ว่าด้วยการรวมชาติด้วย "กีฬา"

หนังเรื่องหนึ่งที่ผมดูซ้ำยังไงก็ไม่เบื่อคือหนังเรื่อง Invictus กำกับโดยคลิ๊นต์ อีสต์วู๊ด นำแสดงโดยแมตต์ เดมอน และมอร์แกน ฟรีแมน หนังเรื่องเป็นแรงบันดาลใจมากๆ ด้วยว่าเป็นเรื่องราวของการรวมชาติในอาฟริกาใต้ โดยอาศัยกีฬาเป็นสื่อ.. น่ารักมากๆ หนังนี้อิงเหตุการณ์จริงสมัยที่อาฟริกาใต้พึ่งยกเลิกกฏหมายเหยียดผิว เป็นอย่างไรลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเป็นคนผิวดำ คุณไม่ใช่คนครับ การศึกษา การเดินทาง การอยู่อาศัยแยกออกจากคนผิวขาวโดยเด็ดขาด คุณไม่มีสิทธิในทรัพยากร และโอกาสในแผ่นดินของบรรพบุรุษของคุณ ประเทศเต็มไปด้วยอคติ การใช้กำลัง มีการทรมาณ การฆ่าคนผิวดำ อย่างไม่ยุติธรรม ...

                                                           

เนลสัน แมนเดลล่า ผู้นำคนผิวดำ ต้องติดคุกอยู่ 27 ปี ท่านรณรงค์ให้ประเทศยุติการแบ่งแยกสีผิว อย่างไม่ลดละ โดยเน้นอหิงสา ไม่ส่งเสริมความรุนแรงมาตลอด ต่อมาท่านได้รับรางวัล Nobel Prize ...ในที่สุดประเทศอาฟริกาใต้ก็เลิกเหยียดสีผิว ท่านได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก หากแต่หนทางไม่ได้ราบรื่น ทางกฏหมายไม่มีการแบ่งแยก เหยียดสีผิวก็จริง แต่ทางปฏิบัติยังมีความหวาดระแวง ความลังเล การแบ่งแยกยังมีอยู่ ที่สำคัญความพยายามล้างแค้นคนผิวขาวล้วนคุกรุ่นอยู่ในหมู่คนผิวดำ มีการปะทะกันบ่อยครั้ง ท่านถามตนเองว่าจะทำอย่างไรล่ะ แล้ววันหนึ่งขณะดูรักบี้ทีมชาติของอาฟริกาใต้ ที่ถือเป็นทีมอันดับต้นๆของโลกเล่น  ทีมทั้งหมดมีแต่คนผิวขาวเท่านั้น ที่แต่เดิมไม่มีการสร้างปฏิสัมพันธ์ใดๆกับคนผิวดำ เนลสันเห็นสายตาจ้องมองแบบชื่นชม แต่ไม่มีการแสดงออกของคนดำ

ท่านก็เห็นโอกาสรวมชาติ ที่สำคัญอีกไม่นาน จะมีการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลก เนลสันเลยเชิญกัปตันทีมเข้าพบ และขอให้เขาสู้เพื่อประเทศ สู้เพื่อทุกคน ทั้งผิวขาวคนผิวดำ จากนั้นท่านก็ส่งทีมนี้ไปตามเมืองต่างๆ วิ่งไปตามถนน จากไม่เคยคุยหรือคลุกคลีกับคนผิวดำ ที่สุดก็เริ่มสอนรักบี้ให้เด็กผิวดำในถิ่นยากจน 

                       

                              Cr: http://www.heyuguys.co.uk/two-new-images-from-invictus/

ทีมเริ่มกลายเป็นขวัญใจของคนผิวดำ ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ 90% ของประเทศ แล้ววันนั้นก็มาถึง การแข่งขันรักบี้โลก อาฟริกาใต้ก็เอาชนะนิวซีแลนด์ กลายเป็นแชมป์โลก ทุกคนต่างกระโดดโลดเต้นดีใจทั้งประเทศ ภาพที่เห็นคือตำรวจผิวขาวที่ตอนแรกทำท่าลังเล วิ่งไปกระโดดกอดกับเด็กผิวดำ ที่แต่งตัวมอมแมม ภาพที่ไม่น่าเชื่อที่จะเป็นไปได้เมื่อไม่กี่เดินก่อนหน้านี้

อาฟริการวมชาติได้ด้วย “กีฬา” จริงๆ กีฬารวมใจคนให้เป็นหนึ่งเดียวได้ นั่นหมายถึงการรวมชาติได้

ภาพสุดท้ายเป็นภาพที่ท่านประธานาธิบดี นั่งไปในรถฝ่าฝูงชนที่กำลังดีใจ วิ่งออกมาในถนนทั้งผิวดำผิวขาว เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วท่านก็ท่องบทกลอน (Invictus อินวิคตัส จิตวิญญาณไม่เคยแพ้) ที่ท่านมักท่องเป็นกำลังใจขณะอยู่ในคุกกว่า 27 ปี บทกลอนนี้เป็นบทกลอน ที่ท่านท่องอยู่เพื่อกำกับตนเองให้อยู่ในทิศทางของสันติ อหิงสา แม้ต้องถูกกดดันจากครอบครัว จากคนร่วมอุดมการณ์มามากต่อมาก แต่ท่านก็มีจิตวิญญาณที่ไม่เคยแพ้ (Invictus) นั่นเอง

วันนี้เขียนบันทึกนี้ไว้ในช่วงเวลาที่ประเทศของเราดูร้อนแรง ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่า เราควรศึกษาวิธีคิดของมหาบุรุษร่วมสมัยของเรา ที่มีวิธีการแก้ปัญหาที่จริงแล้วรุนแรงชนิดฝังรากลึกมานับร้อยๆปี รุนแรงมากกว่าเราหลายเท่า  ท่านใช้ “กีฬา” มาเป็นสื่อ มารวมใจคนได้ หลอมรวมคนผิวขายผิวดำมาเป็นคนอาฟริกาใต้ได้

เนลสันนับเป็นมหาบุรุษร่วมยุคสมัยของพวกเรา ที่เวลาถึงงานวันเกิดท่านนั้น ไม่แค่ในประเทศท่านเท่านั้นที่เฉลิมฉลอง มีการจัดงานวันเกิดของท่านโดยชาวอังกฤษในประเทศอังกฤษด้วย เท่ห์ไม่ครับ ถ้าผมมีลูกชายยังอยากตั้งชื่ออังกฤษว่า เนลสัน ให้เขาเลยครับ

                          

                              Cr: http://www.nonmodernblog.com/2012/08/invictus-2009.html

ผมว่าบ้านเราควรศึกษาเรื่องราวอย่างนี้มากๆ มีตัวอย่างให้เห็นว่าความรุนแรงมักจบด้วยความรุนแรง และต่อยอดด้วยความยุ่งเหยิงตามมาอีก เป็นอย่างนี้มานับพันๆปีแล้ว.. ความน่ารักต่างหาก ความสงบสันติต่างหาก ที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง เท่าที่มองท่านใช้เวลาไม่ถึงสองปี ผมว่าเรามาช่วยกันเรียนรู้เรื่องราวของมหาบุรุษท่านนี้และอีกหลายท่านเถอะครับ ผมว่าบ้านเราขาดองค์ความรู้เรื่องนี้อย่างรุนแรง เราควรมีกระทรวงใหม่ชื่อกระทรวงสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยอหิงสาด้วยซ้ำไป

เพราะพิสูจน์แล้วว่าการใช้ “อหิงสา”ใช้ต้นทุนต่ำ มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากคนดีๆ ที่มีอำนาจทั่วโลก ที่สำคัญใช้เวลาน้อยมากๆ มักเกิดขึ้นได้ในยุคสมัยของผู้ริเริ่ม เรียกว่าทำแล้วเห็นดอกผลในช่วงที่ผู้นั้นมีชีวิตอยู่ ที่สำคัญจะกลายเป็นประวัติศาสตร์โลกที่แสนน่ารักอีกหน้าหนึ่ง ถ้าโลกไม่แตกซะก่อน Invictus คงดังก้องไปอีกนับพันปีครับ


อ้างอิง: ดูหนังสือเล่มที่คลิ๊นต์ เอาไปทำเป็นหนัง Invictus ครับ ถือเป็นเรื่องราวที่เรียกว่าเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ได้เลย ควรเอามาเป็นตำราเรียน สอนเด็ก สอนสังคมเราได้ครับ 

                                                     

                        Cr: http://tayloredreviews.wordpress.com/2010/06/21/invictus-john-carlin/

วันนี้เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาเอาเองด้วยนะครับ