โดยหลักการแล้วผมอยากให้พ่อและแม่ละทิ้งวัวเหล่านี้ ไม่งั้นก็ควรให้พี่ๆ มารับภาระเช่นนี้ไป เพราะมันเป็นทรัพย์สมบัติของแกโดยแท้ มิใช่ต้องมาตรากตรำทนหลังขดหลังแข็งอยู่แบบ

(1)


เดือนสองเดือนให้หลัง ผมกลับบ้านถี่ขึ้น  ต่อให้การงานหนักหน่วงแค่ไหน ผมก็มุ่งมั่นที่จะขับรถกลับบ้านเสมอ-

ครับ,ผมกำลังปลูกบ้านให้พ่อและแม่,  ปลูกบ้านเพื่อรองรับชีวิตอีกหลายชีวิตในครอบครัว  หรือแม้แต่การวาดฝันที่จะให้บ้านกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ของหมู่บ้าน

พ่อกับแม่ในวัยที่ต่างฝ่ายต่างล่วงผ่าน 70 ปีอาศัยอยู่กันเพียงสองคน-
ครับ,ดูเหมือนอายุจะเป็นเพียงตัวเลขยังไงยังงั้น  เพราะทั้งสองท่านยังคงทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน  นับตั้งแต่เลี้ยงหมู,เลี้ยงเป็ด,เลี้ยงไก่ เลี้ยงแมว,เลี้ยงสุนัข  หรือแม้แต่เลี้ยงวัวอีก 5-6 ตัว



กรณีของวัวนั้น  ต้องถือว่าเป็น "สัตว์เลี้ยงคู่บุญ"  ครอบครัวของเราโดยแท้  และผมเอง ก็เติบโตมาจากการเป็น “เด็กเลี้ยงวัว” 

เมื่อครั้งเรียนประถมและมัธยมต้น ทุกเสาร์-อาทิตย์ ต้องไป “นอนนา” (นอนที่เถียงนา)  เพื่อเฝ้าวัว  พอรุ่งเช้าก็ต้อนวัวออกไปเลี้ยงที่โคกท้ายหมู่บ้าน หรือไม่ก็ต้อนไปเลี้ยงเลาะริมเขื่อนลำปาว  จวบจนพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้าโน่นแหละถึงมีโอกาสได้ต้อนวัวกลับเข้าคอก  ส่วนตัวเองก็คืนกลับเข้าหมู่บ้าน อาบน้ำอาบท่า กินข้าวกินน้ำ  จากนั้นก็กลับไป “นอนนา” เช่นเดิม


(2)


ย้อนอดีตกลับไปยุคสมัยที่ “คอกวัว” ยังอยู่ใต้ถุนบ้าน -

ครอบครัวของผมมีวัวในราวๆ 20 ตัวเลยทีเดียว  ในยามหน้าฝน  กลิ่นขี้วัวจะส่งกลิ่นโชยขึ้นไปถึงตัวบ้าน  คืนไหนฝนตกหนัก ตอนเช้าๆ ผมและพี่ๆ ต้องตื่นแต่เช้ามาช่วยดึงและอุ้ม “วัวน้อย” ขึ้นจากปลักขี้วัวที่เป็นเหมือนหนองน้ำและโคลนตม  ครั้นพอหน้าหนาว พ่อมักไปก่อไฟไล่ยุงให้กับวัว  พลอยให้ผมรู้สึกหงุดหงิดใจไม่ใช่ยอย  เพราะหลายต่อหลายครั้ง  ควันไฟที่ว่านั้นมักลอยลอดแผ่นพื้นบ้านขึ้นมาทำให้ผมแสบตาจนน้ำมูกน้ำตาไหลไม่หยุดไม่หย่อน  ซ้ำหนักถึงขั้นนอนไม่หลับ  หรือแม้แต่บางครั้งก็ถึงขั้นร้องไห้งอแงไปเลยทีเดียว

แต่พอหมู่บ้านได้รับการพัฒนามากขึ้น  ครอบครัวของเราก็จำต้องย้ายคอกวัวจากใต้ถุนบ้านไปอยู่ที่หัวไร่ปลายนา  ซึ่งนั่นก็นำพาให้ผมได้มีโอกาส “นอนนา” มากขึ้น –





การย้ายวัวมาอยู่หัวไร่ปลายนาเช่นนั้น  เราใช้เวลาขุดเอา “ฝุ่น” (ขี้วัว,ปุ๋ยคอก) ออกจากใต้ถุนบ้านยาวนานเกือบสองปีเศษเลยทีเดียว  มีทั้งขนมาเทไว้ที่ทุ่งนา  หรือไม่ก็จ่ายแจกเพื่อนบ้าน  รวมถึงจำหน่ายให้กับคนต่างถิ่นด้วยก็เยอะ

ครับ,นั่นคือความทรงจำอันแจ่มชัดที่มีอยู่ในตัวตนของผมตราบจนทุกวันนี้


(3)


กระทั่งปัจจุบัน,  พ่อและแม่เคลื่อนกายพาชีวิตมาปักหลักที่ท้องทุ่ง  ชีวิตในแต่ละวันตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน  ล้วนฝังรากหยั่งลึกลงบนผืนแผ่นดินอันเป็นท้องทุ่งล้วนๆ

พ่อกับแม่ในวัยเฉลี่ยที่ต่างคนต่างข้ามพ้นวัย  70  ยังคงไม่อยู่นิ่งเฉย  ในแต่ละวันท่านยังต้องหยิบจับโน่นหยิบจับนี่อย่างไม่ว่างเว้น 

แม่ยังคงก่อฟืนนึ่งข้าว  มีสวนครัวเล็กๆ ไว้ลับฝีมืออันรับช่วงมาจากบรรพชน  ขณะที่พ่อรับหน้าที่หลักเกี่ยวกับเลี้ยงวัว รดน้ำต้นไม้  ขุดดิน ถมดิน ให้อาหารปลา  นอกจากนั้นก็ไปวัดในทุกเช้า เป็นแกนนำพาชาวบ้านทำโน่นนี่อย่างไม่หยุดหย่อน  มิหนำซ้ำยังเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านต้องมาบอกกล่าวเล่าความให้ช่วยเป็นโน่นเป็นนี่อย่างไม่ว่างเว้น

ส่วนภารกิจอื่นๆ นั้นเป็นภารกิจของการทำงานร่วมกัน เช่น เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ฯลฯ ...


(4)



ในช่วงที่แม่ไม่ค่อยสบาย  วันนั้นพ่อไม่อยู่ พ่อไปเป็นเฒ่าแก่สู่ขอเจ้าสาวให้กับลูกๆ หลานๆ ที่ต่างจังหวัด   ยังผลให้แม่ต้องทำหน้าที่ในการเลี้ยงวัวแทนพ่อ  ครั้งนั้นแม่สะดุดเชือกวัวล้ม  จนเกิดอาการปวดหลัง ลุกเดินแทบไม่ได้ –

ครั้งนั้นผมรู้สึกฉุนเฉียวไปเกือบทุกเรื่อง โมโหร้ายให้กับตัวเองที่อยู่ไกลไม่ค่อยมีเวลาไปดูแลท่าน  ขุ่นเคืองใจพี่ๆ น้องๆ ลูกๆ หลานๆ ที่ท่านเลี้ยงมากับมือซึ่งอยู่ใกล้ๆ แต่กลับละเลยที่จะไปมาหาสู่ ดูแลเฉกเช่น “ลูก” คนหนึ่งที่ต้องดูแล “พ่อ-แม่”  มิหนำซ้ำวัวเหล่านั้น ก็ถือเป็นวัวของพวกเขาทั้งนั้น ไม่มีวัวผมซักกะตัว




กรณีดังกล่าว  ผมถึงขั้นนั่งคุยเอาจริงเอาจังกับพ่อเกี่ยวกับเรื่อง “วัว” ที่มีประมาณ 5-6 ตัวนี้  โดยหลักๆ ผมมองตื้นๆ ผ่านประเด็นการแบกภาระอันหนักอึ้งกลางดินฟ้าอากาศที่ยากยิ่งต่อการรบราและทานทน  (ในมุมของผม)  ทั้งนี้ทั้งนั้นยังรวมถึงการสื่อให้เห็นว่า  วัวที่เลี้ยงๆ อยู่นี้  แทบทุกตัว ล้วนแต่เป็นวัวของพี่ทั้งนั้น  มีเพียงไม่กี่ตัวที่เป็น “วัวของพ่อ”

โดยหลักการแล้วผมอยากให้พ่อและแม่ละทิ้งวัวเหล่านี้  ไม่งั้นก็ควรให้พี่ๆ มารับภาระเช่นนี้ไป  เพราะมันเป็นทรัพย์สมบัติของแกโดยแท้  มิใช่ต้องมาตรากตรำทนหลังขดหลังแข็งอยู่แบบนี้

ครับ, ทั้งพ่อและแม่ไม่ค่อยได้พูดอะไรมาก  แต่ก็พยายามสื่อสารให้ผมได้รับรู้ว่า “...มันไม่ใช่ภาระอะไร  ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร  ทำกันได้  ไม่จำเป็นต้องขายล้างคอกก็ได้...”



แน่นอนครับ  ผมเองก็เข้าใจว่า  ชีวิตครอบครัวของเราผูกพันเชื่อมร้อยกับ “วัว”  เป็นที่สุด  วัวเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว ..เป็นส่วนหนึ่งในลมหายใจของเรา แต่สภาวะที่เกิดขึ้นกับแม่นั้น  ทำให้ผมอดที่จะฉุนเฉียวและฟาดงวงฟาดหางกลับไปยังพี่ๆ และหลานๆ ไม่ได้  ซึ่งในแต่ละวันพวกเขาต้องคิดและตระหนักถึงภาระเหล่านี้ มิใช่ปล่อยวางให้พ่อกับแม่ต้องแบกรับ

ครับ,เราคุยกันนานมาก  มีหลายกรณีที่พ่อบอกเล่า อาทิ  เรื่องหนี้สินที่บางครั้งคราก็อาจขายวัวนี่แหละเพื่อปลดเปลื้องหนี้สินโดยไม่จำเป็นต้องทิ้งเป็นภาระของลูกๆ หลานๆ ...ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้  ผมก็ยังเห็นแย้งว่ามันจัดการได้  และผมนี่แหละที่จะเป็นคนรับผิดชอบภาระเหล่านั้นเอง  ขอเพียงอย่างเดียวว่า "...ขายวัวออกไปซะ  ส่วนวัวของพี่ๆ และหลานๆ นั้นก็คืนเขาไป เขาต้องรู้และตัดสินใจเองว่าควรกระทำเยี่ยงใดกับ “สมบัติ” ของเขา..." –

แต่จนแล้วจนรอด  ผมก็มาจำนนกับคำบอกเล่าอันสั้นๆ แต่ทรงพลังของพ่อแต่เพียงว่า “...ขายวัวบ่ได้ดอก ขายแล้ว เฮาสิเอาฝุ่นขี้วัวมาจากไส....”

โอ้พระเจ้า !  มันจริงตามนั้นครับ “ขายวัวแล้ว  เราจะเอาปุ๋ยคอกมาจากไหน....”


(5)




ทุกวันนี้ การกลับบ้านของผม  การเลี้ยงวัวคืนกลับมาเป็นภาระกิจอันแสนสุขอีกครั้ง มันเป็นส่วนหนึ่งอันสนิทแน่นในลมหายใจของผมเอง  อย่างน้อยแค่ได้ลากจูงมันกลับเข้าคอกก็ยิ่งใหญ่เกินบรรยาย –