การเดินทางทุกครั้ง เป็นการเติมประสบการณ์ในกับชีวิต นิ่สินะเค้าถึงว่าอ่านหนังสือพันเล่มไม่เท่าการเดินทางพันลี้....

 


แข่งเรือลือเลื่อง

เมืองงาช้างดำ

จิตรกรรมวัดภูมินทร์

แดนดินส้มสีทอง

เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง



พวกเราเดินทางจาก อำเภอบ่อเกลือ ผ่านอำเภอสันติสุข จนถึงตัวอำเภอเมืองน่าน ระหว่างทางไม่ค่อยมีรถรามากนัก พวกเราจึงค่อยๆ ขี่จักรยานยนต์มาเรื่อยๆ ตามเส้นทาง กว่าจะถึงตัวเมืองน่านก็บ่ายแก่ๆ พวกเราจึงรีบขึ้นไปชมพระธาตุแช่แห้ง ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองน่านมานานกว่า 600 ปี



                                 



ตอนที่ขึ้นไปนมัสการพระธาตุแช่แห้งนั้น อากาศไม่ร้อนจัด แสงแดดเริ่มอ่อนลงเล็กน้อย ถึงกระนั้นก็ยังสาดส่อง ส่งให้พระธาตุแช่แห้งทอประกายเป็นสีทองอร่ามงดงาม เป็นที่น่าประทับใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น บริเวณหน้าประตูทางเข้า มีผ้าซิ่นสำหรับผู้ที่แต่งกายไม่เหมาะสมไว้ผลัดเปลี่ยนก่อนจะเข้าไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุไว้ที่พระธาตุเจดีย์พระธาตุแช่แห้ง แม้ว่าข้าพเจ้าจะสวมกางเกงขายาวอยู่แล้ว แต่ก็ขอลองนุ่งซิ่นสักหน่อย รู้สึกว่าการนุ่งซิ่นนี้จะเข้ากับบรรยากาศวัดมากกว่าการสวมกางเกงขายาวเป็นไหนๆ 555


                              


ข้าพเจ้าอดสงสัยไม่ได้ว่า เหตุใดพระธาตุแห่งนี้จึงชื่อ “แช่แห้ง” หรือเป็นภาษาท้องถิ่นที่มีความหมาย? แล้วหมายความว่าอย่างไร? ภายหลังมาค้นดูจึงได้ทราบว่าพระธาตุแช่แห้งนี้ สื่อความหมายให้ทราบว่าเป็นพุทธสถานที่ชำระล้าง(แช่)ซึ่งกิเลส บาป ให้หมดหรือแห้งไป


            
                             



สักการะองค์พระธาตุเสร็จก็เดินเล่นรอบๆ ข้าพเจ้าชอบวิหารหลวงที่ตั้งอยู่ข้างๆ พระธาตุ แม้ไม่ได้เป็นวิหารที่สร้างอย่างหรูหรา ไม่ได้มีกระจกสีประดับประดางดงาม แต่ทว่าเมื่อพิจารณาแล้วงดงามมาก แต่ละส่วนที่สร้างสรรค์มาล้วนแสดงถึงศรัทธาและความตั้งใจของศิลปินผู้สรรค์สร้างผลงาน ลวดลายละเอียด อ่อนช้อย แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายร้อยปีแล้วก็ตาม สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงคุณค่าในตัวเองอยู่เสมอ จนผู้มาเยือนอย่างข้าพเจ้ารู้สึกได้



              



ถัดจากวัดพระธาตุแช่แห้ง เป้าหมายต่อไปของพวกเราคือ วัดพระธาตุเขาน้อย ใครๆ มาเมืองน่านก็ต้องมีรูปภาพที่ถ่ายจากวัดพระธาตุเขาน้อย ต้องรีบเร่งหน่อยละ ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทันพระอาทิตย์ตกดิน….



ก่อนจะขึ้นเขาไปยังวัดพระธาตุเขาน้อยนั้นพวกเราแวะวัดพญาวัด ซึ่งเป็นวัดใหญ่แห่งหนึ่งของเมืองน่าน วัดพญาวัดนี้เป็นที่ตั้งของเจดีย์จามเทวี หรือพระธาตุวัดพญาวัด ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่แห่งหนี่งของเมืองน่าน ว่ากันว่าช่างได้นำรูปแบบเจดีย์มาจากลำพูนในยุคที่ล้านนารุ่งเรือง   วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ ชื่อว่าพระเจ้าสายฝนซึ่งชาวบ้านเคารพนับถีอ  และมาขอฝน เมื่อเกิดความแห้งแล้งน่าเสียดายที่เรามีเวลาไม่มากนัก และเป็นช่วงเวลาเย็น ทำให้โบสถ์ปิด เราจึงได้ชมเฉพาะเจดีย์จามเทวีเท่านั้น

  
                                                   



เดินดูสถานที่รอบๆ และถ่ายภาพที่วัดพญาวัดประมาณ 15 นาที พวกเราก็ต้องรีบขี่จักรยานยนต์ พาหนะคู่ใจตลอดการเดินทางเที่ยวน่าน ไปยัง “วัดพระธาตุเขาน้อย” พอเห็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่บนพระธาตุเขาน้อย แทบทุกคนจะต้องร้อง อ๋อ! เพราะเป็นภาพที่ปรากฏอยู่แทบทุกเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวน่าน รวมทั้งใครไปใครมาเยี่ยมเยือนเมืองน่านแห่งนี้ย่อมพลาดไม่ได้ที่จะมาถ่ายรูปที่นี่ เนื่องจากเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่นับได้ว่าสวยที่สุดอีกมุมของเมืองน่านเลยก็ว่าได้


             


องค์พระธาตุนั้นตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของตัวเมืองน่าน สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2030 เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากสักการะพระธาตุเสร็จ พวกเราก็มายังเป้าหมาย ซึ่งก็คือจุดชมวิวนั่นเอง จากวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่าน แลเห็นทิวเขาลิบๆ ไล่โทนสีสวยงามโดยเฉพาะยามอาทิตย์อัสดง สลับกับบ้านเรือน ลมเย็นๆ โชยมา ให้ความรู้สึกดีมากๆ 


             


ณ บริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพร บนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งในความสามารผู้ที่ออกแบบมาก เพราะองค์พระพุทธรูปท่านหันพระพักตร์ไปยังเมืองน่านพร้อมยกพระหัตถ์ประธานพร ราวกับจะบอกว่า ท่านปกปักรักษาเมืองน่านและประทานพรให้กับผู้ที่มาเยี่ยมเยือน ณ ที่แห่งนี้ ดูโดดเด่นและลงตัวมากๆ




                 



โอ้เอ้ ถ่ายภาพมุมนั้นบ้าง มุมนี้บ้างได้สักพัก จนกระทั่งตะวันลับฟ้า พวกเราจึงพากันกลับลงมายังตัวเมือง ขอเที่ยววัดต่ออีกนิดหน่อย ก่อนจะหาอะไรรับประทาน วัดเป้าหมายต่อมาก็คือ วัดสวนตาล


<h4>ครั้งนี้ข้าพเจ้าไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดจึงชื่อว่าวัดสวนตาลเพราะมองไปปราดเดียวก็เห็นต้นตาลสูงเด่นตระหง่าน แม้ตอนนี้จะเห็นเพียงต้นตาลแต่ก็ยังพอให้คิดไปถึงในอดีตว่า บริเวณแห่งนี้น่าจะเป็นสวนตาลขนาดใหญ่มาก่อน (ข้าพเจ้าก็คิดไปตามเรื่องตามราว อาจจะผิดก็ได้ 555) วัดสวนตาลนี้อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ1กิโลเมตร  ในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปทองทิพย์<h4>ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นทิพย์แห่งทอง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองน่าน เชื่อกันว่า 

</h4> </h4><p>ผู้ใดได้มาสักการะจะประสบความเจริญรุ่งเรือง การงานอาชีพเจริญก้าวหน้า  ยามเงยหน้ามองดูพระพุทธรูป พระพักตร์ท่านดูอิ่มเอม พร้อมมอมยิ้มน้อยๆ พระเนตรหลุบต่ำที่มองมายังคนที่มากราบไหว้นั้น ทำให้ผู้มาพึ่งพิงรู้สึกสบายใจได้ ข้าพเจ้าไม่ได้ขอพรใดๆ เพียงแค่ได้มากราบสักการะก็นับว่าเป็นโชคดีมากแล้ว</p>



กลับเข้าที่พักอาบน้ำอาบท่าให้หายเหนียวตัวหลังจากเที่ยวมาทั้งวันแล้ว พวกเราก็พากันไปยังร้านขนมหวานที่ขึ้นชื่อของอำเภอเมืองน่านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก นั่นก็คือ ร้านของหวานป้านิ่ม หรือร้านขนมหวานป้านิ่ม ตอนแรกก็คิดสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมร้านขนมหวานธรรมดาๆ ถึงกลายเป็นร้านขนมหวานขึ้นชื่อของจังหวัดน่านได้ แต่พอได้ตักเข้าปากเท่านั้น ถึงกับ “อื้ม... อร่อยมากกกก” เป็นขนมหวานธรรมดาที่ไม่ธรรมดา เมนูที่ข้าพเจ้าสั่งเป็นไอศกรีมบัวลอย คือเป็นการผสมผสานระหว่างไอศกรีมกะทิ และบัวลอยที่ลงตัวมากๆ ข้าพเจ้าไม่คิดว่าจะมีการนำไอศรีมและของหวานไทยๆ มาผสมกันได้อย่างลงตัวขนาดนี้ ข้าพเจ้าคงไม่สามารถบรรยายความอร่อยหอมหวานครบถ้วน หากใครได้มาเที่ยวเมืองน่านคงต้องมาลิ้มลองด้วยตนเองณ จุดนี้ ไม่ควรพลาด 555





                

                                        



ไหนๆ ก็จะพักที่น่านเป็นคืนสุดท้ายแล้ว ขอขี่จักรยานยนต์ทัวร์รอบเมืองน่านเสียหน่อย...แม้จะยังไม่ดึกมาก ประมาณสามทุ่ม แต่ตัวเมืองน่านก็เริ่มเงียบแล้ว ขี่รถผ่านวัดมิ่งเมือง ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองของจังหวัดน่าน เดิมทีเป็นวัดร้าง มีเสาหลักเมืองที่เป็นท่อนซุงขนาดใหญ่ พบประมาณปี 2400 ต่อมาเจ้าครองนครน่านสถาปนาวัดใหม่ ตั้งชื่อว่า “วัดมิ่งเมือง” (เค้าเรียกเสาหลักเมืองว่า “เสามิ่งเมือง” เลยตั้งชื่อวัดตามเสาหลักเมืองที่พบ ต่อมาในปี 2527 ได้มีการรื้อถอนและสร้างอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบล้านนาร่วมสมัย ขนาดมองไกลๆ ยังเด่นสะดุดตาด้วยสีขาวบริสุทธิ์ของพระอุโบสถและลวดลายปูนปั้นที่วิจิตรบรรจง



                  




วันสุดท้ายของการอยู่ที่เมืองน่านเป็นเช้าวันที่จะมีประเพณีแข่งเรือซึ่งเป็นประเพณีใหญ่ประจำเมืองน่านพอดี น่าเสียดายที่พวกเราต้องขึ้นเครื่องกลับตอน 9 โมงเช้า ไม่ทันได้ชมบรรยากาศงานแข่งเรือ แต่ก็ยังพอได้ชมการเตรียมงานในช่วงเช้าตรู่ หมอกจางๆ ริมน้ำตอนเช้าให้ความรู้สึกสดชื่น....ผู้คนเริ่มทยอยกันออกมากตั้งร้าน และประกอบหัวเรือเพิ่อเตรียมแข่งขัน....ตลาดยามเช้ายังคงให้สีสันแห่งวิถีชิวิตท้องถิ่น ข้าพเจ้าเดินผ่านร้านขายผลไม้ในที่สุดข้าพเจ้าก็ได้พบกับ ส้มสีทอง ของขึ้นชื่อของเมืองน่าน เย้!....อืม รสชาติดีจริงๆ ด้วยแฮะ ถึงแม้สีจะไม่สวยเท่าส้มแคลิฟอร์เนีย แต่รสชาติถูกปากคนไทยอย่างข้าพเจ้ามากกว่าเป็นไหนๆ


 



ก่อนกลับเมืองกรุงขอชมวัดสุดท้ายของการเยือนน่านครั้งนี้คือวัดอภัย ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้สถานีขนส่ง แม้ไม่ใช่วัดเก่าแก่ แต่สถาปัตยกรรมของวัดก็คงความงดงาม วันที่เราไปนั้นตรงกับช่วงงานบุญกฐินของวัดพอดี จึงมีการประดับประดาวัดให้สวยงาม ประกอบกับลวดลายผสมระหว่างไทยและจีนอ่อนช้อย และสีทองของพระอุโบสถเปล่งประกายยามต้องแสงอาทิตย์ตอนเช้า



                       


      



            


จบการเดินทางเที่ยวนี้ด้วยความประทับใจ และสัญญากับตนเองว่า จะต้องหาโอกาสมาเยือนเมืองน่านแห่งนี้อีกเป็นแน่แท้



   




                   
<h4>
</h4><h4>
</h4><h3 style="color: rgb(151, 72, 6); font-weight: bold;">การเดินทางทุกครั้ง เป็นการเติมประสบการณ์ในกับชีวิต นิ่สินะเค้าถึงว่าอ่านหนังสือพันเล่มไม่เท่าการเดินทางพันลี้….</h3><h3 style="color: rgb(99, 36, 35);">
</h3><h3 style="color: rgb(99, 36, 35);">The end  (^_^)</h3>