เมื่อคืนเจ้าต้นไม้ไม่สบายไปนอนโรงพยาบาล อ.จัน ก็ต้องไปเฝ้า ทำให้ผมอยู่บ้านคนเดียว ผมก็ถือโอกาสเถลไถลนอนดึก เล่นโน่นเล่นนี่ไปเรื่อยจนอ่านมาเจอบันทึก "ผลาญเงินของชาติ" ของ อ.หมอวิจารณ์ มือไวเท่าความคิดของผมที่ไม่เห็นด้วยกับการให้ข้อมูลผู้อ่านอย่างไม่ถูกต้องของบทบรรณาธิการที่เป็นต้นเหตุให้อาจารย์หมอเขียนบันทึกนั้น ผมเขียนความเห็นบอกเล่าในมุมตรงข้ามกับบทบรรณาธิการในบันทึกของอาจารย์หมอทันที

ตื่นเช้ามาวันนี้ก็ย้อนนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำก่อนนอนทำให้ได้เห็นข้อผิดพลาดของตัวเองอีกข้อนั่นคือ "ผมเชื่อในความถูกต้องจนลืมความถูกต้อง"

ความเห็นของผมอาจจะเป็นความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่รับประกันว่าถูกหลักวิชาการแน่นอน เพราะพูดกันตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมว่าถ้าจะนับหัวนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย ผมอยู่ในร้อยอันดับแรกของประเทศแน่นอน เผลอๆ จะอยู่ในอันดับต้นๆ ด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับว่าหัวข้อย่อยของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตนั้นคืออะไร (เพราะประเทศไทยเล็กมาก)

นั่นคือ "ความถูกต้องในเชิงวิชาการ" แต่ความถูกต้องเช่นนั้นไม่ได้ทำให้ผู้พูดมีชีวิตอยู่ดีมีสุข เพราะไม่ใช่ "ความถูกต้องในเชิงสังคม"

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่อย่างพึ่งพาอาศัยกันมาก ไม่มีใครอยู่ได้เพียงคนเดียว แม้พระในวัดที่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้คนไม่น้อย ดังนั้นเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกได้เราต้องคำนึงถึง "ความถูกต้องในเชิงสังคม"

สติที่จะคำนึงถึงความถูกต้องในเชิงสังคมนี่ละที่ผมไม่ค่อยมีและเป็นจุดอ่อนที่สำคัญอีกอย่างของผม

ที่จริงแล้วจุดอ่อนนี้เป็นจุดอ่อนที่น่าภาคภูมิใจอยู่เหมือนกัน

วันแรกที่ผมเจอ Prof. Dr. Anthony F. Norcio อาจารย์ที่ปรึกษาของผมที่ University of Maryland, Baltimore County (UMBC) ท่านบอกผมว่า "Call me Tony. My students are my friends." ทั้งๆ ที่ท่านอายุมากแล้ว

แบบฝึกหัดแรกๆ ที่ท่านมอบให้คือการส่ง papers ของท่านที่ตีพิมพ์ในวารสารอย่าง IEEE Transactions ให้ผมแล้วถามว่า "What's wrong with these papers?"

หลังจากเรียนจบแล้ว ผมกลับมาคิดว่าในมุมมองของการฝึกฝนนักวิชาการ นั่นคือการเริ่มต้นของฝึกฝน ในการให้คุณค่าแก่ "ความถูกต้องในเชิงวิชาการ" ที่อยู่เหนืออัตตาของนักวิชาการ

"บอกมาสิว่าฉันผิดตรงไหน? แล้วเราจะได้เรียนรู้ไปด้วยกัน"

เป็นสิ่งที่น่าคิดว่าในการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยวิจัย หน้าที่ของผู้เรียนคือการพัฒนาจากข้อบกพร่องของคนอื่น ไม่ได้หมายความว่าหาข้อผิดพลาดของคนอื่นเพื่อโจมตีนะครับ แต่ต้อง "พัฒนา" จากข้อผิดพลาดนั้นให้ได้ด้วย แล้วสิ่งที่เราพัฒนานั้นก็จะเป็นสิ่งที่คนอื่นก็จะมาหาจุดบกพร่องเหมือนกัน

วิชาการเขาพัฒนากันอย่างนี้เอง ต่อยอดและเสริมเติมกันและกันจนสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่วัฒนธรรมเช่นนี้ไม่ได้มีในประเทศไทย

หลังจากผมจบมาแล้วผมก็มีเคว้งคว้างอยู่พักใหญ่เพราะความเขลาไม่รู้จัก "ความถูกต้องในเชิงสังคม"

จนผมได้มาเจอ อ.หมอวิจารณ์

ที่ได้ทำงานร่วมกันในแปดปีที่ผ่านมาในโลกออนไลน์ ผมคิดว่าผมเถียง อ.หมอวิจารณ์ แบบที่ผมพึ่งทำไปเมื่อคืนไม่น้อยทั้งในสาธารณะและการสื่อสารส่วนตัว แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลายครั้งผมต้องกลับไปขอโทษอาจารย์ที่ความคิดผมผิด และบางครั้งอาจารย์กลับขอบคุณผมที่ให้ข้อมูลในมุมที่อาจารย์ไม่รู้

ห้าปีกับ Dr. Norcio ต่อด้วยอีกแปดปีกับ อ.หมอวิจารณ์ สอนผมในทักษะสำคัญของนักวิชาการที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ทักษะนี้ไม่ได้เป็นทักษะปกติของสังคมไทย

คุณ ป.อินทรปาลิต เขียนติดตลกไว้หนังสือ พล นิกร กิมหงวน ว่า "ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดอาจตายได้"

ผมอ่านมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะตีความประโยคนี้ของคุณ ป.อินทรปาลิต ที่สั้นๆ ดูขบขันแต่อธิบายความจริงของวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี

เราเห็นคนไทยที่พูดความจริงจนตัวตายมาไม่น้อย ในขณะคนไทยที่พูดความเท็จกลับอยู่ดีมีสุข

สถานการณ์เช่นนี้มีมาตั้งแต่สมัยคุณ ป.อินทรปาลิต จนถึงปัจจุบันนี้ และคิดว่าจะมีต่อไปในอนาคตอีกนานทีเดียว

ผมเองพูดความจริงจนสร้างปัญหาให้แก่ตัวเองและครอบครัวมาแล้วไม่น้อย แต่ก็ยังไม่หลาบจำว่าฝรั่งไม่เหมือนกับ Dr. Norcio และคนไทยไม่ได้เหมือนกับ อ.หมอวิจารณ์ ทุกคน

ไม่ใช่ว่าเราจะพูดความจริงไม่ได้ แต่ในฐานะคนไทยในประเทศไทย เราต้องฉลาดและรอบคอบที่จะพูดความจริงให้มาก และบางครั้งอาจจะต้องยกสุภาษิตที่เก่าแก่กว่าสมัยคุณ ป.อินทรปาลิต มาเตือนใจ

"พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"