วันอาทิตย์นี้ กลายเป็นวันอาทิตย์ที่ไม่ธรรมดา
เมื่อ 9 โมงเช้ามีโทรศัพท์สายหนึ่ง เป็นเสียงชายหนุ่มใจดีท่านหนึ่ง
"ขอสายคุณหมอบางเวลาครับ"
อึ่งไป 5 วินาที..
ท่านผู้อ่านคงเดาได้แล้วนะคะว่าท่านนี้คือใคร
เป็นบล็อกเกอร์ที่แทบทุกคนเห็นหลัง (ไม่ใช่หน้า)
เพราะท่านเขียนและแสดงความเห็นใน gotoknow ทุกวัน
"คือวันนี้ บ่ายสอง คุณหนุ่มเมืองจันท์จะมางาน CMU bookfair นะครับ"
"พอดีวันนี้ผมมีติดสอนทั้งวัน  แต่เห็นหมอชอบหนังสือคุณหนุ่มเมืองจันทร์เลยตัดสินใจโทรมา"
ตามด้วยเสียงหัวเราะอารมณ์ดี
.

และนั่นคือ เหตุให้ข้าพเจ้าตัดสินไป ออกจากถ้ำไปงาน CMU bookfair


ครั้งล่าสุด ที่ข้าพเจ้าไปคือ 5 ปีที่แล้ว
ความทรงจำเก่าของบรรยากาศ CMU bookfair ที่มีคนหนาแน่น ไม่มีที่จอดรถ

ทำให้ข้าพเจ้าเลี่ยงไปจอดบริเวณโรงอาหารใหญ่ของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

ได้ย้อนอดีต เข้าไปนั่งทานอาหารที่เคยนั่งทานประจำเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

"อิ่ม อร่อยถูก ม.ช. มีที่เดียว" สาวสองคนคุยกันก่อนเก็บจานเปล่าลุกออกไป
ให้ข้าพเจ้าเข้ามานั่งแทน ปลื้มใจกับมื้อ 40 บาท (รวมน้ำ) ดังภาพข้างล่าง

ปรากฎว่า งานปีนี้มาไม่หนาแน่นนัก เดินสบายๆ
มีบูธหนังสือ จากค่ายดังอย่าง ซีเอ็ด  มติชน แต่ไม่มีของ อมรินทร์
ข้าพเจ้าเดินผ่านโซนหนังสือวิชาการเร็วๆ
ไม่เจอร้านขายหนังสือตำราแพทย์จากต่างประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ สมัยตัวเองเป็นนักศึกษา..
หรือเพราะโลกเปลี่ยน คนติดตามวิชาการผ่าน tablet หมดแล้ว


และแล้ว บุคคลที่ข้าพเจ้ารอคอยก็มาถึง
คุณ "หนุ่มเมืองจันท์" หรือคุณตุ้ม - สรกล อดุลยานนท์
ก่อนขึ้นเวทีมีการแจกลายเซ็นต์ในหนังสือให้แฟนๆ
คุณป้าท่านหนึ่ง นั่งรถเข็นมา คนที่อยู่ด้านหน้ารวมทั้งข้าพเจ้า
หลีกให้ท่านเป็นคิวแรกด้วยความยินดี

มีแฟนหนังสือท่านหนึ่ง หอบหิ้วกองหนังสือ fastfood ธุรกิจ ทั้ง 19 เล่มมาให้เซ็น
คุณหนุ่มเมืองจันท์ก็ไม่ปฎิเสธ เซ็นไปหัวเราะไป อย่างอารมณ์ดี

เมื่อถึงเวลาบ่ายสองโมงเศษ คุณหนุ่มเมืองจันท์ขึ้นเวที 
เล่าที่มาของนามปากกา  วิธีคิด วิธีเขียนที่น่าสนใจ
ซึ่งข้าพเจ้าจดลงในพื้นที่กระดาษหน้าสอง ของหนังสือ "ความรู้สึก คือเหตุผลอย่างหนึ่ง"



พิธีกร :  อะไรทำให้คุณมีวัตถุดิบในการเขียนมากมาย
หนุ่มเมืองจันท์ :  ตอนที่ผมเป็นนักข่าวเศรษฐกิจ  เวลาไปสัมภาษณ์นักธุรกิจ
ผมจะใช้เวลา 70-80% ทำตามหน้าที่ สัมภาษณ์ "วิธีบริหาร" ที่มอบหมายมา
แต่อีก 20-30% ผมจะถาม "วิธีคิด"
นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ล้วนผ่านวิกฤติและความล้มเหลวมาทั้งนั้น
ยกตัวอย่าง นักธุรกิจท่านหนึ่ง เป็นหนี้ตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง 9 หมื่นล้าน
ขณะที่ พนักงานในบริษัทบอก "ไม่มีอะไรเหลือแล้ว" นั่นคือยอมแพ้  
ท่านกลับบอก "ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว" นั่นคือ ต้องสู้เพราะหลังชนฝาแล้วต่างหาก  
เรื่องเหล่านี้ ผมเก็บใส่ลิ้นชักไว้ เมื่อถึงเวลาเหมาะสมจะเชื่อมโยงเป็นเรื่องราว ก็หยิบเอามาใช้

พิธีกร : จากที่เป็นเพื่อนร่วมงาน สังเกตว่าคุณหนุ่มเมืองจันท์ อารมณ์ดี ไม่ค่อยเครียด มีเคล็ดลับอย่างไร
หนุ่มเมืองจันท์ :  อาจเพราะผมไม่ค่อยโกรธ  คือผมจะมีลิ้นชักในใจ อยู่สามอัน คือ "ใช่, ไม่ใช่, ไม่แน่ใจ"
ลิ้นชัก "ไม่แนใจ" ใหญ่ที่สุด เพราะผมจะเก็บเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามา ไว้ในนี้ ไม่ด่วนตัดสินว่า 
จนกว่าจะมีหลักฐานมากพอ ถึงค่อยย้ายไปหมวดหมู่ ใช่ หรือ ไม่ใช่

...
หลายครั้ง ที่คนเราเสียเพื่อน เสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไป เพราะด่วนตัดสินใจจากเหตุการณ์เดียว



ข้าพเจ้าเดินกลับ ตามทางเดินอันเงียบสงบ
สำรวจลิ้นชักภายในตัวเอง เป็นอย่างไร
ดูมันสับสนวุ่นวายจนหาอะไรไม่เจอ
.
" ความรู้สึก เป็นเหตุผล 'อย่างหนึ่ง' เท่านั้น ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมากมายในชีวิต"
หนุ่มเมืองจันท์  2 ธ.ค. 2555