เมื่อสองสามวันก่อนผมได้ทำ Workshop เรื่อง Dialogue โดยผมได้พยายามเชื่อมโยงประสบการณ์ของทุกคน รวมทั้งผมด้วยเข้ากับ Theory U..บรรยากาศดีมากๆ ครับ..หลายคนบอก ไม่คิดเลย..คนที่เราเห็นแบบเผินๆ..มีอะไรดีๆ..ที่น่าทึ่งเยอะมาก..มีสองสามคน ถึงกับนัดหมายเรื่องความสนใจร่วมกันที่พึ่งค้นพบระหว่างทำ Dialogue และ Theory U...บางคนคบกันเป็นปี..พึ่ง "รู้จัก" เพื่อนจริงๆ..ต่อไปเป็นตัวอย่างของผมเองครับ..ที่ผมเล่าให้นักศึกษาฟังผ่านมุมมอง Theory U..

 

 

ว่าตาม U-theory ที่ผมเอามาจากเว็บของ Otto Charmer ผู้คิด Theory U ครับ

เอาหล่ะครับ...ว่าด้วยภาค มายาคติของผมก่อน...ในคือ 

1. Downloading past pattern...มายาคติ ความรู้เดิมของผม ..."ผมว่าผมเป็นคนสอนเก่งมากๆ ผมเทพครับ..ไปไหนจะมีความมั่นใจว่า..โหดแค่ไหนก็เอาอยู่ครับ..แล้วคนก็ชอบผมด้วย... มีวันหนึ่งผมไปสอน Appreciative Inquiry ให้กับองค์กรของรัฐแห่งหนึ่ง..ผมก็สอนแบบที่ผมเชื่อว่าเจ๋ง..ทุกครั้งก็จะถามเป็นการประเมินว่า.."ที่สอนไปชอบตรงไหน..เนื้อหาหรือกระบวoการสอนตรงไหน"...ร้อยทั้งร้อยจะตอบได้..แต่มีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง..ไม่ตอบสนองอะไรเลย..ผมเอาไมค์เข้าไปไกล้ๆ..เธอก็บอกว่า.. "ไม่ได้ชอบอะไรเป็นพิเศษ..ก็ดี.."

ผมเริ่มเสียเซ๊ลท์...ต้องมีอะไรผิดปรกติ...ผมเหรอ..เปล่านะ..ผมเทพ..เธอน่ันแหละ ไม่ป่วยก็ป่วน..แล้วใจผมก็ "ตัดสิน" ครับ..เพราะเธอดูกวนๆ..ประสาทรึเปล่า..เอ๊ อย่าไปสนใจเลย...

.....

จากนั้นผมก็มีโอกาสทำ Workshop เรื่อง Dialogue ก็พอดีครับ..เกลียดอะไรก็ได้อย่างนั้น..สุภาพสตรีท่านนี้ไม่มีคู่ครับ..เลยจำเป็นที่วิทยากรกระบวนการอย่างผมต้องไปจับคู่กับเธอ...ผมให้เธอเล่าเรื่องของเธอครึ่งชั่วโมง..ผมฟังอย่างเดียว...ผมตั้งใจฟังมากๆ...ผม "แขวน" (Suspending)....ผมฟังไปก็ไม่มีอะไร ในระยะแรกเธอบ่นเรื่องงานครับ..เหนื่อยกดดัน กลับบ้านดึก...สักพักเธอก็หมดเรื่องคุย..ผมก็กระตุ้นให้เธอคุยต่อ..เธอบอกเธอเหนื่อยกลับบ้านดึก..สามีกลับดึกกว่า..มีลูกสองคน..โชคดีที่เป็นเด็กดี..ตัวเอง..นอกจากดูแลครอบครัว..ยังต้องดูแลพ่อแม่สามีอีก..เหนื่อย..พ่อแม่สามีก็ป่วยและจุกจิก..

....

ผมเห็น (Seeing with fresh eyes) ครับ..ว่า..โอ๊อย่างนี้เอง..แล้วก็เริ่มรู้สึก (Sensing from the field)...โอ..ชีวิตเธอน่าสงสาร และเธอเป็นทุกข์ขนาดนี้เอง..ไม่แปลกที่เธอจะดูเฉยชา เรียนไปงั๊น...

....

แล้วผมก็ปลดปล่อย "มายาคติ" และอคติที่มีต่อเธอไป (Letting it go)...

...

ผมกลับมาถามตัวเอง (Who is myself?)...นี่เรากำลังเจอกับมายาคติ..เราตัดสินคนดีๆ ไปอีกทางชัดๆ..ดูแล้วช่างเป็นความหยาบอะไรเช่นนี้...ผมย้อนกลับมาดูงานผม (What is my work?) ดูแล้วนี่เราใส่ความหยาบไปแต่ต้น เรารีบตัดสินจนอาจหลงลืม เพื่อนมนุษย์ที่แสนดีบางคน..

....

ผมรู้สึกได้ถึงความคิดใหม่หลังฟังเธอไปไกล้ครบครึ่งชั่วโมง (Letting come) เธอเล่าอีกอยากออกก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้ไปทำอะไร..อยากไปวัดเข้าคอร์สธรรมะสิบวันก็ทำไม่ได้ ใครจะให้ไป...ถึงตอนท้ายนี่แหละ..ผมเกิด (Vision และ Intenion วิสัยทัศน์หรือเจตนารมร์) ผมมีความตั้งใจ เลยครับ..ว่าผมมีเรื่องดีๆ จะบอกเธอ..ผมเคยไปเจอหลวงพ่อดีๆ..เช่นหลวงพ่อกล้วย พระจารย์จันทร์เรียน..เวลาเราไปเจอพระอริยะ นั้นสิบนาทีบางทีชีวิตเปลี่ยน..ผมเจอพระอาจารย์จันทร์เรียนเพียง สิบนาที ถึงขั้นตั้งใจบวชสามเดือนแบบแน่วแน่ไปเลย..บางทีถ้าไม่มีเวลาอาจจะไปหาสิบนาทีก็ได้..ผมจะแนะนำเขาอย่างนั้น..

....

ผมจัดการเปลี่ยน "รูปแบบความสัมพันธ์" ใหม่ครับ (Prototyping the new by linking head heart hand) จากเดิมตั้งใจว่าจะไม่ใส่ใจเธอผู้นี้อีก..ตอนนี้ เราจะเอาหัวใจ ความรู้ และคำแนะนำดีๆไปดูแลเธอครับ..โครงการนี้เป็นโครงการพัฒนาองค์กรที่โหดพอควร..ทุกคนต้องทำโครงการส่งผู้บริหารระดับสูง..ผมตั้งใจจะดูแลเธอเต็มที่ครับ..

แล้วผมก็กลับมาเจอเธออีกครั้ง (Performing by operating from the whole) งานของเธอไม่ก้าวหน้า..แต่ก็พยายามช่วยเธอให้คำแนะนำเธอ ฟังเธอเต็มที่..และดีใจที่เพื่อนสนิทของเธอพากันมาวัดหลวงพ่อกล้วยที่ขอนแก่น..แม้เธอจะยังไม่มา..แต่ก็เชื่อว่า..ที่สุดเธอคงได้รับการประคับประคองจากเพื่อนสนิทของเธอไปด้วย..

 

ต่อมาสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เธอไปวัด ยังไม่พอ เธอยังหันมาสนใจทำโครงการพัฒนาองค์กร แม้ไม่ได้โดดเด่นนัก แต่ก็แสดงฝีมือพอควร. ..

 

 

....

ครับ..นี่คือเส้นทางเดินของผมผ่าน Theory U ครับ..