“ไก่เถื่อน”…เพื่อนคู่ป่า.. คู่สวน

เสียงไก่ขันเป็นระยะ ๆ ..ได้ยินเสียงขันทุกวัน ขันบ่อยๆ วันนี้ชะรอยเดินเสาะหาต้นเสียงซะหน่อย... ”เจ้าไก่งามเพราะขน” ….กลับชูคอโก่งขันอยู่บนกิ่งต้นมังคุด ใบดกปรกบังตัวไก่ แถมมีอาหารเป็นข้าวเปลือกใส่ถ้วยพร้อมน้ำในถาด ท่าทางจะเป็นที่อยู่มานาน ใช้ต้นไม้เป็น “บ้าน” หรืออย่างไร?? คงเป็น”ไก่ป่า” (ปักษ์ใต้เรียกกันว่า ไก่เถื่อน) .. ที่มีเจ้าของดูแลเป็นแน่แท้
ภาพที่เห็นเป็นความน่ารักในความสัมพันธ์ที่เจ้าไก่น้อยมีต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะเจ้าของ (คนงานที่บ้านสวน) ก็เพิ่งได้ไก่มาดูแล และแม้แต่มีใครเดินเข้าใกล้ ไก่น้อยก็จะแสดงอาการตื่น เตลิดไป ซึ่งเป็นปกติของไก่ป่า ถึงแม้อยู่ในป่ากว่าจะได้เห็นก็แว่บไปแว่บมาแฝงตัวไปกับไม้พื้นล่างได้เยี่ยมยอดจริงๆ แต่นี่ไม่ว่าเจ้าของจะเดินไปไหน “ไก่ป่า” ตัวนี้ก็จะเดินตามต้อย ๆ ความผูกพันที่แน่นแฟ้นของคนกับไก่ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องใช้เวลา
“ไก่ป่า” (Red Junglefowl, Gallus gallus )..รู้ได้อย่างไรว่าเป็นไก่ป่า? หลายคนบอกได้ว่า “ดูที่แข้งขาจะมีสีออกดำ/เทา/เขียวคล้ำปนๆกัน”... ใช่เลย “ขันที” เป็นไก่ป่า อายุประมาณขวบปีเศษ ก่อนที่จะได้มาอยู่ที่สวนนี้ ทราบว่า “ขันที” ถูกจับมาเลี้ยงดูตั้งแต่เป็นลูกไก่เถื่อน เป็นไก่เพศผู้ โดยในเบื้องต้นเจ้าของ ต้องการฝึกให้ “ขันที”ทำหน้าที่เสมือน “นกต่อ”
เจ้า “ขันที” ถูกกำหนดชะตาชีวิต ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีเดือยให้เห็น ระยะแรกฝึกให้เกาะคอนบนต้นไม้ มีพันธนาการด้วยห่วงคล้องที่ขา ขาดอิสระ ไม่ให้ใช้ชีวิตหากินเหมือนไก่ทั่วไป ที่เดินคุ้ยเขี่ยหาอาหารบนดิน เจ้าของจะใช้เสียงซึ่งเลียนเสียงเป็นไก่ตัวเมีย อาจจะใช้อุปกรณ์ (ดังภาพ) หรือเป่าปาก และ “ขันที” ก็จะขันตอบรับ ต่อมาเมื่อฝึกไปนาน ๆ ไม่ว่าเจ้าของจะทำเสียงอย่างไร อะไรๆๆ ก็พร้อมจะขันเสมอ หรือหากเพียงพูดขอให้ขัน แม้ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดนั้นคืออะไร ไก่ป่าตัวนี้ก็ขันไม่หยุดจึง เป็นที่มาของชื่อ... “ขันที”
<div style="text-align: center;">
</div>
<h4>
ก่อนหน้านี้เมื่อแวะไปเยี่ยม ก็จะพบ“ขันที” เดินไปมาเฉกเช่นไก่ทั่วไป นั่นเป็นเพราะเจ้าของเอาลงมาจากคอน และหากค่ำแล้วเจ้าของลืม.. “ขันที” ก็จะกระโดดขึ้นไปต้นไม้หลบนอนตามกิ่งที่ไม่สูงนักมีใบไม้ปรกทึบ
แทบจะมองไม่เห็นตัว จนกว่าเช้าวันใหม่จึงจะออกมาให้เห็น ชีวิตของ “ขันที” ไม่เคยรู้จักภัยคุกคาม มีเพียงเจ้าของดูแลระวังภัยให้ หากไม่เอาลงมาจากคอน ก็จะอยู่บนต้นไม้กิ่งสูง ๆเช่นนั้น
</h4><h4>
</h4><h4>
ประจักษ์พยานว่าครั้งหนึ่งเกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อหมาและไก่ไม่เป็นอยากจะผูกมิตรกัน ทันทีที่เจ้าโทน (รอทไวเลอร์) เห็นไก่ ก็วิ่งไล่อย่างสนุกสนาน ไก่ร้องตกใจ สุดท้ายต้องอาศัยกรรมการช่วยห้าม
หลังจากนั้น ”ขันที” ได้เรียนรู้ทักษะชีวิต
ครั้งนั้นเสียขนสวยที่หางไปบางส่วน ….จากนี้ไปก็รู้จักการระวังตัวจากภัยคุกคาม..ด้วยตนเอง..</h4>
วิถีชีวิตการใช้ประโยชน์จาก “นกต่อ”ก็คือ หลังจากที่ฝึกได้นานพอแล้ว เมื่อจะใช้งานจะนำเอา ‘นกต่อ” ไปไว้ในป่า..“ขันที” ก็ทำได้เช่นกัน เพียงแต่เมื่อขันขับขานเสียงออกไป ก็จะมีเสียงขันตอบโต้ เนื่องจากบริเวณนี้ มีไก่ป่าหลายตัว ถ้าประเภทไม่พอใจเสียง (มักจะเป็นตัวผู้ตัวอื่นๆ) หรือหลงเสียง (คงจะเป็นตัวเมียใกล้ๆกัน) หากเป็นไก่ตัวผู้ที่เข้ามาตามเสียงของ“ขันที”และไม่มีตัวใดยอมลดราวาศอก ก็จะต่อสู้จิกตีคล้าย ๆ ไก่ชน เพื่อการแย่งอาณาเขต (territory) ซึ่งหมายถึงแหล่งอาหารและการปกป้องไก่ตัวเมีย

เสียงขัน/ส่งเสียงของไก่สื่อหลายความหมาย หนึ่งในนั้นก็เพื่อเรียกความสนใจจากไก่ตัวเมีย หากไก่ตัวเมียสนใจเสียงขันของไก่ตัวผู้ที่เป็น “นกต่อ” ... ไก่ก็จะเดินเข้ามาหาตามเสียง ไก่ตัวผู้ก็จะตีปีกและดีใจ เนื่องจาก “นกต่อ” ถูกฝึกเลี้ยงไม่ให้ใกล้ชิดไก่ตัวเมีย เจ้า “ขันที” ก็เช่นกัน และไก่ตัวเมียที่เดินเข้ามานั้นตามเสียงนั้นก็จะถูกกับดัก (แร้ว) ที่เจ้าของนกต่อนำมาวางไว้ แร้วดัก “นกกวัก”และ ดัก "ไก่ป่า” หรือแม้กระทั่งของ “นกชายเลนอพยพ” ก็มีลักษณะคล้ายกันเพียงแต่ขนาดจะต่างกัน (ในส่วนของนกชายเลนอพยพ..เป็นสิ่งที่เรารณรงค์ในประเด็นอนุรักษ์ มีิกิจกรมร่วมกัน โดยเน้นให้ "นักล่า” เห็นการดำรงชีวิตและสำคัญของนกเหล่านั้น)
<h4>
วิถีของนกและคนต่างก็อยู่ร่วมกันมาช้านาน …คนที่อาศัยอยู่กับป่ากับธรรมชาติ
..นักล่า..บอกว่า การดักจับ “นกกวัก” และ “ไก่ป่า” ก็เพื่อเป็น อาหาร หรือ “นกคุ่ม” เพื่อเป็นยา... ทุกชีวิตจะถูกควบคุมโดยธรรมชาติในฐานะ..ผู้ล่า/เหยื่อ..กิน/ถูกกิน..ในแต่ละบริบทไปตามบทบาทและหน้าที่ตามวิถี
</h4>
ปัจจุบัน สถานการณ์เปลี่ยนไป “ขันที” ไม่ต้องทำหน้าที่เป็น "นกต่อ" และทุกครั้งที่ดีดนิ้ว หรือเสียงพูดคุยหยอกล้อจากเจ้าของ เจ้าไก่น้อยก็จะตอบรับด้วยการขัน “ เอ๊ก อี เอ๊ก เอ๊ก” หรือ “ค๊อคคา ดูเดิล ดู” Cocka-doodle-doo ก็แล้วแต่หูจะเป็นชาวไทย หรือชาวฝรั่งตะวันตก (ของเขานับพยางค์เสียงได้มากกว่าที่เราคุ้นเคย สงสัยไก่ของเขามีเสียงระรัวลูกคอ.. ??)
นั่นคือ ชีวิตขันที.. ณ. วันนี้ถูกเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน เพราะมีความน่ารัก ล้นเหลือ กลับมีชีวิตเป็นปกติเช่นไก่ป่าทั่วไป เดินคุ้ยเขี่ยหากินในสวนผลไม้ขนาดเล็กๆรอบบ้านสวนพื้นที่ 23 ไร่ ทุกครั้งที่กลับบ้าน สังเกตเห็นว่ามีไก่ป่าหลายฝูงเดินหากินอย่างมีความสุข มีจำนวนไก่ตัวผู้มากขึ้นเป็นหัวหน้าฝูงท่ามกลางตัวเมียหลายๆๆตัว

ไก่ตัวผู้หนึ่งตัวทำหน้าที่ดูแลไก่ตัวเมียหลายตัว (polygamy: ที่เขาเปรียบเปรยว่า เจ้าชู้พ่อไก่แจ้?? คงไก่ป่าด้วย!!. ซึ่งตัวเมียบางตัวอาจจะอยู่ในระยะ วางไข่ กกไข่ หรือเลี้ยงดูลูกไก่ ซึ่งต่างมีพ่อจากไก่ตัวผู้ ตัวเดียวกัน โดยทั่วไปในเวลากลางคืนไก่ตัวผู้จะขึ้นไปเกาะคอนที่สูงกว่า เพื่อสอดส่องในกรณีมีศัตรู ผู้ล่า ก็จะทำหน้าที่ส่งเสียงร้องเตือนแม่และลูกไก่ในบริเวณนั้น
<h4>
เสียงร้องขัน…
ที่มาจากหลายทิศทางรับฟังได้จากที่บ้านสวน เพราะฝูงไก่แบ่งอาณาเขตพื้นที่หากิน เป็นผลงาน ลูกหลาน “ขันที” ทั้งนั้นในระยะเวลาสามปี เจ้าของสวนจึงมีเพื่อนๆไก่ป่า มาคุ้ยเขี่ยหนอนแมลงในพื้นที่สวนมากขึ้น จึงมี
ไก่ป่า”คู่สวน” มากขึ้น สังเกตเห็นว่าในฝูงที่ “ขันที” ยังดูแลอยู่ บางครั้งก็มีไก่ตัวผู้ขนสวยงามอาศัยอยู่ในฝูง
แต่ยังมีขนาดเล็กกว่าและดูเหมือนโตไม่เต็มวัย
</h4><h4>
</h4><h4>ก่อนค่ำไก่ทุกตัวที่ภายใต้การดูแลของ “ขันที” จะมารวมตัวกัน เลือกต้นไม้ในสวนหนึ่งต้นเป็นที่ประจำเกาะคอนนอน
อาศัยร่วมกัน เป็นประโยชน์เรื่องการระวังภัย ทำให้ชวนคิดว่า กว่าที่ไก่ตัวผู้จะแยกตัวจากพ่อแม่ไปสร้างอาณาบริเวณ
(territory) ของตนเองก็คงต้องถึงระยะเวลาหนึ่งที่มีความพร้อม (maturity)
…ธรรมชาติมักจะมีเวลาที่เหมาะสมลงตัวในทุกๆเรื่องเสมอ ไม่ต่างกันแม้ในมนุษย์เรา…</h4>
<div style="text-align: center;">
</div>
ไข่..ของไก่ป่า คะเนดูว่าน่าจะมีพอควรที่บ้านสวน เพราะสมาชิกแม่ไก่มีหลายตัวในรอบสามปี จนมีผู้สนใจมาดักซุ่มไก่ป่าแถวรอยต่อชายแดนสวน ต้องแจ้งว่า..กรุณาอย่ารบกวนไก่ ถึงแม้จะเลี้ยงแบบหากินเองตามธรรมชาติก็เป็นไก่ที่เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน น้อยครั้งที่จะพบเห็นไข่ของไก่ป่า แต่ก็เจอได้บ้าง ไข่มีขนาดใกล้เคียงกับไข่ไก่บ้าน ปกติไก่ป่ามักจะหาที่วางไข่ได้แนบเนียน พรางตา ไข่ไก่ป่าในบ้านสวนแห่งนี้ จึงสงวนไว้ให้ได้รับการฟักและออกมาใช้ชีวิตตามธรรมชาติ หากินตามป่าที่ควรจะเป็น และนับวันจึงมีจำนวนเพิ่มขึ้น ..ก็คงตายไปบ้างตาม...กฎแห่งธรรมชาติเช่นกัน .. แต่ก็ยังนำมาซึ่งความสุขที่ได้เห็นไก่ป่าฝูงนี้ เดินคุ้ยเขี่ยเลี้ยงลูกตามประสาไก่ป่า..
<h4 style="background-color: rgb(253, 234, 218); color: rgb(118, 146, 60);">ชวนคิดจากเรื่องเล่า</h4>
นึกถึงสมัยที่จากบ้านเกิดเมืองนอนใช้ชีวิตต่างแดนเล่าเรียน การซื้อไข่มาทำอาหารก็เป็นเรื่องปกติ แต่ที่ต่างไปก็คือ ไข่ไก่ มีหลายประเภท ถ้าระบุว่าเป็น “free range” จะราคาแพงขึ้นมา...อ๋อ...อธิบายได้ว่า ไก่ที่หากินแบบเลี้ยงปล่อยอิสระ ก็จะมีความสุข ไข่ที่ออกมาก็ประกอบด้วยสารที่ดีๆเนื่องจากผลิตจากไก่ที่มีความสุข “ไข่ไก่..จากแม่ไก่อารมณ์ดี”
ต่างกับไก่ที่เลี้ยงเป็นเชิงธุรกิจ
ชนิดที่ต้องการลดต้นทุนและลดการใช้พื้นที่ในโรงเรือน โดยวิธีนี้เมื่อลูกไก่ที่เริ่มเอาไปเลี้ยงในกรงตับ
ก็จะถูกยืนในพื้นที่ขนาดพอดีตัวไก่ ไม่สามารถหัน/หมุนตัว ยกปีกสะพัด พรึ่บพรึ่บ
อย่างที่แสดงว่าข้าร่าเริง ไก่มีหน้าที่ยืดคอออกมากินน้ำ
กินอาหาร และออกไข่
เมื่ออัตราการให้ไข่น้อยลงก็จะถูกปลดระวาง ชีวิตขั้นสุดท้ายจบด้วยเอาเนื้อไปทำอาหารคน/สัตว์ วิธีเลี้ยงไก่แบบนี้นัยว่า “ไก่เครียด”
ด้วยเหตุนี้ที่นั่นจึง มีองค์กรการกุศลที่สงสารไก่
ขอรับซื้อไก่ที่ปลดระวาง ไปให้ผู้สนใจรักไก่ รับไปเลี้ยงไว้ในเขตบ้าน
เป็นสัตว์เลี้ยงและดูแล แบบปล่อยอิสระ (free range) ไก่ก็กลับมาใช้ชีวิตแบบมีความสุข
หากินตามชีวิตไก่จริงๆที่ควรจะเป็น กล้ามเนื้อที่จะสะบัดปีกก็คงได้ขยับบ้างคราวนี้
วิ่ง เดินในพื้นที่กว้างกว่า กรงตับ ทำให้ไก่ออกไข่ให้เจ้าของ
ถึงแม้ว่าน้อยแต่ก็เป็นที่น่ารัก ในความผูกพัน และได้ชีวิตจริงกลับคืนมาในบั้นปลาย ผู้ที่เห็นด้วยกับวิธีเลี้ยงไก่ดังกล่าวจึงหันไปสนับสนุน
เลี้ยงไก่แบบปล่อยอิสระ ซื้อไข่ประเภทนี้มาบริโภค...มนุษย์เราก็มีทางเลือกหลายแบบ
แต่ เอ....แล้วไก่หล่ะ...หนทางแห่งอาหารเพื่อสุขภาพ เพือชีวิต เพื่อจิตวิญญาน บนความพอดี พอเพียง..เหมาะสม คงเป็นสิ่งที่ชวนคิดต่อไป.. .อ่านเพิ่มเติม"ชีวิตขันที"ได้ที่ http://burongtani.oas.psu.ac.th/blog/612
วรรณชไม การถนัด<div>๐๒ธันวาคม ๒๕๕๕
</div>
สวัสดีค่ะพี่อาจารย์
มาแวะเยี่ยมเจ้าขันที หล่อเหลาสง่างามค่ะ ไม่บอกไม่รู้ว่าเป็นไก่ป่านะคะเนี่ย หล่อจริงๆ
อยากเลี้ยงไก่แบบ free range ด้วยค่ะ จะได้กินไข่ที่เกิดจากไก่ที่มีความสุข ;))
มีความสุขกับเจ้าขันทีที่มีคนเลี้ยงดูอย่างดีค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดียามเย็นค่ะน้องปริม
ใช่ค่ะ เจ้าขันที มีผลงานที่น่าชื่นชม มีลูกหลายรุ่น ทำให้ที่บ้านสวนได้ยินเสียงไก่เป็นระยะๆค่ะน้องปริม และไม่ได้โปรยข้าวให้ด้วย เพราะให้เค้ามีชีวิตแบบมนุษย์ไม่แทรกแซง จะมีตื่นบ้างก็เวลาพวกเรากลับบ้าน ไปเฝ้ามองเค้า บางทีพี่ก็ตั้งกล้อง spotted tele ดูห่างๆว่ามีพฤติกรรมอย่างไร เอาไว้ศึกษาเล่า เชิญชวน ให้นักศึกษาไปสังเกตดูบ้างค่ะ แฮ่ๆ เวลาไปเดินป่า เห็นยาก เย็น เพราะไก่ป่าซ่อนตัวเก่ง ได้ยินแต่เสียงเท่านั้น พอมีไก่ป่าที่บ้านก็เลยดูให้เต็มที่ค่ะน้องปริม
เจ้าขันทียังสวย รักษาเผ่าพันธ์ุุได้ดีมาก ที่บ้านเพียงพยายามช่วย โดยให้คนงานเป็นหูเป็นตา อย่าให้ถูกทำลายจากผู้คนที่สนใจมาแอบซุ่มดักไก่เท่านั้นค่ะ ..น้องปริม
ขอบคุณค่ะที่มาเยี่ยม "ขันที" ไก่ป่าโดยชาติพันธุ์ แต่บังเอิญมาใช้ชีวิตที่บ้านสวนซะนี่ อิอิ..คง happy ba ไก่ป่า นะค่ะ:-))
"ไก่เถือนเหอ.....ขันมาละห้อย งูเขียวตัวน้อย ... ห้อยหัวลงมา เด็กนอนไม่หลับ... กินตับดีหวา ห้อยหัวลงมางูเขียวเหอ หวันเย็นแล้วมาห้อย"
ไก่ป่ารูปงาม เสียงไพเราะ..ขอบคุณเรื่องเล่าน่าสนใจค่ะ..
สวัสดีค่ะบังวอญ่า
ขอบคุณค่ะที่แวะมาเยือน พร้อมกับเสียงร้อง ทำนองน่าจะเป็นเพลง...กล่อมเด็กหรือเปล่าค่ะนี่?? ได้ทำความเข้าใจ ภาษาใต้วันละคำด้วยนะค่ะบัง ดีจังเลยค่ะ นี่ถ้าเจอกันเมื่อไหร่จะให้ร้องให้ น้องฟังด้วยนิ :-))
"ไก่เถือนเหอ.....ขันมาละห้อย งูเขียวตัวน้อย ... ห้อยหัวลงมา เด็กนอนไม่หลับ... กินตับดีหวา ห้อยหัวลงมางูเขียวเหอ หวันเย็นแล้วมาห้อย"
ไก่เถื่อน - ไก่ป่า
กินตับดีหวา - กินตับดีกว่า
หวันเย็น - ตอนเย็น ตะวันเย็น
สวัสดีค่ะพี่ใหญ่
ขอบพระคุณที่กรุณาแวะมาทักทาย เยี่ยมเจ้าไก่น้อย "ไก่ป่าอารมณ์ดี" แม่ไก่ที่ดูแลโดยเจ้าไก่ตัวนี้ก็อารมณ์ดี ลูกดกค่ะพี่ใหญ่ แต่ไม่เคยกินไข่ของไก่เหล่านี้ เพราะซ่อนได้เก่งมาก ไม่คิดจะกินของเค้าด้วยค่ะ อืมม์... เห็นอีกทีก็ลูกเจี๊ยบเดินตามแม่แล้วค่ะ ดูแลลูกเก่งจริงๆ เลยได้มีไก่เดินเป็นเพื่อนคู่สวนค่ะ พี่ใหญ่ ไม่ค่อยมีใครรบกวนเหมือนได้หากินอยู่ในป่าจริงๆ เพียงแต่ไม่่ค่อยรกมากนัก เนื่องจากเป็นสวนผลไม้ แซมๆกับปาล์มบ้าง กล้วยบ้าง จึงมีที่หลบภัยได้ รู้สึกดีที่เค้าได้อยู่ตามธรรมชาติค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ตั้งหน้าตาอ่านจนจบ แบบย๊าวยาว คนสมาธิต้องตั้งใจพิเศษ ด้วยชื่นชอบไก่เถื่อน หลายเดือนก่อนที่บ้านสวนถ้ำทะลุ จะมีอยู่ครอบครัวหนึ่งตัวผู้งามเชียว พยายามสร้างมิตรภาพด้วยเอากล้วยหินสุกไปวางไว้แถวริมป่ายาง บางวันมันบินมาเกาะที่ต้นลองกองข้างๆบ้าน วันนี้กำลังปอกกล้วยมือติดถุงมือมียางกล้วย หยิบกล้องไม่ทัน เสียดายมากๆ นาทีทอง ... ช่วงหลังมันก็เงียบหายไป ไม่รู้ว่าเข้าป่าเพราะที่บ้านโค่นยางแก่ออก หรือว่า เข้าไปอยู่ในท้องนายพรานคนไหน ...ยังคิดถึงมันอยู่ :)
ขอบคุณบันทึกที่งดงามค่ะ
สมาธิสั้นจริงๆ ค่ะเนี่ย เขียนยาวๆผิดๆอยู่เรื่อย
ขออภัย...
ผิด 1 ) ตั้งหน้าตั้งตาอ่านจนจบ แบบย๊าวยาว คนสมาธิสั้นต้องตั้งใจพิเศษ
ผิด 2 ) วัน
นี้นั้น กำลังปอกกล้วยมือติดถุงมือมียางกล้วย...
สวัสดีค่ะครูทิพย์
ขอบคุณที่แวะมาเยือน "ไก่ป่า เจ้าขันที" ค่ะ เมื่อก่อนสมัยเด็กๆ พี่เลี้ยงไก่ตัวสีขาว 2 ตัว โดยขอตากะยายให้มาเลี้ยง ก็รักไก่สองตัวนี้มาก มีรังให้ไก่นอน เป็นสัตว์เลี้ยง แต่ไก่ออกไข่ให้กินด้วย ดีใจมากสมัยเด็กๆ แต่ในที่สุดมีคนมาขโมยไก่ไป ก็ร้องไห้เสียใจ จากนั้นก็ไม่ได้เลี้ยงไก่อีกเลย เพราะสถานที่ไม่เหมาะและเลี้ยงหมาและแมว ซึ่งไม่่ค่อยจะเป็นเพื่อนกันเท่าไหร่ ต้องระวังให้เค้าค่ะ
เมื่อมี "เจ้าขันที ไก่ป่า" โดยบังเอิญ เพราะคนงานสวนเอามาเลีี้ยง แต่ในที่สุดก็ปล่อยให้หากินเอง เลยความรู้สึกว่ามีไก่ไว้เลี้ยงดูสมัยวัยเด็กกลับมาอีก แต่รอบนี้ไม่เลี้ยงแบบให้ข้าวเช่นไก่เลี้ยง เพราะเป็นไก่ป่าค่ะ ให้เค้าหากินคุ้ยเขี่ยเอง แถมได้สังเกตเค้าแบบไก่ป่า
ต่อไปจะหาโอกาสเอาไก่แจ้มาเลีี้ยง แต่จะดูก่อนว่าเค้าเข้ากันได้หรือเปล่า สนุกดีค่ะ คงเลี้้ยงแบบปล่อยให้เดินในสวน ซึ่งก็มีที่กว้างพอสมควร ถ้าเลี้ยงไก่แจ้ ไม่ไหร่จะเขียนมาให้อ่านอีกค่ะ
สวัสดีค่ะน้องหนูรี
อย่างนี้นี่หล่ะ รักกันจริง แม้มีเวลาไม่มาก น้องหนูรีก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่าน ขอบคุณมากๆเลยค่ะ
ดีใจจังเลยที่ทราบว่า แถวบ้านน้องก็ยังมี ครอบครัวไก่เถื่อนป้วนเปี้ยนไปมา อย่างน้อยให้กล้วยหินสุก ก็ยังออกมาให้เห็นตัวบ้าง ภาวนาว่าอย่าให้ไปลงในท้องของนายพรานคนใดคนหนึ่งเลยนะค่ะ น้องหนูรีจะได้มี ภาพของเพื่อนๆไก่เถื่อน มาให้ชื่นชมกันค่ะ เพราะเพื่อนๆแถวบ้านถ้าทะลุของน้อง สร้างความสดชื่น มีชีวิตชีวาทุกครั้ง และ บอกได้ว่า บ้านสวนอบอุ่น น่าอยู่ ก็เพราะบรรยากาศรอบๆอย่างนี้นะค่ะ น้องหนูรี รู้สึกอย่างเดียวกันเวลาพี่กลับไปบ้านที่ชุมพรเช่นกันค่ะ
อืมม์...น้องหนูรี ยังปอกกล้วยช่วงที่มีไก่เถื่อนมาเยือน เตรียมทำกล้วยทอดเพิ่มเหรอค่ะ ?? แสดงว่าออเดอร์ยังมากอยู่เลยใช่ไหม๊ค่ะ ยาวไปถึงปีใหม่เลยไหม๊น๊า ??
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยือนทักทายกันค่ะ :-))
สวยจังเลยค่ะ เค้ามีขนสีสวยค่ะ ไม่เคยเห็นตัวจริงนานแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ Bright Lily,
ใช่ค่ะ... ขนงามตามธรรมชาติเลยค่ะ อาจจะเป็นเพราะมีความสุข ไม่ถูกรบกวนและหากินได้อย่างกะอยู่ในป่าจริงๆ นะค่ะคุณ Bright Lily ที่เห็นในป่าเวลาเข้าป่าดูนกกัน ก็จะเห็นลักษณะของสีขนประมาณนี้ค่ะ แต่เห็นไม่ค่อยได้ครบทั้งตัว นานๆ เพราะมัวแต่ละหลบซ่อน และโดยเฉพาะเมื่อได้ยินเสียงเราเดินเข้าใกล้ อย่างที่เค้าเรียกกันว่า "เหมือนนกรู้" ใช่เลยค่ะ พฤติกรรมของเค้า ขอบคุณค่ะ ที่แวะมาทักทายเยือนเยี่ยม "ไก่เถื่อน ขันที"
ตอนอยู่วัด ผมนอนอยู่ศาลาวัด ตื่นสายไม่ได้ครับ เพราะบางครั้ง พระ หรือไม่ก็โยม จะมานั่งสมาธิ ตี 3 ทำวัตรตี 4 (ถ้าไม่รู้สึกอาย ที่มีคนมานั่งล้อมเรา สวดมนต์ทำวัตร ก็นอนต่อและไม่เก็บที่นอน แต่ผมทำใจอย่างงั้นไม่ได้ 555)
ได้ยินเสียงไก่ขันต้องตื่นครับ แต่บางครั้งพี่ไก่ แกล้ง ตีหนึ่งตีสองก็ขันแล้ว.....เขาเรียก "ขัน ไม่เป็นเวลา" ครับ ....555
สวัสดีค่ะอาจารย์วิชญฯ .99
ใช่ค่ะ...ไก่ป่าขันไม่เป็นเวลา ถ้าเปรียบเทียบกับไก่บ้านที่ขันเป็นเวลา บอกได้ว่า รุ่งสางแล้ว อืมม์...ข้อดีในบริบทของ อาจารย์วิชญฯ .99 ก็คือ ไก่ป่าขันไม่เร็ว ขันไม่เป็นเวลา ทำให้ "ธรรมะมือใหม่" เลยต้องตื่นก่อนไก่โห่...อุ๊ปส์ ไก่ขัน เพื่อได้มีเวลาปฏิบัติธรรม มากๆไง ใช่หรือเปล่าวเอ่ย ?? แถมเป็นแบบทดสอบ "ธรรมะ"..ที่ได้ปฏิบัติด้วยนะ :-)) ขอบคุณค่ะที่แวะมาทักทาย บันทึก "ไก่เถื่อนจากปักษ์ใต้"
สวัสดีค่ะคุณมะเดื่อ
เช่นกันค่ะ เวลาไปวัดหรือสำนักสงฆ์ที่อยู่ใกล้ๆกับป่าก็จะเห็นไก่มีคุ้ยเขี่ยหาอาหาร ไก่ตัวสวยๆและมีหลายประเภท ไก่แจ้ ไก่อู ฯลฯ หน้าตาน่าเอ็นดูทั้งนั้น
แฮ่ๆ... สำหรับตัวเอง เวลาขับรถกินลมชมวิว พาพ่อไปหยุดที่วัดในเส้นทาง แล้วแต่พอใจจะหยุด พอแวะเข้าไปก็มักจะเจอไก่เหล่านี้ ตัวอ้วนๆสวยๆ ไม่ค่อยตื่นคน แต่เป็นเพราะเห็นว่ามีอาหาร เลยไม่ค่อยไปอยู่ป่าซะแล้ว เื่นื่องจากมีอาหารที่โยมเอามาถวาย เหลือก็ตกเป็นทานถึงไก่เหล่านี้ โดยทั่วไปก็ปล่อยให้พ่อคุยกะหลวงพ่อ ส่วนลูกก็เดินชมวัด ชม่ป่า ชมสัตว์ในเขตอภัยทาน ถ่ายรูปไว้เพื่อการศึกษา เลยมีภาพไก่วัด ..อุ๊บส์..ไก่ป่ามาฝากคุณมะเืดื่อค่ะ ขอบคุณที่แวะมาทักทายนะค่ะ:-))
ลองฟังเพลงกล่อมเด็กไก่เถื่อนฝีปากนักเรียนในค่ายภาษาอังกฤษดูนะครับ ถ้าใครมาจากใต้ ได้ฟังเพลงกล่อมเด็กชุดนี้
เอามาจากค่ายนี้
ปกติชอบฟังเพลงกล่อมเด็กครับ
รู้สึกดีมากๆๆ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/259882?locale=en
สวัสดีค่ะน้องแอ๊ด,
ขอบคุณค่ะที่เอาเพลงกล่อมเด็กมาลิงค์ให้เข้าไปฟัง ส่วนหนึ่งเป็นเพลงกลุ่อมเด็กในภาคใต้ตอนล่าง พี่เลยไม่ได้มีโอกาสฟังมากนัก เลยได้เปิดฟังหลายรอบเชียวค่ะ แฮ่ๆ...ฟังไม่ค่อยได้ด้วยค่ะ บางทีต้องจับคำให้ออก ดีแต่ว่าทำนองช้าๆ
ดีจังค่ะน้องแอ๊ด ใช้สื่อผสมในค่ายฯ ทำให้เด็กๆได้เรียนรู้้แบบผสมผสานทั้งภาษาอังกฤษและวิถีไทยๆนะค่ะ คิดถึงปักษ์ใต้ด้วยใช่ไหม๊หล่ะค่ะ ถิ่นเก่าสมัยเป็นนักศึกษา เมื่อไหร่คิดถึงมากลงมาเป็นแขก พี่ได้นะค่ะ ว่าแต่ว่าเสี่ยงภัยหน่อยค่ะ :-((
ขอบคุณที่แวะมาทักทายค่ะ พ่อหนุ่มงานยุ่งๆๆ ..คงไม่หัวฟูๆยุ่งๆๆ.. นะค่ะ:-))
สวัสดีครับ
ได้อ่านได้เรียนรู้ว่า
ไก่ กลายเป็น นก ได้ O__O
ดูแล้วขันทีหล่อมากเลยนะครับ