การเรียนพิเศษที่บ้านนอกเช่นนี้ จะทำให้ลูกๆ มีจิตใจอันสุขสงบ ไม่เร่งร้อน ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักญาติพี่น้อง รู้จักการช่วยเหลือตนเอง รู้จักการใช้ทรัพยากรรอบตัวอย่างเห็นค่า ...รู้จักวิถีชีวิตที่โอบกอดด้วยรากเหง้าอันเป็นแก่นสาระสำคัญของการทำให้รู้สึกว่า “โลกไม่เงียบเหงา...เพราะมีคนให้เราได้คิดถึง”

วันที่ 28 มีนาคม 2556  เป็นวันอีกวันที่นำพาความรื่นรมย์มาสู่จิตใจของผม  

วันๆ นั้นเป็นวันที่ผมมีภารกิจราชการอยู่ในเมืองใหญ่ (กทม.)  ขณะที่ลูกชายคนโตชื่อ “แผ่นดิน ปรีวาสนา”  ได้เข้าสู่การบรรพชาเป็นสามเณรเฉกเช่นในหลายปีที่ผ่านมา

ปีนี้นับเป็นครั้งที่ 5 ของการบวชเณรภาคฤดูร้อน  ซึ่งโดยปกติก็บวชมาตั้งแต่อนุบาล 3 แล้วนั่นเอง




สองปีให้หลังสถานการณ์เป็นสามเณรแผ่นดินเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อน  เนื่องเพราะประสบการณ์ที่มากขึ้น  จึงได้รับความไว้วางใจให้รับบทบาทของการเป็น “เณรพี่เลี้ยง”

สองปีให้หลัง “แผ่นดิน”  จะไม่รอบวชพร้อมกับพี่ๆ เพื่อนๆ ในชุมชนบ้านเกิด แต่จะตัดสินใจบวชก่อนคนเหล่านั้น  เพื่อเรียนรู้ในเรื่องๆ ต่างๆ ล่วงหน้า –



ผมถือว่าการบวชเณรเช่นนี้เป็นการส่งลูกไปเรียนที่บ้านเกิดเสมอ เสมือนการส่งลูกไปเรียนพิเศษตามอัธยาศัย เปิดโอกาสให้ลูกๆ ได้มีอิสระในการเลือกที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้บริบทท้องถิ่นและชุมชนบ้านเกิด  โดยในระยะสองสามปีแรกของการบวชเณร- คุณปู่ของลูกเณรต้องไปนอนเป็นเพื่อนที่วัดด้วยทุกคืน หากแต่สามปีให้หลัง  ปรากฏการณ์เช่นนั้นไม่มีอีกแล้ว  ทุกอย่างลูกเณรสามารถรับผิดชอบตัวเองได้เป็นอย่างดี  ไม่ว่าปีนั้นจะบวชที่วัดไหน –ใกล้หรือไกลจากบ้านเกิดก็ไม่อิดออด...

  


การกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านนอกขอบชนบทของลูกๆ ดูเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงต่อกระบวนการเรียนรู้ของลูกๆ ที่ขาดโอกาสในการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ได้เที่ยวเล่นในห้างสรรพสินค้า  ดูภาพยนตร์  เที่ยวต่างจังหวัด ฯลฯ

ผมชอบที่ลูกๆ ได้กลับไปใช้ชีวิตอันเรียบง่ายคลุกฝุ่นอยู่กับบรรดาญาติๆ ที่บ้านเกิด  แถมยังสุขใจกับเวทีการวิ่งเล่นที่กว้างใหญ่ไพศาลสำหรับพวกเขา  มิหนำซ้ำยังอัศจรรย์ใจกับเพื่อนพ้องในหมู่บ้านที่ชอบมาวิ่งเล่นด้วยกันอย่างสนิทสนม ทั้งๆ ที่นานทีปีหนจะได้หวนกลับมาพบหน้ากัน กระนั้นก็ยังจดจำกันและกันได้เป็นอย่างดีเยี่ยม


 


ผมได้แต่อธิษฐานในใจเสมอว่า  การส่งลูกกลับมาเรียนพิเศษที่บ้านนอกเช่นนี้  คงไม่ทำให้ลูกๆ ตกหล่นไปจากสังคมอันทันสมัยที่เขาต้องกลับมาเยือนเมื่อเปิดเรียน หรือแม้แต่ออกไปทำงานเมื่อโตแล้ว รวมถึงการเฝ้าอธิษฐานว่าการใช้ชีวิตที่บ้านเกิดอันเป็นชนบทเช่นนี้  จะไม่ก่อเกิดเป็นความเปราะบางในการดำเนินชีวิตของลูกๆ  เพราะเหมือนการจ่อมจ่มอยู่กับโลกแคบที่ยากยิ่งต่อการจะเห็นความหลากหลายของชีวิต

แต่ที่ผมชัดเจนและเชื่อมั่น ถึงขั้นศรัทธาเลยก็คือการเรียนพิเศษที่บ้านนอกเช่นนี้ คือกระบวนการสำคัญของการสร้างเสริม "จิตสำนึกรักบ้านเกิด" ให้กับลูกๆ  พร้อมๆ กับการกล่อมเกลาให้ลูกๆ มีจิตใจอันสุขสงบ ไม่เร่งร้อน  ไม่เห็นแก่ตัว  รู้จักญาติพี่น้อง  รู้จักการช่วยเหลือตนเอง  รู้จักการใช้ทรัพยากรรอบตัวอย่างเห็นค่า ...รู้จักวิถีชีวิตที่โอบกอดด้วยรากเหง้าอันเป็นแก่นสาระสำคัญของการทำให้รู้สึกว่า “โลกไม่เงียบเหงา...เพราะมีคนให้เราได้คิดถึง”

และที่สำคัญก็คือ รู้จักและตระหนักในคุณค่าของตัวเองในแบบไม่หมิ่นแคลนต้นตระกูลของตนเอง อันเป็นส่วนหนึ่งของการมีจิตสำนึกที่ดีต่อบ้านเกิดเมืองนอน-



กรณีของสามเณรแผ่นดินก็เช่นเดียวกัน  ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมุ่งมั่นต่อการบวชเณรในทุกปีของการปิดภาคเรียน  เพราะเมื่อทบทวนดูแล้ว ผมเองก็เติบโตมาจากการเป็น “เด็กวัด”  พ่อของผมก็เข้าๆ ออกๆ วัดอยู่ทุกวัน ปู่ย่าตาทวดก็เป็นผู้นำในด้านประเพณีและพิธีกรรมในชุมชนมาอย่างยาวนาน  และถึงไม่บวชเณร-เด็กชายแผ่นดินก็มักชวนเพื่อนๆ น้องๆ สมบทบาทการเล่นที่เกี่ยวโยงกับ “พระ-เณร” เสมอ

การบวชเณร  ถือเป็นการฝึกปฏิบัติกายและใจอย่างยิ่งใหญ่  เด็กตัวเล็กๆ ในวัยอนุบาล 3 ต้องตื่นเช้า  ทำวัตร  เช็ดถูศาลาวัด ปัดกวาดใบไม้ ท่องหนังสือ  พอโตมาหน่อยก็ได้รับการอนุญาตให้ขึ้นลงหอระฆัง,ออกบิณฑบาตไกลๆ ,รับกิจนิมนต์ไปสวดมนต์ในโอกาสต่างๆ และที่สุดแล้วก็รับบทบาทเป็น “เณรพี่เลี้ยง” ฯลฯ




ผมคงไม่กล้าหาญพอที่จะด่วนสรุปว่า  การบวชเณรถือเป็นการเรียนพิเศษที่บ้านนอกอันเต็มไปด้วยพลังแห่งการเรียนรู้หลากมิติเสียทั้งหมด  แต่กระนั้นก็ยังกล้าพอที่จะยืนยันว่า การเรียนพิเศษที่ผ่านนอกผ่านมิติของการบวชเณรนั้น เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาก็แล้วกัน

ส่วนอะไรคือ "ชีวิตชีวา" นั้น  ผมจะไม่สรุปเอง
แต่จะรอให้เจ้าตัวได้สรุปและตอบกับตัวเองเป็นที่ตั้ง !