อยไปไหม?????

เทคโนโลยี่ทีี่ทันสมัย โลกออนไลน์ก็ดีมีประโยชน์ แต่ก็ควรจะใช้ให้พอเหมาะ คนที่บ้านนี้จะใช้มากเกินไป จนดึงเวลาและการคุยกัน การอยู่ร่วมกันในครอบครัวลดลงมาก ๆ กำลังคิดว่ากิจกรรมการออกกำลังกาย ควรจะทำร่วมกัน ทำสวนช่วยกัน จะช่วยให้ได้คุยกันมากขึ้น เราในฐานะคนกลางจะต้องเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มากขึ้น และดึงแต่ละคนออกจากโลกอนนไลน์ ให้มีกิจกรรมที่ได้คุยกันมากขึ้น ช่วยกันทำงานบ้าน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบแล้วรีบกลับเข้าห้องส่วนตัว ไปอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารของตัวเอง ฝากปัญหานี้ไว้ให้คิด เพราะว่าเริ่มจะมองเห็นว่าแต่ละคนเริ่มมีโลกออนไลน์ของตัวเองมากขึ้น ๆทั้งที่ันั่งกินข้าวอยู่ร้านเดียวกัน โต๊ะเดียวกันยังไม่ค่อยคุยกัน หน้าจะอยู่จ้องอยู่จอโทรศัพท์

        ปัญหาการคุยกันน้อยไปในครอบครัว อาจจะก่อให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้ โดยเฉพาะคุณพ่อ กับลูกสาวที่เป็นวัยรุ่น ซึ่งได้สังเกตมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แล้ว  ว่าบ้านเงียบไป ไม่ค่อยได้ยินเสียงคุยกันเท่าไหร่ ถามไถ่ เรื่องงาน เรื่องกลับบ้าน และจะทานอะไรดี หรือบอกให้ช่วยทำอะไร ก็จะคุยกันสั้น ๆ  ไม่รู้เข้าใจ ไม่เข้าใจ พอใจ ถูกใจไหม บางทีก็ดูไม่ออก ซึ่งพฤติกรรมของแต่ละคนในบ้านที่มีกันอยู่ 3 คน เท่าที่สังเกตดู 

        พอเลิกงานแล้ว คุณสามีก็สะพายกล้องได้จะไปออกไปถ่ายภาพ กลับมาก็จะนำภาพลงโพสต์ แล้วกินข้าว     เข้าห้องเปิดแอร์แต่หัวค่ำ นอนเล่นคอม ออนไลน์ไป ดูภาพถ่ายไป ในห้องนอนส่วนตัวที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพ คอมพิวเตอร์ หนังสือภาพถ่าย หนังสื่ออื่น กระเป๋าสารพัด  เคยจัดเก็บให้หลายครั้ง ก็จะกระจายอยู่รอบเตียงนอน        ที่เป็นโลกส่วนตัว

        คุณลูกสาวก็จะอยู่บนห้องนอน หิวเมื่อไหร่ก็ลงมากินข้าว แล้วขึ้นห้องไปใหม่  คุณลูกสาวจะไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แต่ถ้ากับเพื่อก็คุยกันไม่หยุด ตอนนี้คุณลูกมี  มินิ Ipad  เดินไปไหนก็จะถือไปด้วย แม้แต่ลงมากินข้าว 

        ส่วนตัวเราเองก็จะกลับบ้านค่ำหน่อย ทำงานที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุดที่จะไม่ค้างในวันถัดไป แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีงานที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง หอบกลับไป ด้วย พอไปถึงบ้านก็จะเตรียมอาหาร จัดวางให้คุณสามีและลูกสาวที่รอกินข้าว 

        เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าคุยกันน้อยไป เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ 4 พ.ค.56 

        เหตุการณ์เกิดขณะที่กินข้าวเที่ยงด้วยกัน  เมื่อวานนี้ ลูกสาวอยากได้จักรยานสำหรับใช้ออกกำลังและปั่นไปเยี่ยมคนไข้  บอกพ่อกับแม่สั้น ๆว่าอยากได้จักรยาน  พ่อตอบว่าะจะไปดูให้ที่บิ๊กซี จะไปสองแถว แล้วปั่นกลับมาบ้านเราก็บอกว่า ใส่รถยนต์มาได้ ให้พับเบาะลงซิ  คุณสามีบอกใส่ไม่ได้  ให้ไปดูที่ร้านใกล้ บขส.ซิ  ร้านปิด คิดในใจไว้ว่าน่าลองไปดูก่อนซิว่าจะใส่รถยนต์มาได้ไหม  ยังไม่ได้พูดอะไรต่อ  

         ลูกสาวห่วงพ่อ แต่คุยกันไม่เข้าใจกับพ่อเรื่องการขนจักรยานจากร้าน   คุณลูกห่วงพ่อจะเป็นอันตราย แต่สื่อสารคุยกันน้อยไป ใช้สายตาเหมือนจะบอกว่าอย่าทำแบบนี้ มันอันตราย คุณพ่อตอบกลับบอกว่าไม่เป็นอันตราย มันไม่ตายหรอก  คนกลางคือเรา บอกว่าใส่รถยนต์มาได้ พับเบาะลงซิ  Honda jazz เขาออกแบบมาให้ปรับเบาะสำหรับใส่ของเยอะๆ และใส่จักรยานได้  คุณลุกสาวลุกออกจากโต๊ะกินข้าวทันที วิ่งขึ้นห้องนอนไป 

       เราสังเกตเห็นแล้วว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติ แน่ ๆ ลูกสาวต้องโกรพ่อแน่ ๆ แต่เพื่อให้พ่อสบายใจ เลยบอกว่าลูกคงรีบไปเข้าห้องน้ำ ปกติเวลากินข้าวเสร็จคุณลูกสาวจะรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำทันที   นั่งกินข้าวกันต่อไปสองคน แล้วคุยกันว่าจะออกไปซื้อจักรยานด้วยกัน คุณพ่อถามหาว่าลูกจะไปด้วยไหม  พ่อที่ไม่ได้สังเกตลูกว่าลูกน้อยใจพ่อ 

        เราคิดในใจแล้วว่าป่านนี้ล็อคห้อง ร้องไห้แน่นอน กินข้าว เก็บจานชามแล้วขึ้นไปเรียกลุกสาว  นั่งคุยด้วยตั้งนาน คุยไปลูกสาวร้องไห้ไป  สะอื้นจนตัวโอนร้องไห้ ทำท่าจะไม่หยุด แม่กอดปลอบใจ คุยกันหลายเรื่อง กว่าจะได้คำตอบมาว่า คนลูกสาวน้อยใจพ่อที่ไม่เข้าใจว่าเขาหวังดี ไม่อยากให้พ่อทำแบบนั้น  

           สองคนตีคำพูดไปคนและแบบ  คุณลูกสาวน้อยใจพ่อว่าไม่เห็นความหวังดีของลูก พ่อก็พูดแบบขวานผ่าซาก       ที่จริงก็น่าจะบอกลูกไปว่าไม่แน่ใจว่ารถยนต์จะใส่จักรยานมาได้ไหม พ่อจะลองไปดูก่อน ถ้าใส่มาไม่ได้ จะให้รถที่ห้างมาส่ง หรือค่อย ๆ ปั่นกลับมาบ้านน่าจะได้  พ่อจะปั่นอย่างระมัดระวัง  คงจะไม่มีอันตราย  

          พ่อกับแม่ไปเลือกซื้อจักรยาน ลูกสาวไม่ไปด้วย เพราะว่าจะพับเบาะลง  ใช้วิธีโดยถ่ายภาพส่ง line ให้เลือก   ระหว่างเลือก เราเจอครอบครัวหนึ่งมาเลือกซื้อจักรยานให้ลูกเหมือนกัน และมีนำรถยนต์มาเช่นกัน ได้คุยกันช่วยกันเลือก คุณสามีดูผ่อนคลาย และมีความสุข หยอกล้อกับเด็ก  เราก็ดีใจที่เห็นครอบครัวที่อบอุ่น 

           เลือกได้ จักรายานตามที่ต้องการแล้ว นำจักรยานมาใส่รถยนต์ กว่าจะ ปรับเบาะลงได้ หาปุ่ม กันตั้งนาน      คุณสามีหงุดหงิดนิดหน่อย อากาศก็ร้อนมาก ๆ ด้วย เขาที่หาวิธีที่จะพับเบาะไม่เจอ  ช่วยกันปรับเบาะ มีคนเดินผ่านมา คุยด้วยบอกว่าคุณลุงกับคุณป้าเก่งจัง ออกกำลังกายด้วยจักรยาน และหาวิธีบรรทุกจักรยานใส่รถยนต์ได้ตั้ง 2 คัน ตั้งแต่มีรถมา เกือบจะสิบปี แล้วยังไม่เคยพับเบาะลงสักครั้ง  555   ใช้รถไม่คุ้มตามที่เขาออกแบบมาให้

                     

           กลับมาบ้านอย่างมีความสุข ลูกสาวก็ชอบ แต่ก็ยังไม่คุยกับพ่อ ไม่ได้ขอบคุณพ่อเลย พ่อก็ไม่พูดอะไร ถามผ่านทางแม่ แล้วสองคนก็แยกย้ายกันทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบคือพ่อออนไลน์ สักพัก แล้วแต่งตัวไปออกกำลังกาย ถ่ายภาพ  ส่วนเราคนกลาง นอนใต้ร่มไม้ ถ่ายภาพ จัดสวนไป คุณลูกอยู่บนห้อง   พอสักพักชวนลูกปั่นจักรายานไปออกกำลังกายที่บึงสีฐาน  ลูกดูมีความสุขขึ้น  กลับจากปั่นจักรยาน ก็กลับเข้าห้องนอนไป  แม่ลูกคุยกัน  พ่อกลับมาก็ถามถึงลูกผ่านทางคุณแม่ เพราะลูกไม่ลงมากินข้าวเย็น 

           ถ้าเมื่อวานนี้คุณพ่อ จะรอสักหน่อย ไปออกกำลังกายด้วยกัน ปั่นจักรยาน กิจกรรมที่เกิดขึ้นก็จะเป็นกิจกรรมครอบครัว ลูกก็จะได้คุยกับพ่อมากขึ้น  ไม่ใช่สื่อสารกันทางโทรศัพท์ หรือไลน์ เหมือนที่ผ่านมา 

           ตอนนี้ได้แต่ถอนหายใจ พ่อไปทำงาน ลูกนอนยังไม่ตื่น  วันหยุด แม่ทำงานบ้าน จัดสวนไป ทำอาหาร ซักผ้า และทำงานตัวเองที่หอบกับมาพร้อมกับเขียนบันทึก ออนไลน์ไปด้วย  เท่าที่สังเกต พ่อกับลูก  คุณสามีกับภรรยา จะคุยกันน้อยลงจากเดิมมาก ๆ ตั้งแต่ที่ทุกคนมีโทรศัพท์ส่วนตัวที่ใช้   มี Internet ที่มีสัญญาณ   wifi ที่บ้านกระจายสัญญาณให้กับคอมพิวเตอร์ ของทุกคนที่มีกันอยู่คนละเครื่องอยู่เดิม   แต่ละคนก็จะสนใจในโลกออนไลน์ของตัวเอง กิจกรรมที่เคยทำร่วมกัน นั่งดูทีวี คุยกัน ที่ห้องพักผ่อน รอใช้Internet ที่เครื่องคอมพิวเตอร์กลาง ตามเวลาที่ที่แบ่งกันไว้ มันหายไป 

             เทคโนโลยี่ทีี่ทันสมัย โลกออนไลน์ก็ดีมีประโยชน์ แต่ก็ควรจะใช้ให้พอเหมาะ คนที่บ้านนี้จะใช้มากเกินไป จนดึงเวลาและการคุยกัน การอยู่ร่วมกันในครอบครัวลดลงมาก ๆ 

            กำลังคิดว่ากิจกรรมการออกกำลังกาย ควรจะทำร่วมกัน ทำสวนช่วยกัน จะช่วยให้ได้คุยกันมากขึ้น  เราในฐานะคนกลางจะต้องเชื่อมความสัมพันธ์ในครอบครัวให้มากขึ้น และดึงแต่ละคนออกจากโลกอนนไลน์ ให้มีกิจกรรมที่ได้คุยกันมากขึ้น ช่วยกันทำงานบ้าน  ไม่ใช่ต่างคนต่างทำในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบแล้วรีบกลับเข้าห้องส่วนตัว ไปอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์ เครื่องมือสื่อสารของตัวเอง   ฝากปัญหานี้ไว้ให้คิด เพราะว่าเริ่มจะมองเห็นว่าแต่ละคนเริ่มมีโลกออนไลน์ของตัวเองมากขึ้น ๆทั้งที่ันั่งกินข้าวอยู่ร้านเดียวกัน โต๊ะเดียวกันยังไม่ค่อยคุยกัน หน้าจะอยู่จ้องอยู่จอโทรศัพท์  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน @บ้านแห่งพระพร ความรักและความสุข@



ความเห็น (11)

ขอบคุณที่แบ่งปันเรื่องราวที่น่าคิดและเกิดจากประสบการณ์จริงครับ บางทีเรามาด้วยกันกินข้าวด้วยกันยังไม่ได้ตุยกันเนื่องจากอีกฝ่ายมัวนั่งจิ้ใโทรศัพท์ไอโฟน นั่งเล่นคอมไปด้วย ปฏิสัมพันธ์ที่เราจะคุยกันน้อยลงไปมากๆ ผมยกตัวอย่างเช่น การเขียนเมล์หากันบางทีมันทำให้เข้าใจผิดเพราะคำนิดเดียวหากคุยกันเข้าใจง่ายและเป็นระบบมากขึ้นเป็น ขอบคุณพี่มากนะครับ..


-สวัสดีครับ

-เดี๋ยวนื้คุยกันน้อยลงจริงๆ

เขียนเมื่อ 

เป็นกำลังใจให้ครับ หาเวลาไปเที่ยวด้วย กัน กินข้าวนอกบ้านกันบ้าง หากิจกรรมดีๆทำด้วยกัน

บางครั้งจะคุยกันมากขึ้น

แต่ถึงจะคุยกันน้อยลง ก็ไม้ได้หมายความว่าจะรักกันน้อยลงไม่...

เขียนเมื่อ 

เครื่องมือที่ทันสมัย ทำให้เราคุยกันน้อยลง จริงๆนะคะ

ไก่

พี่คิดว่า คนที่อยู่ด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องคุยกันมาก เรารู้ถึงความห่วงใยก็พอ

ขอบคุณคะพี่แก้ว  ไก่รับรู้ความความห่วงใยและเข้าใจกันดี  แต่พ่อกับลูก ห่วงใยและรักกันมาก แต่ยังไม่ค่อยคุยกันหรือแสดงความห่วงใยให้เห็นนะคะ 

ขอให้ใช้เครื่องมือที่ัทันสมัยให้เป็น ก็จะไม่เกิดโทษ และสื่อให้เห็นถึงความรักความห่วงใยกันคะ

kunrapee ใช่คะ ไก่ก็เริ่มรู้สึกได้คะ 

เพชรน้ำหนึ่ง ยิ่งในกรุงเทพแล้ว เห็นชัดมากๆ เมื่อไปร้านอาหาร นั่งรถไฟฟ้า

พ.แจ่มจำรัส  ยังรักกันเหมือนเดิมคะ แต่ก็อยากมีกิจกรรมร่วมกัน ไปเที่ยวด้วยกันบ้าง เหมือนตอนที่ลูกยังเด็ก หอบกันไป ตอนนี้เขาไม่ค่อยไปไหนกับพ่อแม่แล้วคะ   

ลูกหมูเต้นระบำ ขอบคุณคะที่ร่วมแบ่งปัน


เขียนเมื่อ 

ผมคุยกันมาก  จนหมดเรื่องคุย และไม่รู้จะคุยอะไรกันต่อแล้วละครับ  555

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆครับ

จริงด้วยเราคุยกันน้อยลง

ที่บ้าน ไม่มี wifi  เพราะแม่คิดแล้วว่าถ้ามี ต้องอยู่ที่ห้องใครห้องเราแน่

ทุกวันนี้ก็นั่งหันหลังให้กัน อยู่หน้าเครื่องใครเครื่องเรา

แซวกันผ่าน FB บ้าง เป็นบางเวลา

ยังมีเวลาดูทีวีด้วยกัน เพราะมีรายการที่ชอบเหมือนกัน

ยกเว้นลูกชายที่เขามีโลกส่วนตัวอยู่แล้ว 

ขอบคุณที่นำเรื่องราวมาฉุดความคิด ..ให้คุยกันมากขึ้น