ขนมแป้งจี่ผสมข้าวกล้องงอก


ขนมแป้งจี่เป็นขนมที่มีส่วนผสมเหมือนกับขนมบ้าบิ่น ต่างกันที่การทำให้สุก คือขนมบ้าบิ่นจะนำส่วนผสมไปกวนก่อนจากนั้นก็นำไปอบให้ด้านนอกกรอบด้านในนุ่ม ส่วนขนมแป้งจี่จะทำให้สุกโดยการจี่ในกระทะ ส่วนประกอบหลักของขนมแป้งจี่ ประกอบด้วย แป้งข้าวเหนียว ขาวหรือดำก็ได้ หากเป็นข้าวเหนียวดำจะมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าข้าวเหนียวขาว และอื่นๆก็มี แป้งข้าวเจ้า มะพร้าว ไข่ไก่ ปรุงรสด้วย น้ำตาล เติมเกลือป่นเล็กน้อย


วันนี้ทำการปรับเปลี่ยนส่วนผสมเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับขนม  นำข้าวสวยจากข้าวกล้องงอก งาขาวงาดำคั่วหอมเติมลงไป จากการทดลองพบว่าได้ลักษณะของขนมที่นุ่มด้านใน มีรสชาติดี หวานน้อย กลมกล่อม 


จึงนำมาบันทึกช่วยจำไว้

มาดูส่วนผสมกันค่ะ


ส่วนผสมประกอบด้วย

  • แป้งข้าวเหนียวดำ 120 กรัม
  • แป้งข้าวเจ้า 25 กรัม
  • มะพร้าวทึนทึกขูด 250 กรัม
  • น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม
  • น้ำเปล่า 125 กรัม
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • งาขาวและงาดำ อย่างละ 10 กรัม (1ช้อนโต๊ะ)
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • ข้าวสวย (ที่หุงจากข้าวกล้องงอก) 60 กรัม



วิธีทำ
  • ผสมส่วนของแห้งกับมะพร้าว นวดให้เข้ากัน
  • เติมน้ำเปล่า และไข่ไก่ผสมจนเข้ากัน
  • พักส่วนผสมแป้งไว้ ประมาณ 30 นาที ก่อนทำให้สุกโดยการจี่ในกระทะ 



การจี่ขนม
  • ตั้งกระทะให้ร้อนใช้ไฟอ่อน 
  • หยอดแป้งลงประมาณ 1ช้อนชา
  • เมื่อแป้งเริ่มแข็งตัวและเปลี่ยนสี
  • พลิกกลับด้าน จี่จนขนมสุกทั่วทั้งชิ้น ตักขึ้น เสริฟร้อนๆ 

หรือจะจี่แบบในพิมพ์ไข่ดาวก็ได้นะคะ แบบนี้ชิ้นจะใหญ่ขึ้นมาหน่อย 



เสร็จแล้วตัดเป็นชิ้น



ขนมแป้งจี่ ที่ปรุงจากแป้งข้าวเหนียวดำผสมด้วยข้าวสวยจากข้าวกล้องงอกและเติมงาขาวงาดำลงไป ช่วยเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้กับขนมไทย พร้อมเสริฟแล้ว ...

ยามนี้ อาหารสุขภาพ มาแรง ให้ทันกระแสสักเล็กน้อย

ขนมไทย หวานน้อย มากด้วยคุณค่า  ปรุงเองได้ ง่ายๆ 



สาระดี ๆ เกี่ยวกับข้าวเหนียวดำ มีมาฝาก

ข้าวเหนียวมี 2 สี คือ สีขาวและสีดำ แต่ข้าวเหนียวดำจะมีสารอาหาร  ที่เป็นประโยชน์มากกว่าข้าวเหนียวขาว สารอาหารที่ว่า คือ “โอพีซี”  มีสรรพคุณช่วยชะลอการแก่ก่อนวัย และความเสื่อม ถอยของร่างกาย 

โดยสารโอพีซีที่พบในข้าวเหนียวดำ เป็นสารชนิดเดียวกับสารสกัดที่ได้  จากองุ่นดำองุ่นแดง เปลือกสน ทั้งนี้สาร โอพีซียังพบใน แอป เปิ้ลแดง แอปเปิ้ลฟูจิ มะเขือม่วง หอมแดง ถั่วแดง ถั่วดำ มันสีม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว ลูกหว้า 

ด้วยข้อดีของข้าวเหนียว คือ เป็นอาหารร่าเริง ทำให้สมองสงบ คลายเครียด กินแล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้อิ่มท้องนาน เข้ากับยุควิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน


สารสำคัญในข้าวเหนียว คือ ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก มีสรรพคุณในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้เม็ดเลือดสมบูรณ์ นอกจากนี้ข้าวเหนียวยังอุดมไปด้วยวิตามินอี มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบ ป้องกันปัญหาวุ้นนัยน์ตาเสื่อม


การนำข้าวเหนียวดำไปทำข้าวหมาก จะทำให้ได้วิตามินบี 12 ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง และการนำข้าวเหนียวไปทำเป็นของหวาน โดยเอาไปมูลกับน้ำกะทิ น้ำกะทิจะช่วยสกัดวิตามินอีออกมา แต่ไม่ควรรับประทานมาก เพราะอาจทำให้อ้วน และได้รับน้ำตาลมากจนเกินไป


ข้อเสียของข้าวเหนียวก็มีเช่นกัน คือ ข้าวเหนียวให้พลังงานเยอะ ก็จะให้อนุมูลอิสระเยอะตามไปด้วย เมื่อกินเข้าไปมาก ๆ จะทำให้ง่วงนอน นอกจากนี้ในข้าวเหนียว โดยเฉพาะข้าวเหนียวขาวยังมีสารกลูเต็น ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดความเหนียวหนืด อาจทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ได้


ในกรณีผู้สูงอายุ และเด็ก อาจจะทำให้ติดคอ อุดตันลำไส้ หรือทำให้อึดอัดท้อง ระบบทางเดินอาหารไม่ปกติได้ ดังนั้นในผู้ที่มีปัญหาระบบการย่อยอาหารไม่ดี เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว ไม่ควรกินข้าวเหนียวในปริมาณมาก และควรเน้นไปที่ข้าวเหนียวดำจะดีกว่า


สิ่งสำคัญ คือ กินข้าวเหนียวทุกครั้งควรเคี้ยวให้ละเอียด เพื่อจะได้ย่อยง่าย ๆ และควรกินในตอนเช้าจะเหมาะสมกว่าในตอนเย็น

ที่มา :  เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 ก.พ. 2552


บทความเพิ่มเติม คัดลอก จากที่นี่ > http://lib.ku.ac.th/blog/?p=946 ขอบคุณค่ะ 



ปิดบันทึกด้วยคำขอบคุณ 

•ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ติดตามอ่านบันทึกนะคะ

 .... สวัสดีค่ะ  :)

นารี ชูเรืองสุข 

13 มีนาคม 2556


.............