“โยมไม่ต้องสร้างพระที่ไหน เพียงแค่โยมเป็นคนดีก็สร้างพระให้ท่านได้แล้ว”

http://youtu.be/ErTKVzuq1sE

 

เรื่องเล่าความประทับใจมากมายที่มีต่อคุณแม่ อ่านแล้วทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตันจนไม่สามารถเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคุณแม่ได้มากนัก  เพราะภาพความเป็นจริงที่มองเห็นคุณแม่เหมือนหยุดโลกทั้งใบไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หากท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านก็จะอายุ ๘๐ ปี เช่นเดียวกับแม่แห่งแผ่นดิน

    

                สถานที่ปฏิบัติธรรม ที่ทำให้มองเห็นตัวเองไม่ใช่ตัวเอง


 

 

การจากไปของท่านเคยเป็นบาดแผลในใจของข้าพเจ้ามาโดยตลอดจนเมื่อรู้ เมื่อเห็นอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตนเอง จึงยอมรับความจริงนั้น

     

 

สิ่งที่จดจำได้อยู่เสมอคือ "คุณแม่" เหมือนพระโพธิสัตว์ ชอบช่วยเหลือญาติพี่น้อง และคนแปลกหน้า  คุณแม่เป็นผู้หญิงโบราณแนวอนุรักษ์นิยมและมีความคิดอ่านทันสมัย  เมื่อคุณแม่สาว ๆ ท่านหนีระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ท่านเรียนไม่สูงนัก แต่ก็โชคดีที่สมัยก่อนหน่วยงานรัฐไม่ได้รับคนจบการศึกษาสูงอะไรมาก ท่านจึงรับราชการได้แม้ไม่ได้จบปริญญาตรี  ท่านอยู่ดูแลคุณตาคุณยายจนวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะเป็นลูกสาวคนสุดท้อง กว่าท่านจะแต่งงานกับคุณพ่อก็อายุมากแล้ว

 

 

 

ความดีงามของท่านที่ข้าพเจ้ามักจะเห็นอยู่เสมอคือ ชอบทำบุญ ทำทาน ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ แม่ชี หรือคนทั่วไปที่ไม่รู้จัก  สมัยเด็ก ๆ จำได้ว่าเราขับรถไปตามทาง  เห็นผู้ชายแต่งตัวมอซอ ท่าทางเหนื่อยอ่อน ท่านก็แวะรับขึ้นรถ อาสาไปส่งให้ถึงที่หมาย แม้ข้าพเจ้ายังเด็กอายุประมาณ ๑๐ ปี แต่ก็อดสงสัยว่าคุณแม่ไม่กลัวว่าเขาจะเป็นมิจฉาชีพหรือ ท่านก็บอกว่าดูบุคลิกแล้วไม่น่าใช่และท่านก็รู้สึกเมตตาเกินกว่าจะระแวงสงสัยใด ๆ

 

 

 บริเวณรอบ ๆ สถานปฏิบัติธรรม มีเพียงธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ

 

 

แม้แต่สัตว์เล็ก ๆ อย่างนกที่อยู่รอบบ้าน ท่านก็ชอบเอาอาหารไปโปรยให้ เด็กคนไหนเข้ามาเรียนในเมืองไม่มีที่พักอาศัย ก็ให้กินฟรีอยู่ฟรี แค่ช่วยทำงานบ้านเล็กน้อย ครอบครัวเราไม่ใช่คนรวยอะไร คุณพ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เงินเดือนไม่มาก อีกทั้งยังซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา เคยแอบได้ยินตอนที่มีคนเอาเงินมาให้คุณพ่อเพื่อขอให้ช่วยเด็กนักเรียนเข้าโรงเรียน คุณพ่อยังไม่รับและไล่ตะเพิดไปด้วยซ้ำ  คุณแม่ก็เป็นข้าราชการธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย อยากได้อะไรสักอย่าง ก็จะสอนให้ข้าพเจ้าเก็บออมจนได้สิ่งนั้น ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ โดยไม่ใช้ความเพียรพยายาม คำพูดหนึ่งที่ท่านสอนและก้องในหูของข้าพเจ้าตลอดเวลาคือ "อย่าเอาจมูกคนอื่นหายใจนะลูก" หมายถึงเราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ และไม่เบียดเบียนใคร  คุณแม่ภาคภูมิใจในตัวข้าพเจ้าและน้องชายเพราะพวกเราเชื่อฟังท่านเสมอ และรักการเรียน ไม่เคยทำอะไรให้ท่านเดือนร้อน เราสองคนมีโอกาสได้ทำงานในองค์กรที่มั่นคงทั้งคู่ เพียงแต่พวกเรายังไม่ได้ทำอะไรให้ท่านมากไปกว่านี้เลย....

 
 

คุณแม่เหนื่อยเพราะข้าพเจ้าและน้องชายมาโดยตลอด เมื่อคุณพ่อป่วยเป็นอัมพฤกษ์ ก็ยังต้องเหนื่อยอีกหลายเท่า ความสุขของครอบครัวเราที่อยู่กันพร้อมหน้า ๔ คน เหมือนถึงเวลาที่ถูกเวรกรรมมาทวงคืน วันที่คุณแม่จากไปเป็นวันที่เหลือเชื่อ ไม่คาดฝันที่สุด ท่านเพิ่งขับรถไปส่งข้าพเจ้าให้ขึ้นรถบริษัทเพื่อไปทำงานในตอนเช้าตรู่วันหนึ่ง และข้าพเจ้าก็เพิ่งเดินทางมาถึงที่ทำงานได้ไม่กี่นาที ก็มีโทรศัพท์มือถือดังเข้ามาว่า "ไฟไหม้บ้าน...คุณแม่ท่านเสียแล้วนะคะ" เป็นเสียงของญาติที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน

 

 

เข่าของข้าพเจ้าแทบทรุดลงพื้น และมองเห็นหัวใจถูกฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ  โลกทั้งใบหยุดอยู่เพียงวินาทีนั้น หากลมหายใจหยุดได้ก็คงหยุดแล้ว ข้าพเจ้าต้องไปสถาบันนิติเวชเพื่อรับศพท่าน และได้มองเห็นท่านนอนนิ่งสงบ ไม่เห็นร่องรอยบาดแผลไฟไหม้เท่าไรนัก ท่านคงสำลักควันและจากไปก่อน

 

 

งานศพผ่านไปอย่างเรียบง่าย มีเสียงหลายคนพูดออกมาด้วยความชื่นชมว่าไม่เห็นข้าพเจ้าร้องไห้ ไม่เห็นข้าพเจ้าอ่อนแอ  ไม่เห็นข้าพเจ้าซึมเศร้า อีกทั้งทำหน้าที่อย่างกระฉับกระเฉง ข้าพเจ้าเพิ่งรู้ตัวว่า "ลืมร้องไห้"  อาการเช่นนี้ไม่ได้เก่งมาจากไหน แต่เป็นเพราะใช้เหตุผลเข้าครอบงำ ยังมีคุณพ่อที่ป่วยรออยู่ เสร็จงานที่วัดก็ต้องรีบกลับไปดูคุณพ่อ คุณพ่อไม่ทราบว่าคุณแม่จากไปแล้ว ท่านไม่ทราบแม้วินาทีสุดท้ายที่ท่านตามคุณแม่จากไป...ความทรงจำท่านลางเลือน จำอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง ท่านเพียงบอกว่า "คุณแม่ขับรถสีเหลืองมารับ"

 

 

ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนบันทึกถึงคุณแม่เพื่อจะเล่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นและไม่อยากให้ท่านใดรู้สึกว่าเรื่องนี้เศร้า...ข้าพเจ้าเพียงอยากจะใช้ความทุกข์นี้นำไปสู่การเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงวิถึชีวิตทั้งหมดของข้าพเจ้า

 

จากบันทึก "การเรียนรู้จากทุกข์" ตาม link ข้างล่าง ขอยกมาบางข้อความ

"ข้าพเจ้าเพิ่งเริ่มทำงานใหม่ ๆ ยังไม่ทันตอบแทนผู้มีพระคุณ จึงทุกข์ใจแสนสาหัสในเรื่องนี้มาก จำได้ว่าเดินไปที่วัด เข้าไปไหว้พระ และพบเจ้าอาวาสวัดแห่งนั้น  โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง   ถามท่านว่าทำอย่างไรจะตอบแทนผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้วได้ เคยได้ยินว่า "สร้างองค์พระ ไม่ทราบว่าจะเป็นการทำบุญมหากุศลที่จะอุทิศให้ท่านได้หรือเปล่า"

 

ข้าพเจ้างงกับคำตอบในตอนนั้นมาก ท่านตอบสั้น ๆ ว่าโยมไม่ต้องสร้างพระที่ไหน เพียงแค่โยมเป็นคนดีก็สร้างพระให้ท่านได้แล้ว”

 

 

                        ไม่เคยเข้าใจทุกข์ ไม่เคยเห็นทุกข์ ก็ได้เห็น
 
   ไม่เคยเข้าใจคำว่า "สติ" ก็ได้เข้าใจ มันไม่ใช่สติที่เข้าใจได้จากการคิดเอา
 

 

                      ร่างกายเราก็เหมือนศาลาหลังนี้ เป็นที่พักพิงชั่วคราว
 
 
 
                                 ไม่เห็นทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรม
 

คุณแม่มีพระคุณอย่างมากทั้งที่ยังชีวิตอยู่และแม้ล่วงลับไปแล้ว

 

กายลูกมีธาตุของคุณพ่อคุณแม่อยู่ ยามคิดไม่ดีก็รู้ละอายใจ ไม่กล้าทำผิดคิดร้ายใคร มีพระคุณพ่อพระคุณแม่กำกับนำทางชีวิตมิให้หลงทาง ไม่ให้ประพฤติชั่วมัวเมาเอาเปรียบใคร

 

 การสร้างพระเพื่อคุณพ่อคุณแม่นั้น ต้องสร้างตลอดชีวิตของลูก

 

ลูกเคยโง่เขลาเบาปัญญา อธิษฐานจิตไปว่าชาติหน้ามีจริงจะขอตามไปรับใช้พระคุณท่าน คืนนั้น ท่านมาเข้าฝันและบอกว่า "อย่าอธิษฐานเช่นนั้น กรรมใครกรรมมัน"

 

                                  บุญรักษาและคุ้มครองทุกท่านค่ะ