ช่วงนี้ฝนมาถี่ ตกกันได้แทบทุกวัน และยังตกวันละหลายรอบ ดีหน่อยที่พอช่วงว่างฝน ก็ยังมีแดดออกมาให้สว่างไสว ได้มองเห็นใจ เห็นความคิดตัวเองที่เปลี่ยนแปลงโดยได้รับอิทธิพลจากดินฟ้าอากาศ เห็นความเคยชินของใจในทีเผลอซึ่งจะพาเราล่องลอยย้อนไปในอดีต พุ่งไปในอนาคต หรือล่องลอยแบบเนิบๆมัวๆ บางคนอาจชอบอารมณ์แบบนี้ที่เป็นอารมณ์ฝันๆเจือเศร้าที่ทำให้อยากอยู่เงียบๆคนเดียว

 

โดยลักษณ์(ตามนพลักษณ์)ของผู้เขียนนั้น ไม่ใช่คนมีอารมณ์ฝันโรแมนติก แต่เป็นคนที่ชอบเคลื่อนไหวลงมือทำ การอยู่นิ่งๆเฉยๆนานๆคือเข้าโหมดป่วย หรือเหนื่อยล้ากายและสมองจนต้องพักค่ะ ขนาดนั่งเล่นชิลล์ ชิลล์ ก็ยังถูกแรงผลักดันภายในให้คิดจะทำโน่นนี่อยู่ร่ำไป

 

 

ฝนกำลังพรำ ฝนมาถี่ๆอย่างนี้แน่นอนค่ะว่าไม่พ้นการคิดถึงเรื่องน้ำหลาก น้ำท่วม ว่าเราจะต้องเตรียมตัวรับมือกันอีกแล้ว เรื่องใหญ่ๆให้คนข้างกายเขาดูแลว่าการไป เรื่องเล็กๆอย่างต้นไม้แสนรักนานาชนิดเป็นเรื่องของเราที่ต้องวางแผน และทำใจกับข้อจำกัดที่เหนือความสามารถของตน

 

 

มองผ่านประตูกระจกออกไปเห็นโอ่งบัวที่เพิ่งย้ายมาไว้ที่ชานห้องเล็ก นึกชื่นชมความอดทนรอของบัวกอหนึ่ง เป็นเรื่องราวเล็กๆที่ให้ข้อคิดไม่น้อยค่ะ

 

เมื่อหน้าน้ำหลากปีที่แล้ว ก่อนน้ำมาเราก็ขนย้ายข้าวของ ต้นไม้ที่ขุดได้ ยกได้เราก็จัดการยกไว้ที่สูง ผู้เขียนเคยมีโอ่งปลูกบัวหลายชนิดทั้งบัวประเภท Water Lily ที่เอาภาพมาโชว์ดอกบานสวย หลากสี เป็นภาพอดีตทั้งสิ้นค่ะ รวมทั้ง Lotus ซึ่งเป็นประเภทบัวหลวงที่เราใช้ไหว้พระ ตอนยกย้ายข้าวของก็มีคนงานมาให้ขวักไขว่ ผู้เขียนก็ไม่ได้ไปจุกจิกกับคนงานว่าจะต้องเอาต้นไม้ต่างๆไว้ตรงไหนกันบ้าง เขาก็ยกขึ้นไว้บนหลังคาอุโมงค์ที่เป็นรั้วกำแพงของบ้าน ตั้งวางไว้รวมๆกับกระถางเปล่าและตุ่มน้ำ

 

 

 

พอน้ำลดก็โยกย้ายต้นไม้ ข้าวของลงมาตามสมควร ผู้เขียนก็ไม่ได้ไปใส่ใจนัก บนกำแพงนั้นผู้เขียนก็ชอบขึ้นไปเดินเล่นยามเย็น เคยเดินไปมองๆแถวๆกองข้าวของ เห็นโอ่งบัวเหลือใบเดียว เมื่อสามสี่เดือนก่อนตอนที่ร้อนและแล้งมาก โอ่งบัวอยู่ใต้ร่มเงาต้นมะขามก็มีแต่โคลนแห้งๆเหลือไม่มาก ทว่าเมื่อเดือนกว่าๆที่ผ่านมามีฝนตกหนักจากพายุเข้า ได้เห็นโอ่งบัวมีน้ำเต็มและมีใบบัวเขียวสดชื่นอยู่สองใบ แสนจะยินดีปรีดาค่ะ

ด้วยความปรารถนาดีแต่ไม่ค่อยฉลาด ก็เลยให้คนยกโอ่งบัวนี้ขยับขึ้นมาให้มองเห็นได้เวลามานั่งอ่านหนังสือ ดูทีวีคนเดียวที่ห้องเล็กชั้นบน เวลาผ่านไปแค่สองอาทิตย์ บัวก็แตกใบใหม่ออกมาอีกสองสามใบจนแผ่เต็มโอ่ง ทว่า...ขอบใบของมันถูกแดดบ่ายที่แรงมากเผาจนงอไหม้เกรียม ทำให้ผู้เขียนได้เห็นความโง่ของตนเอง จึงต้องรีบแก้ไข โดยขยับโอ่งบัวเข้ามาใกล้ชายคาให้หลบแดดบ่าย

แค่ไม่ถึงเจ็ดวันที่ย้ายมาอยู่ที่ใหม่ ไม่ร้อนโหดร้าย เธอก็มีดอกน้อยๆปริ่มน้ำให้มองเห็น

 

 

วันนี้เธอชูก้านเหนือน้ำ ดอกขาวนวลบานแย้มเล่นกับสายฝน

 

ผู้เขียนย้อนมองเส้นทางชีวิตของเจ้ากอบัวนี้ ได้ข้อคิดหลายประการเทียบกับชีวิตของมนุษย์เรา

  • เจ้าบัวกอนี้เคยมีเพื่อนพ้องมากมาย เมื่อคราวิกฤต ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มนุษย์ได้ช่วยเจ้าไว้...กัลยาณมิตตา เราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก โลกนี้ไม่แล้งผู้มีน้ำใจ
  • สภาวะวิกฤต เจ้าไปอยู่ในที่ที่มนุษย์มองไม่เห็น ไม่ได้รับน้ำหล่อเลี้ยง ชีวิตลำเค็ญ แต่เจ้าก็ยังรักษาชีวิตไว้อย่างสงบเงียบ... ขันติ อดทนรอได้ด้วยใจดี
  • เมื่อวงจรธรรมชาติผันมาอีกครั้ง ฝนที่ชุ่มฉ่ำกับร่มเงาต้นมะขาม เจ้าก็ฟื้นพลังชีวิตขึ้นมาใหม่...มีเหตุปัจจัยที่เหมาะสม มีความเกื้อกูลกันของผู้คนรอบข้าง
  • มนุษย์เห็นเจ้าฟื้นแสนยินดี พาเจ้าสู่นิเวศใหม่ ...ช่างไม่เหมาะเลย เขาอยากช่วย แต่ช่วยไม่ถูกวิธีแทบปลิดชีวีเจ้าเชียวนะ ...เรามักคิดแทนคนอื่น ไม่เข้าใจในความเป็นตัวเขาแล้วช่วยโดยเอาตัวเราเป็นที่ตั้ง อาจผิดพลาดได้ เหมือนที่ใครๆชอบพูดเล่นๆว่า หวังดี ประสงค์ร้าย
  • เมื่อได้อยู่ในที่เหมาะสมอีกครั้ง เจ้าก็ออกดอกให้ชื่นชม ...เราต้องพยายามทำความเข้าใจอีกฝ่าย ช่วยอย่างถูกวิธี แล้วผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือก็จะยืนได้บนขาของตนเอง พึ่งตนเองได้ ยืนหยัดอย่างมีศักดิ์ศรี นำพาชีวิตตนเองไปสู่ความสำเร็จให้ปรากฏ
  • นึกถึงบัวอื่นๆที่เคยมี เป็นความทรงจำที่งดงาม...ไม่นึกเสียใจ เสียดายที่หมดสิ้นไป  สุขได้กับปัจจุบันขณะ นี่แหละชีวิต เคยมี...ก็สูญสิ้นไปได้ แล้วก็มีได้อีก ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นกับทรัพย์ สิ่งของนอกกาย หรือแม้แต่ความรู้สึกว่านั่น นี่ เป็นของของเรา พระท่านสอนไว้ว่าให้ “พอใจเท่าที่มี รู้สึกดีเท่าที่ได้” เมื่อเราทำเต็มความสามารถแล้ว ให้พอใจ ชื่นชมชีวิตตัวเองได้...สุขอยู่แค่ปลายจมูก

อ่านมาถึงตรงนี้ท่านคงเห็นด้วยกับผู้เขียนใช่ไหมคะว่า นี่เป็นพื้นที่ชีวิตร่วมกัน เป็นพื้นที่ความสุขร่วมกัน ที่เราใส่พลังแห่งความรู้และหัวใจเมตตา-กรุณากับสิ่งรอบข้าง สร้างเหตุปัจจัยแห่งความสุข ผลที่เกิดขึ้นย่อมเป็นความสุข Happy Ba ค่ะ