ดินในนาไร่แถวบ้านที่สันป่าตองเป็นดินทรายอุ้มน้ำ หากฝนตกหรือมีน้ำขัง  ก็จะเละและเป็นหล่มง่าย เดินเหยียบย่ำลงไปก็จะจมลึกไปครึ่งแข้ง เมื่อต้องการทำนาหรือทำงานบนผืนดิน ชาวบ้าน ซึ่งก็รวมทั้งผมเองด้วย จึงมักจะสวมรองเท้าบู๊ตหุ้มเท้าไปจนตลอดลำแข้ง บางคนก็สวมถุงคลุมขาและเท้าที่สานด้วยเชือกไนล่อนเป็นตาถี่ๆ ซึ่งจะกันหนามและสิ่งต่างๆที่บาดและทิ่มตำให้บาดเจ็บได้  เช่น เปลือกหอยบาด ก้อนหิน รวมทั้งกิ่งไม้ ตะปู ขวดและเศษแก้ว เศษเหล็ก รวมทั้งตอหญ้าคาและหนามไหน่ของต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นเต็มตามคันนาและหน้าดิน

แต่ลุงชาวนาผู้สูงวัยซึ่งมีที่นาติดกับบ้านผม คันนาของแกด้านหนึ่ง เป็นคันนาร่วมกับนาของผม แกกลับต่างจากคนอื่น โดยมักเดินด้วยเท้าเปล่า ทุกครั้งแกจะสวมรองเท้าแตะเดินมาจนถึงปลายนา จากนั้นก็จะถอดไว้แล้วเดินขุดดินทำนาด้วยเท้าเปลือยเปล่าๆ

บ้านผมที่อำเภอหนองบัวนครสวรรค์นั้น ชาวนาก็จะเดินทำนาด้วยเท้าเปล่า สวมรองเท้าบู๊ตไม่ได้เพราะผืนดินเป็นดินเหนียว โคลนและหล่มดินเหนียวจะมีแรงยึดรองเท้าบู๊ตและรองเท้าทุกชนิดจนเราก้าวเดินไม่ได้ ต้องเดินด้วยเท้าเปล่าอย่างเดียว

คันนาและสองข้างถนนเต็มไปด้วยพงหญ้า หญ้าคา พุ่มหนาม นานๆ อบต ก็จะตัดออกให้นิดหน่อยพอได้เปิดผิวหน้าถนนให้สัญจรได้สะดวก แต่หากทำอยู่ฝ่ายเดียวก็ไม่มีทางทำไหวเพราะมันเยอะมาก ส่วนชาวบ้านนั้น เมื่อถึงหน้าทำนาและเก็บเกี่ยวผลผลิต หากทนไม่ไหวก็จะต้องใช้วิธีฉีดพ่นด้วยยาฆ่าหญ้า พอแห้งก็จุดไฟเผา คนไม่ได้ทำนาและไม่ใช่หน่วยงานที่รับผิดชอบ หากจะถือว่าไม่เกี่ยวกับตนและไม่ใช่ภาระหน้าที่ของตน ก็คงไม่ผิดแต่อย่างไร การมีความทุกข์สุขและการรับรู้ถึงความมีชะตากรรมร่วมสังคมเดียวกัน เพื่อเห็นความเป็นหน่วยชีวิตหนึ่งเดียวกันของตัวเรากับผู้คนพร้อมกับกล่อมเกลาตัวกูของกูของเราเองไปด้วยอยู่เสมอๆ ดังเช่น ในบทแผ่เมตตาที่ว่า... ' สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ร่วมเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น'...เหล่านี้นั้น จึงต้องกำหนดรู้ด้วยปัญญาที่กอปรด้วยคุณธรรมต่อส่วนรวมอย่างหนึ่ง สามารถเรียนรู้และน้อมนำเข้าสู่ตนด้วยการปฏิบัติ รวมทั้งคิดริเริ่มได้ในวิถีดำเนินชีวิตและทำการงานของเรานั่นเอง

ตามคันนามีหญ้าแข็งขึ้นอยู่เต็มแล้วก็จะมีเปลือกหอยเชอร์รี่เกลื่อนไปหมด เชื่อว่าลุงและชาวบ้านก็คงต้องลำบากอยู่มากเหมือนกัน เพราะผมสังเกตว่าหลายแห่งที่กอหญ้าหนาแน่น ชาวนาก็จะเอายาฆ่าหญ้าไปฉีด

อีกด้านหนึ่ง ถนนคอนกรีตเส้นเล็กๆ ที่ทอดผ่านหมู่บ้านตรงหน้าบ้านผมและติดกับแปลงนารอบบ้านผมด้วย เป็นถนนที่ทอดผ่านชุมชน  เห็นเรือกสวนไร่นาและวิถีชีวิตชุมชนสองข้างทางกึ่งเมืองกึ่งชนบท เป็นถนนสำหรับสัญจรของชาวบ้านในพื้นที่โดยรอบ ไม่ค่อยมีรถยนต์จากภายนอกมาวิ่งเท่าไหร่นัก แต่ทุกวันก็จะมีกลุ่มคนถีบจักรยาน พากันถีบรถพร้อมกับชมทัศนียภาพและสูดอากาศที่สดชื่นสองข้างทาง เป็นการเที่ยวท่องไปในสภาพแวดล้อมของชุมชนที่สร้างเสริมสุขภาพตนเองและสร้างสุขภาวะให้แก่ชุมชน เป็นอย่างดี

จะดีแค่ไหน หากชาวนาได้เดินทำนาและเดินคุยกันด้วยบรรยากาศเพลิดเพลิน สบายเท้า ไม่ต้องเจ็บเท้าจากหญ้าทิ่มแทงและต้องสุ่มเสี่ยงกับเปลือกหอยที่ซุกซ่อนอยู่ตามดงหญ้า ได้ความสุขความเพลิดเพลินใจมากขึ้นบนบรรยากาศของการทำนาเป็นกลุ่ม และจะดีแค่ไหนหากกอหญ้าที่ขึ้นบดบังและกางกั้นมุมมองของคนที่อยู่บนทางสัญจรกับชาวนาในทุ่งนาเปิดออก ให้คนสัญจรบนถนน รวมทั้งนักท่องเที่ยวและกลุ่มคนถีบรถจักรยาน ได้รางวัลจากการถีบรถด้วยการเห็นท้องทุ่งนากับวิถีชีวิตของชาวบ้าน ชาวบ้านและคนทำนาก็ได้เห็นชีวิตผู้คนจากโลกภายนอกที่ผ่านเข้ามาในพื้นที่ชีวิตตนเองได้ดีขึ้น และผู้คนในวิถีชีวิตที่แม้นจะแตกต่างกัน ก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและสร้างปฏิสัมพันธ์กันได้ดีขึ้น ผมมีความสุขที่จะได้เห็นคนมีความสุข

ตัดเอาหญ้าออก เห็นแนวถนนเป็นลายเส้นพาดผ่านท้องนาและเชื่อมอาณาบริเวณโดยรอบให้เห็นทัศนียภาพอันกว้างขวาง โอ่โถง เขียวขจี

ดังนั้น วันหนึ่ง ผมก็เลยเดินสะพายเครื่องตัดหญ้า ออกไปตัดหญ้าบนคันนาทั้งในที่นาของผมและนาของลุงอีกสองเจ้า รวมทั้งบนคันดินที่เป็นแนวเรียบไปกับรั้วบ้านผม คันนาที่ตัดหญ้าออกหมดแล้ว ทำให้แปลงนาแลดูมีเส้นเล็กๆขีดเป็นตารางเล่นจังหวะกับแนวไม้สีเขียวรายรอบ

เปิดสองข้างถนนออก แล้วลงจำปาลาวกับลั่นทมเป็นแนวยาวได้ ๕ ต้น สร้างพื้นที่สัมผัสหาความสุขกับธรรมชาติและเป็นพื้นที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับชุมชนด้วยจิตใจที่ละเมียดละไม มีรสนิยมชีวิต 

จากนั้น ก็เดินออกไปที่ถนน ผมมองไปในวันข้างหน้า เห็นต้นจำปาและลั่นทมที่จะขึ้นมาเป็นแนวแทนหญ้าและพุ่มละเมาะที่กำลังขึ้นงดงามจนลามกินพื้นที่เข้าไปทั้งสองข้างของถนนคอนกรีตเส้นเล็กๆนี้ คนผ่านไปมาคงจะมีความสุขที่ได้เห็นนาข้าวและหอมกลิ่นจำปาอวลมากับสายลมอ่อน กลับไปใช้ชีวิตและทำการงานอย่างมีพลัง ให้ตนเองและสังคมรอบข้างได้สิ่งงดงามจากผลพวงของคนมีความสุขตามไปด้วย

ดังนั้น เลยก็ได้ความคิดที่จะตัดหญ้าเปิดสองข้างถนนให้โล่ง จากนั้น ก็ขุดหลุมปลูกจำปาและลั่นทมให้เป็นแนวเลย ระหว่างที่ทำนั้น อบต ของตำบลสันกลาง บ้านห้วยส้ม ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาก็ส่งเสียงตะโกนคุยแสดงอาการทักทายยกนิ้วโป้งให้ ผู้เฒ่าผู้แก่ถีบรถและขับมอเตอร์ไซค์ผ่านก็แวะคุย พ่อเฒ่าท่านหนึ่งบอกว่า... "นี่มันต้นจำปาลาวทั้งนั้นเลยนะก่ะ" พอได้ยินแล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่า หมู่บ้านที่ปลายทางข้างหนึ่งของถนนในชุมชนเส้นนี้มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า 'บ้านจำปาลาว' คงจะมีที่มาจากการมีต้นจำปาลาวอย่างที่พ่อเฒ่าท่านว่านี้มาก่อน กว่าจะเสร็จผมก็เลยได้เพื่อนแวะทักทายอยู่มิได้ขาด เห็นได้ลางๆว่ามันมีพลังในการเป็นพื้นที่สร้างชีวิตชุมชนอย่างที่คิดได้อย่างวิเศษจริงๆ

ผมขุดหลุมข้างถนนซึ่งปะทะกับเศษหินกับดินบดแข็งจนมือกำด้ามจอบสะท้านแทบถอดใจ เดินไปหาเศษใบไม้และใส่ปุ๋ย ไปเอากิ่งลั่นทมในกระถางและในบ้านมาปลูกทีละต้น ๕ ต้น ๕ หลุม กลับไปมาจากในบ้านกับข้างถนนของหมู่บ้านหลุมละหลายเที่ยว รวมระยะทางแล้วคงจะยาวเป็นกิโลเมตร ทั้งเหนื่อยกับทั้งอยากเห็นความเป็นรูปเป็นร่างเมื่อเสร็จ เพื่อจะได้นั่งมองและเฉลิมฉลองด้วยการจิบน้ำเคล้าสายลมเย็นให้ชุ่มชื่นใจสักหน่อย

เมื่อจำปาและลั่นทมที่ปลูกขึ้นแทนป่าหญ้าข้างถนนนี้เติบโตและออกดอกเป็นแถวเป็นแนวอยู่ติดกับทุ่งนาและบ้านเรือนในชุมชน ก็คงจะทำให้เกิดพื้นที่พิเศษจากมือทำ ให้ผู้คนได้สัมผัสความสุขกับธรรมชาติและได้เห็นจิตใจวิถีชีวิตชุมชนด้วยกัน.