จงศึกษาวิชาความรู้ตั้งแต่นอนเปลจนถึงหลุมฝังศพ
สรอ.ขอความรู้เรื่องการศึกษาในศตวรรตที่21 สำหรับเดือน กรกฎาคม เงือด เงื้อ ง่าราคาแพง มาหลายวัน ตามอ่านหลายบันทึก นึกอยากเขียนมาหลายหน แต่จนปัญญา ด้วยมองปัญหาการศึกษา ว่าน่าจะเป็นเรื่องของนักการศึกษา มาพูดคุยกัน เราคนทำงานหน้างานชุมชน คนแนวหลัง น่าจะไม่เกี่ยวข้อง แต่เมื่อลองทบทวนการทำงาน หลายกิจ หลายการ หลายเรื่องก็วนๆเวียนๆ เขียนๆ อ่านๆ บันทึกอยู่ก็น่าจะเกี่ยวข้องโยงใยกับการศึกษา ที่ฝันอยากเห็นให้เป็นไป จึงได้บันทึกมาแลกเปลี่ยน
การศึกษาที่ถูกสอนมาตั้งแต่ครั้งเรียนศาสนา คือ
จงศึกษาวิชาความรู้ตั้งนอนเปล จนถึงหลุมฝังศพ
จงศึกษาวิชาความรู้ถึงแม้นจะอยู่ไกลถึงเมืองจีน
การศึกษาวิชาความรู้เป็นสิ่งจำเป็นทั้งผู้หญิงผู้ชาย
ทั้ง 3 ประการนี้เป็นวัจจนะคำสอนของศาสดมุหัมหมัด ศาสดาแห่งศาสนาอิสลาม ที่จดและจำมานำมาใช้ในชีวิต
ปี 2508 ภาพครูขี่จักรยานผ่าน เพียงได้ยินเสียงล้อรถจักยานดัง"อี๋ดแอ๋กๆๆ มาแต่ไกลเราก็ตั้งแถวคาระ วันทาครู ด้วยความรักและผูกพัน การเรียนก็ไม่รู้สึกว่าต้องแข่งขัน เพราะทั้งหมู่บ้านตำบล ไม่มีคนที่ต้องไปเรียนต่อชั้นที่สูงขึ้น
ปี 2515 ยุคประชาธิปไตยแบ่งบาน การสื่อสารทางหนังสือพิมพ์ และวิทยุเป็นแหล่งเรียนรู้ มีโอกาสเข้าสู่การศึกษานอกระบบ 3 ปีที่เรียนเพื่อให้ได้วุฒิเทียบเท่า ม. 3 ก็ไม่ได้กดดัน ในเรื่องการเรียนเพื่อแข่งขัน แต่เรียนด้วยความสุขสนุกกับการเรียนของคน
ที่"รู้จักคุณเกลือ เมื่อแกงจืด" ได้มีโอกาสเติมเกลือใส่แกง
ปี 2525 เข้าสู่การศึกษา ระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาเปิด ก็เพียงแต่แข่งขันกับตัวเอง ก็มีความสุขสนุกสนานกับการเรียน กระแสสังคม ค่านิยมใบปริญญา ระบาดทั่วคนบ้านๆ ชาวบ้านๆ ต้องการให้ลูกมีการศึกษา คนไร้การศึกษาถูกตีตราว่าโง่เง่า พ่อแม่ลงทุนขายทรัพย์สินที่ทำกิน ที่หักร้าถางพงมากับมือ เพื่อการศึกษา ความนิยมการศึกษาแบบ
"บ้าใบ ไกลบ้าน"(จรูญ หยูทอง)
นิยมส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนดังๆ เพื่อการแข่งขันเรียนดี เพื่อชนะ คนแพ้ถูกคัดออก นโยบายส่งเสริมการศึกษาเพื่อไปขายแรงงาน ไปรับใช้ทุนบริการ ทำอะไรที่คล้ายๆกัน มีรูปแบบตายตัว ทำให้ชุมชนท้องถิ่น ขาดแรงงาน ขาดคนมาทำงานสืบสานอาชีพพ่อแม่ สังคมครอบครัวโดดเดี่ยว ห่างหายความรักและน้ำใจ
การศึกษาในปี 2020 ที่กำลังเปลี่ยนผ่าน มาถึง เป็นยุคข้อมูล ข่าวสาร และความรู้ ที่ต้องเผชิญ 21st Century Skilk repotrt ที่ฟังๆมาบอกว่า ต้องการให้มีการเรียนด้วยวิธีการ PBL (คำนี้ได้ยินครั้งจากปากน้องเอก(จตุพร วิศิษโชติอังกูร) เป็นครั้งแรกในวง การเรียนรู้ครู FA ที่บ้านสมดุลชีวิต เมื่อเดือนพฤภาคม ที่ผ่านมา PBL ( Project based Learning ) เด็กจะต้องเรียนเป็นทีม ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่า เพื่อนคนนั้นคิดไม่เหมือนกัน และสามารถจัดการความขัดแย้งเพื่อให้ทำงานร่วมกันได้ เป็นการเรียนรู้เพื่อการแลกเปลี่ยน และจัดการความรู้ สิ่งที่ทำให้การศึกษษเป็นชุมชนการเรียนรู้ ครูเพื่อศิษย์ คือ PLC (Professional Learning Community Of Practices ) หมายถึงเรียนรู้การมีทักษะความเป็นครู คือการเรียนรู้ระหว่างการเป็นครู สำคัญมากกว่าก่อนเป็นครู (ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ปฎิรูปการศึกษาไทย )
ดังนั้นสิ่งที่ฝันอยากเห็นการศึกษาไทยในปี2020 คือการศึกษาที่กลับมารับใช้สังคมชุมชนของตนเอง มีทุนการศึกษาจากเครือข่ายองค์กรการเงินในพื้นที่ สนับสนุนการเรียนการสอน และเป็นการเรียนการสอนที่ก่อให้เกิดความสุขบุคลและสุขส่วนรวม คือสุขภาวะชุมน นั้นคือการศึกษาที่ฝันอยากเห็นในปี 2020

เงื้อง่าอยู่เหมือนกันค่ะท่านพี่
แต่ยังสรุปความีคิดออกมาเรียบเรียนไม่ได้ซักกะที
ตอนนี้สมองไม่ค่อยแล่นด้วยค่ะ
การศึกษาดี ==> พฤติกรรมในการดูแลสุขภาพดีตามมา "แน่นอน" จริงๆๆค่ะบัง
ขอบคุณ บทความดีดีนี้ค่ะ
การศึกษา พาพบสุข สวัสดีครับ
หนูชอบการเรียนการสอนแบบเก่าๆค่ะพี่คนถางทาง ยุคบุกเบิกครูจะอยู่กับนักเรียนตลอดไม่มีประชุม โน่น นี่ นั่น หรือ งานเอกสารเพียบแบบสมัยนี้ ปล่อยให้เด็กเข้าแต่ห้องคอมฯสมองเปื่อยเพราะมีแต่สิ่งเร้าที่แย่ๆค่ะเป็นห่วงมากๆ
น้องครูอิง ...เคยได้ร่วมวงการเมืองภาคพลเมือง การปฎิรูปประเทศไทย และการปฎิรูปการศึกษา
ได้คุยกันเห็นช่องทาง พัทลุงมีแนวคิดว่า การทำ คศ 3 ของครู ต้องให้ผู้ปกครองและนักเรียนและเครือข่ายภาคประชาสังคมเป็นผู้ประเมิน
เรียนคุณหมอเปิ้ล....ในวงเวทีชาวบ้านเราเคยถกกันว่า เรียนดีกับสุขภาพ จะเลือกอะไร
สุดท้ายก็เลือกสุขภาพ
เรียนท่านแว่นธรรมทอง..... การศึกษาไทย วิถีไทย กลับคืนสู่รากเหง้า เพื่อก้าวรุกสู่ประชาคมโลก
คือสิ่งที่ปฎิรูปการศึกษา
สวัสดีหมูจ๋า.....อยากเห็นการศึกษาที่รับใช้ชุมชน คนรักถิ่น นำความรู้มารับมาปรับใช้ให้พี่น้องชุมชนมีความสุขด้วยกัน
เรียนท่านอาจารย์ ธนิตย์
ในวงเมืองลุงน่าอยู่ มีกรรมการเป็นครูหลายท่าน
คุยกันเรื่องการทำผลงาน ของครู ว่าน่าจะใช้วัดด้วยชุมชน เป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง
คาดว่าคงมีความคิดดีๆ มาคุยกันก่อให้เกิดความคิดดีๆ
lสวัสดีครับท่านดร. หนุ่ย
ผมกับน้องศรี ออกให้ความรู้เรื่องการท้องก่อนวัยอันควรทุก รรในอำเภอปากพะยูน
เราตั้งวงแลกเปลี่ยนกันตลอดถึงปัญหาเหล่านี้ มีองค์กรในอำเภอมาร่วม ถกแถลงกัน
เรียนอาจารย์ น้อง วิไล นับว่าเป็นชคดีที่ได้มีโอกาสคุยกับนักศึกษา ทั้งระดับผู้บริหารและระดับปฎิบัติการ
อีกทั้งยังได้เข้าเวที ปฎิรูปการเมือง ปฎิรูปการศึกษา และบางเวทีก็วิพากพ์เสนอแนะตามที่อยากเห็น อยากให้เป็นทางการศึกษา
ขอบคุณอาจารย์น้องที่มาให้กำลังใจ