หากแต่บ้าน หมายถึงทุกสรรพสิ่งที่หล่อหลอมเป็น “รากเหง้า” ของผมเอง

 

(1)

 

ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล  จะมีพื้นที่ใดบ้างเล่าให้หัวใจของคนเราได้พิงพัก และหลับฝันได้อย่างสนิทใจ ? แน่นอนครับ  ในทางนามธรรมและรูปธรรม  ผมเชื่อว่า  “บ้าน” คือคำตอบของคำถามข้างต้น

แต่ก็แน่ล่ะ, ในความเป็นจริงที่แสนโหดร้าย  บ้านของใครบางคนก็ดูเงียบเหงาและเหว่ว้าเกินหวนกลับ  แต่ทั้งปวงนั้น ผมก็ยังหนักแน่นกับคำตอบที่ว่า “บ้าน” อยู่วันยังค่ำ

บ้าน, ในมุมคิดของผม คงไม่ใช่เจาะจงเฉพาะโครงสร้าง-อาคารบ้านช่องเท่านั้น  หากแต่หมายถึงทุก “บริบท” ที่ก่อเกิดและดำเนินไปในบ้านนั่นแหละ  ทั้งที่มองเห็นด้วยตา และสัมผัสได้ด้วยใจ

ในยามทุกข์ท้อ หม่นไหม้  ถึงแม้ไม่อาจพาร่างกายอันผุกร่อนซานซมกลับบ้านได้  เพียงห้วงนึกสั้นๆ ของจิตใจที่หวนกลับสู่บ้าน  ภาพของบ้านก็แจ่มชัดราวกับ “บ้าน”  ได้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของผม

ครับ, ในนิยามของคำว่าบ้าน  เพียงหลับตานึกฝันถึง (บ้าน)  ชีวิตผมทั้งชีวิต ก็เต็มไปด้วยพลังอย่างยิ่งใหญ่

 

 

 

 

(2)

 

เพราะเชื่อว่าบ้านคือโรงเพาะชำชีวิต  ผมจึงไม่คิดลังเลที่จะนำพาลูกๆ กลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในชนบท (บ้านนอกขอบชนบท)  อยู่เนืองๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในห้วงของการปิดเทอมนั้น  ผมจะส่งลูกกลับไปอยู่กับ “ปู่-ย่า-พี่-ป้า-น้า-อา” เสมอๆ

ผมเรียกกระบวนการเช่นนั้นว่า “ส่งลูกไปเรียนพิเศษที่บ้านนอก”

ครับ, ปิดเทอมลูกๆ อาจพลาดโอกาสในการเรียนพิเศษ  ติวคณิตศาสตร์ เรียนภาษา  เรียนดนตรี เรียนวาดรูป  หรือแม้แต่เรียนมวยและเทควันโดเหมือนเพื่อนๆ ของเขา

ในทำนองเดียวกันเมื่อถึงคราวเปิดเทอม  ลูกๆ ก็มักเล่าให้ผมฟังเสมอว่า  เพื่อนในชั้นเรียนมักเล่าเรื่องราวนานาประการสู่กันฟัง  ทั้งปวงนั้นล้วนเป็นเรื่องราวชีวิตที่พวกเขาได้โลดแล่นในห้วงของการปิดเทอมแทบทั้งสิ้น  อาทิ  การดูหนัง เดินห้าง  เรียนเต้น  เรียนดนตรี  เรียนว่ายน้ำ  ไปสวนสัตว์ ....

ขณะที่ลูกๆ ของผมกลับเล่าในเรื่องราวที่แปลกแปร่งไปกว่าใครอื่น  นั่นคือการเล่าเรื่องทุ่งนา  หนองน้ำ  ตักบาตร  บวชเณร  เลี้ยงวัว เลี้ยงหมา  เลี้ยงไก่  หรือแม้แต่การ “เจียวไข่” ...

 

 

ครับ, ผมว่าเรื่องที่เด็กๆ บอกเล่าสื่อสาร แบ่งปันกันนั้น  ไม่มีใครถูก ใครผิดเลยซักนิด  ทุกอย่างมีเหตุผลแห่งความเป็นมา เป็นไปด้วยกันทั้งนั้น

การแบ่งปัน  ไม่สมควรมีการเพ่งโทษ  หรือชั่งวัดคุณค่าและมูลค่าใดๆ โดยเฉพาะในโลกแห่งการเรียนรู้ของเด็กๆ แล้ว  ผมมองว่า “ไม่ควรอย่างยิ่ง..”

 

 

 

(3)

 

จวบจนบัดนี้  ถึงแม้บ้านของผม  จะยังเป็นกระท่อมไม้ที่ปลายทุ่งก็เถอะ  แต่มันกลับเป็นโรงเพาะชำชีวิตที่ทรงพลังสำหรับลูกๆ ของผมอย่างเหลือเชื่อ

ลูกๆ มีความสุขกับการได้กลับไปใช้ชีวิตเช่นนั้น

พวกเขามีความสุขกับการได้เห็นเล้าไก่ คอกวัว  แปลงนา หนองน้ำที่เป็นทั้งสระว่ายน้ำและแหล่งจับปลา หรือแม้แต่เรือนเพาะชำเล็กๆ ที่มีตุ่มน้ำให้เขาได้มีโอกาสจ้วงตักขึ้นมารดตัว  อันเป็นกระบวนการสุดแสนจะคลาสสิกในการอาบน้ำใต้แสงตะวันและแสงดาว...

และนั่นยังรวมถึง  ใต้ถุนบ้านที่มีเปลยับย่นให้นั่งและนอนเล่นได้อย่างไม่รู้เบื่อ  รวมถึงเจ้าสุนัขแสนสนเพียงไม่กี่ตัวที่ไม่เคยห่างกายพวกเขา

ฯลฯ

 

 

 

 

(4)

 

ผมมีความสุขเสมอในยามได้กลับไปเยี่ยมลูกๆ ...

มันเหมือนได้กลับไปนิเทศก์การเรียนพิเศษของลูกๆ ด้วยตนเอง

พวกเขาจะค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตที่บ้านนอกด้วยแววตาที่เปล่งประกาย  พร้อมๆ กับชี้ชวนให้ดูตรงโน้นที ตรงนี้ที...ว่าคืออะไร, และทำอะไรกับมันไปบ้างแล้ว

 

 

 

 

(5)

 

ในมุมมองของผม บ้านคือความสุข สงบ เรียบง่าย และมีพลัง

บ้านเป็นยิ่งกว่าโครงสร้าง หรืออาคารที่หยัดยืนตนขึ้นมาเป็นที่พักนอน หลบแดด หลบฝน และต้านสายลมหนาว

หากแต่บ้าน หมายถึงทุกสรรพสิ่งที่หล่อหลอมเป็น “รากเหง้า” ของผมเอง

และผมก็มีความสุขเป็นที่สุดที่เห็นลูกๆ กลับมายังมหานครแห่งการศึกษา  แต่ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวของบ้านเกิดที่ได้ใช้ชีวิตโดยการ “เรียนพิเศษที่บ้านนอก”  ได้อย่างแจ่มชัด และมีชีวิตชีวา

 

ครับ, พวกเขาบอกเล่าและชี้พิกัด  อันเป็นสถานที่สำคัญๆ ได้อย่างไม่บิดเบี้ยว

พวกเขาจำชื่อสถานที่และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในบริบทของบ้านได้อย่างไม่อิดออด

พวกเขาบอกเล่าบรรยากาศของกิจกรรมต่างๆ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ...

ครับ, ผมมีความสุขที่ได้ฟังเรื่องราวจากลูกๆ ...มีความสุข ราวกับได้ไปลงทะเบียนเรียนพิเศษที่บ้านนอกร่วมกับลูกๆ  ซะงั้นเลยก็ว่าได้