วันศุกร์ ที่ 31 สิงหามคม 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

เช้านี้ตื่นขึ้นมาตีสามกว่าก็สวดมนต์ไหว้พระ แล้วก็นั่งภาวนา ข้างในไม่สงบน้อย นึกถึงแต่งานและสิ่งที่ต้องทำฟุ้งเต็มไปหมด แล้วมีอาการเหมือนทดไม่ได้กับตนเองหมดแรง อาบน้ำเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าสำหรับไปทำงานที่ครูชี้แนะในวันที่ 5-6 โดยพี่โอจะมาจังหันเช้าที่วัดแล้วก็รับหนูไปขึ้นรถด้วย แล้วขากลับจะถึงประมาณตีห้าวันที่ 7 ท่านก็จะแวะมาส่งอีกที ตอนแรก็เกรงใจเกรงว่าจะเป็นการเบียดเบียนท่าน แต่ท่านก็ยินดี ระลึกอีกทีเป็นโอกาสให้ท่านได้มาวัดถวายจังหันด้วย แล้วก็เก็บกระเป๋าอีกใบสำหรับเดินทางเย็นวันที่ 9 มีร่วมงานประชุมที่มิราเคิลแกรนด์วันที่ 10-11 อันนี้ต้องเตรียมชุดขาวด้วยเพราะต้องรับเสด็จค่ะ ใบที่สองใช้กระเป๋าที่ครูเมตตาให้มา ยอมรับเจ้าค่ะว่า “ยังใช้ไม่เป็น” ของที่ครูให้งดงาม

นั่งลงเร่งทำบัตรเชิญ กำหนดการให้เสร็จ พยายามให้พี่ ๆ ช่วยตรวจพิสูจน์ เหมือนทำบนข้อจำกัดมากเลยเจ้าค่ะ แล้วก็ต้องทำ PT เผาเถ้าที่ไม่ละลายในกรดไปด้วยดีที่มีพี่อีกคนคอยช่วยดูให้ ทั้งออกไปซื้อกระดาษแล้วก็มาดำเนินการปริ้นเอง เป็นสิ่งที่น้อมรับเพราะเป็นการทำการของอาทิตย์หน้าให้เสร็จก่อนที่จะไม่อยู่ ที่เร่งด่วนอีกประการคือ การทำประเมิน IPA ส่งหัวหน้า อันนี้ใช้เวลาน้อยมาก ๆ เจ้าค่ะ ถามว่าสมบูรณ์ไหมก็ยอมรับว่าไม่ แต่ก็เสร็จเท่าที่เสร็จเจ้าค่ะ อาจจะต้องส่งอะไรเพิ่มมา แถมบ่าย ๆ คณะนิเทศเข้ามาติดตามถามหา HiPPs หนูตกใจ ประมาณว่ากำลังวุ่นวายโต๊ะรกแล้วโดนจู่โจม เพราะหนูเผลอสติศีลข้อห้าด่างพร้อย จมอยู่กับงาน พอทำงานไป นึกขึ้นได้ เอ๊ะ ทำไมยังไม่ได้ตั๋วเครื่องบินนัดเขามาส่งตั้งแต่วันพฤหัสบดี พอโทรประสานเขาลืมจริง ๆ คงเป็นกรรมเก่าหนูที่ลืมนั่นนี่บ่อย ๆ ก็เลยถูกลืมบ้าง ก็ขอให้เขาช่วยมาส่ง

อาการทำงานแบบร้อนรนในวันศุกร์ของหนูคงเป็นบ่อยเจ้าค่ะ พี่ ๆ แซวว่าติ๋วเอาอีกแล้ว วันศุกร์ทีไรแบบนี้ทุกที หนูก็รู้สึกว่าโจทย์แต่ก็ยังไม่ผ่านเจ้าค่ะ ออกจากสำนักงานบ่ายสามครึ่ง วิ่งไปซื้อของที่ร้านตะวันทอง ต้องแก้ไขเรื่องยังไม่ได้ตะเกียงอีก วน ๆ หาที่ซื้อร้านไหนก็ไม่มี บางร้านก็บอกหมด ฝนตกหนักมาก นึกขึ้นกับตนเองได้อีกว่า “ลืม SOP ที่ต้องคำนวณผล PT ส่ง” เพราะต้องส่งภายในอาทิตย์หน้า หนูจำเป็นต้องเอามาทำต่อที่วัดแล้วค่อยส่ง รวมถึงหนังสืออีก 4 เล่มที่ต้องส่งโรงพิมพ์ด้วย

เห็นก้อนทุกข์ข้างในตนเองเลยเจ้าค่ะ ขาดสติแล้วเหมือนจะทนไม่ได้กับแรงบีบคั้น บีบแล้ว บีบอีก เบียดเบียนตนเองที่ไม่ตั้งสติรับมัน โทรหาพี่สาว ทราบว่า ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ข้อเข่าที่เคยผ่าตัดล้มแล้วบวม ดูจากฟิล์มหมอสงสัยจะมีเนื้องอกเพิ่ม ระลึกกับตนเองตั้งสติคุยกับพี่สาวแบบให้กำลังใจ ทุกข์ตนเองเก็บไว้รับฟังพี่สาว ครูค่ะพี่ตุ๊กเข้มแข็งมาก เป็นห่วงครอบครัวอีก บอกว่าก็พอทนได้นะไม่เจ็บมาก น่าจะเจ็บจากที่บวมนี่แหละท่านบอกหนู ส่วนเนื้องอกก็ไว้รอเงินที่หนูจะกู้ออกก่อนประมาณเดือนหน้าค่อยไป

โห ใจท่านเสียสละจริง ๆ เจ้าค่ะ ผิดกับหนูที่คิดถึงแต่ตนเองก่อน ระหว่างออกจากขอนแก่น ส่ง sms หาครู พอครูโทรมา

“ลึกรู้ว่าครูกำลังช่วยเจ้าค่ะ แต่ข้างในก็แน่น”

จิตนี้มันก็หยาบจริง ๆ ข้อวัตรก็ปฏิบัติไม่ได้ ผิดศีลทุกข้อ แต่ก็ยังอยากพ้นทุก เป็นเปรตขอส่วนบุญครู

ดูเหมือนว่ามัน “กลัวสภาวะเปรตมากเลยเจ้าค่ะ สงสัยตอนเป็นเปรตมันคงทุกข์ทรมารมาก”

ขนาดตอนเดินจงกรมภาวนาคืนนี้ ระลึกถึงความชั่วของตนเองที่ดื้อดึง ไม่รักษาข้อวัตร ไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของครู แล้วก็ระลึกถึงความเป็นเปรตในพฤติกรรมของตนเอง มีอาการขนหัวลุกขึ้นมาเลยเจ้าค่ะ มันกลัวมาก

      มาถึงวัดโทรหาครูแต่ไม่ได้รับสาย จึงส่ง SMS แจ้งว่าถึงวัดแล้ว น้องภัสเข้ามาทักพอดี ดูจากเวลาจึงทำธุรส่วนตัวแล้วก็ไปร่วมทำวัตรเจ้าค่ะ วันนี้หนูยังไม่ได้อาบน้ำยุงชุมมาก ๆ เพราะไม่มีหนังสือทำวัตร จึงสวดได้เฉพาะบทหลัก ๆ ระหว่างเป็นบทพิเศษหนูจึงตั้งใจหลับตาภาวนา แล้วรู้สึกว่ายุงกัดเยอะมากที่หลังเท้าและฝ่าเท้าด้านขวา แต่ก็ยังคงตั้งสติจดจ่อภาวนาต่อไป ข้างในเบาแต่ก็รู้สึกการเคลื่อนไป จนเริ่มเป็นบทพิจารณาอาหาร หนูจึงลืมตาขึ้นมาสวดหันมองหลังเท้า ถุงประมาณห้าหกตัวเข้าคิวกันเกาะหลังเท้าท้องป่อง ไม่เขยื้อน ระลึกถึงคำสอนหลวงปู่ ที่สอนเรื่องศีลข้อหนึ่ง ไม่ฆ่ายุง การให้มันกินเลือดก็เป็นการทำทาน ระลึกถึงครู ครูก็เคยเล่าเรื่องแบบนี้ให้ฟัง สำรวจกับตนเอง ครูบาอาจารย์พาทำมาแบบนี้ ลองอดทนดู เขาก็คงมาทวง คงเคยทำกรรมกับเขาไว้ หากมีกรรมอะไรต่อกันก็ขออโหสิกรรม น้องภัสหันมามองทำตาโต กับจำนวนยุง หนูก็นั่งต่อไปแต่ไม่ขยับ เขาทุกตัวก็ยังอยู่เจ้าค่ะ จนเปลี่ยนท่าจะกราบเขาจึงขยับกัน ร่วมๆจะครึ่งชั่วโมง แต่ก็ไม่เป็นแผลแต่ก็คันลึก ๆ เจ้าค่ะ ก็ได้เรียนรู้ไปว่า “ยุงก็เป็นครูฝึกความอดทน ฝึกฝนใจได้ หากตั้งใจ”

ระลึกกราบขอบพระคุณครูที่เมตตาทุบให้ได้สติก่อนเข้าวัด ระหว่างเดินกลับเข้าสำนักชี จึงถือโอกาสเล่าให้แม่มีฟังว่าที่เบิกบานได้เพราะครูเมตตาโทรมาชี้แนะทุบหัวให้สติก่อนเข้าวัด เพราะตอนอยู่นอกวัดหนุฟุ้งซ่านมาก ไม่มีสติ พอท่านทุบแล้วก็ได้ดีมากเลยเจ้าค่ะ หนูตั้งใจค่อย ๆ พูดไปเรื่อย ๆ ปฏิบัติการตามที่ครูชี้แนะ ตั้งใจจะทำทุกครั้งที่มีโอกาส วันนี้พระจันทร์สวยมากเจ้าค่ะ ระลึกว่าวันโกนจึงนั่งตัดผมก่อนน้องภัสเอากระจกมาให้ หนูก็แชร์กับน้องเรื่องการตัดผมวันโกนว่า

“เป็นโจทย์ที่ครูเมตตาให้ฝึกฝน เหมือนที่เราเคยคุยกัน ทำตามครูทั้งน้ำตาก็ทำมาแล้ว ทำตามครู ทั้งโกรธทั้งน้อยใจก็ทำมาแล้ว ทำตามครูทั้งทุกข์ ๆก็ทำมาแล้ว เพราะทำแบบนั้นมา ชีวิตถึงค่อยๆเบาและดีขึ้น การพยายามทำให้ได้มากที่สุดนั่นคือ สิ่งที่ต้องฝึกกับตนเอง”

ใจน้องสบายขึ้นเจ้าค่ะครู เล่าถึงครูด้วยเสียงที่นุ่มนวลถึงภารกิจที่ครูพาแม่อ้อมาวัด แล้วสุดท้ายเราก็แยกกัน น้องนั่งภาวนา หนูเดินจงกรมพระจันทร์สวยจริง ๆ เจ้าค่ะ วันนี้เห็นตั้งแต่ฝนตกหนัก เห็นรุ้งกินน้ำ รวมถึงพระจันทร์ เป็นความเปลี่ยนแปลงภายนอกที่สะท้อนเข้ามาข้างในว่า

“ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอสิ่งที่หนูพึงทำจึงมีเพียงหน้าที่”

วันนี้เต็ม 10 ได้ 7 เจ้าค่ะ ฟื้นคืนได้ตอนท้าย ๆ ให้กำลังใจตนเอง

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะครู