จากวันนั้นก็ไม่เคยชายตามองตำแหน่งแห่งหนอันใหญ่โตนี้อีกต่อไป ขอทำหน้าที่ครู สอนหนังสือเด็กๆให้ดีที่สุด ก็น่าจะเพียงพอกับการดำเนินชีวิตร่วมกับครอบครัวแล้ว ขณะเดียวกันนับวันตัวเองยิ่งเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการ

เคยคิดและมีบทสรุปสำหรับตัวเองมานานมากแล้ว นับตั้งแต่เป็นครูได้ไม่กี่ปีเท่านั้น เริ่มจากเป็นครูใหม่ๆ วันแรกก็ได้รับแรงกระตุ้นทันทีจากผู้บริหารหนุ่ม ซึ่งเพิ่งจบปริญญาโทมาหมาดๆ ต่อมาเล็งเห็นความสะดวกสบายและอำนาจวาสนาต่างๆของผู้บริหาร ก็ไม่ได้ถึงกับอยากจะเป็นดอกนะครับ แต่ถ้าใครถาม ขณะนั้นคงตอบว่า ถ้ามีโอกาส ก็น่าลอง

อยู่มาเห็นกิจกรรมของผู้บริหารต้องพบปะผู้คน ติดต่อประสานงาน กลับบ้านมืดค่ำ ไม่เป็นเวลา บางคนถึงกับมีปัญหาครอบครัว นอกจากเรื่องเวลาแล้ว อาจเป็นเรื่องเงินทอง หรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่าย หรืออาจไม่จำเป็นแต่ก็ต้องจ่าย สร้างความเดือดร้อน ส่งผลกระทบถึงทุกคนที่บ้าน

นึกถึงเรื่องนี้ขึ้น เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมา มีจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ฉบับหนึ่งจากสมาชิกส่งผ่านGotoKnow จากการได้อ่านบันทึกหนึ่งของผม คนไทย การศึกษา กับประชาคมอาเซียน พร้อมวิพากษ์ด้วยน้ำเสียงชื่นชม แต่มีประโยคหนึ่ง ซึ่งตัวเองก็รู้สึกอย่างนั้นครับ ความคิดอย่างนี้ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าไปบริหารการศึกษา

มีเหตุการณ์หนึ่งในชีวิตครู ทำให้ผมตระหนัก อย่างนี้นี่เอง ผู้บริหารมักจะรู้สึกภาคภูมิใจขนาดหนักกับตำแหน่งที่ได้มาอย่างยากลำบาก บางท่านจึงรู้สึกเหนือคน ผมเดาว่าวันนั้นผู้บริหารท่านหนึ่งพูดด้วยอารมณ์โกรธ เพราะก่อนนั้นผมวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา ในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณของโรงเรียน สถานที่ที่ได้พูดคุยกัน มิใช่ที่สาธารณะแน่นอน ตัวเองมีวุฒิภาวะพอสมควรแล้วครับวันนั้น

ผมบอกแทนที่เงินที่มีอยู่จะนำไปใช้จัดการเรียนการสอนในห้องเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่กลับไปอยู่ที่อื่น หรือเรื่องอื่นๆเสียหมด เครื่องตอกบัตรอะไรต่างๆ ที่ราคาเป็นหมื่นสองหมื่น นำไปซื้อสื่ออุปกรณ์ให้เด็กๆเรียนจะดีกว่ามั้ยเท่านั้นแหละครับ ท่านสวนเลย คุณมีหน้าที่สอนก็สอนไป ผมเป็นผู้บริหารถูกของท่านทุกประการ แต่วันนั้นอดไม่ได้จริงๆ อาจเป็นด้วยอารมณ์ผมที่เริ่มพลุ่งพล่านแล้วเหมือนกัน เวลาร่วม 30 ปีแล้วครับกับชีวิตครู ที่เห็นเหตุการณ์คล้ายๆอย่างนี้ และรู้สึกคับข้องใจมาตลอด

เพื่อนรักคนหนึ่งเคยเปิดประเด็น ผู้บริหารสร้างความเสียหายได้ขนาดนั้นเลยหรือ แล้วครูล่ะอึ้งเหมือนกันครับ เพราะความเป็นครู ครูที่สร้างความเสียหายให้กับการศึกษามีไม่น้อยไปกว่ากัน ตัวเองก็ใช่วิเศษวิโสอะไร แต่ถ้าเทียบคนต่อคนแล้ว ความรับผิดชอบทั้งองค์กรของผู้บริหารนั่นเอง ที่จะส่งผลสะเทือนมากกว่า เพราะถ้านำไม่ดีจะล้มเหลวไปด้วยกันทั้งหมด วันนั้นผมตอบเพื่อนไปอย่างนั้น

หน้าที่สำคัญอีกอย่างของผู้บริหาร คือการพบปะผู้คน เพื่อประสานงานทั้งนอกและในโรงเรียน งานอย่างนี้เป็นของแสลงครับ ไม่ถนัดเอาเลย มนุษยสัมพันธ์ไม่ดี ปัจจุบันพอเริ่มกระจ่างว่าตัวเองเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ก็มักสนองอย่างนั้นให้กับตัวเอง(ฮา) ความคิดต่อเรื่องนี้ ผมฝังใจมาจากหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือพูดในทำนอง คนที่ประสานงานเก่ง ใช่ว่าจะดีหรือเป็นประโยชน์ไปเสียทุกกรณีเมื่อสังเกตเหตุการณ์จากที่ตัวเองประสบแล้ว ล้วนเป็นจริง

คนเรามีความหลากหลาย ต่างจิตต่างใจ จะให้ถูกใจหรือตรงใจทุกคน บางทีคำพูดคนประสานงานต้องยืดหยุ่น เพื่อให้เหมาะสมกับคนนั้นคนนี้ ซึ่งมีความแตกต่าง เรื่องนี้เป็นจุดแตกหักความคิดตัวเองเลย หัวเด็ดตีนขาด ผมเป็นผู้บริหารไม่ได้(ฮา)

จากวันนั้นก็ไม่เคยชายตามองตำแหน่งแห่งหนอันใหญ่โตนี้อีกต่อไป ขอทำหน้าที่ครู สอนหนังสือเด็กๆให้ดีที่สุด ก็น่าจะเพียงพอกับการดำเนินชีวิตร่วมกับครอบครัวแล้ว ขณะเดียวกันนับวันตัวเองยิ่งเห็นความสำคัญของการบริหารจัดการ

โรงเรียนจะไปได้ดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหัวเรือใหญ่จะไปในทิศทางใด การอำนวยการ กำกับ ติดตามผู้เล่น หรือคณะครูต้องอาศัยความรู้ความสามารถอย่างเอกอุ เสมือนวาทยกร(conductor)ของวงออร์เคสตร้ากระนั้นเลย อยากให้เสียงดนตรีชิ้นใดดังขึ้น หรือแผ่วลงในจังหวะใด ต้องส่งสายตา สะบัดไม้ โยกโยนตัว ให้ผู้เล่นเห็นอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้เพื่อผสมกลมกลืนเสียงทุกเสียง ซึ่งแตกต่าง ให้ไพเราะเพราะพริ้ง

ตลอดชีวิตครูผมที่ผ่านมา เคยเห็นสภาพโรงเรียนที่วาทยกรไม่สามารถทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง อาจเพราะความรู้ความสามารถ หรือความพยายามในการทำหน้าที่ก็มิอาจล่วงรู้ แต่เป็นผลให้ออร์เคสตร้าวงนี้ดูปั่นป่วนไปหมด จังหวะ เสียงเน้นหนักของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น เป็นไปตามมีตามเกิด ตามแต่ผู้เล่นแต่ละคนจะมีความสามารถ หรือจินตนาการเอาเอง บทเพลงที่ทุกคนได้ยินจึงขาดๆเกินๆ แหว่งวิ่น ไม่เนียนนุ่ม ฟังแล้วไม่รื่นหูอย่างที่ศักยภาพของวงหรือนักดนตรีมีอยู่ ครั้งนั้นตัวเองเรียนรู้ชัดว่า บทบาทของการอำนวยการ หรือตำแหน่งในการบริหารจัดการนั้น เป็นหัวใจขององค์กรโดยแท้

หลายคนอาจจะหมั่นไส้ หากจะบอก คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงหรือเกินความสามารถ ถ้าตัวเองมุ่งหวังจะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารบ้าง ครั้งแรกไม่ได้ ก็ครั้งต่อไป สักระยะหนึ่ง ไม่น่าจะเหนือความพยายามครับ ทว่าด้วยภาระความรับผิดชอบ หากไม่ดีพอคงพังกันไปทั้งองค์กร โดยเฉพาะความยืดหยุ่นในคำพูดที่ตัวเองมี ไม่น่าพอที่จะเป็นนักประสานที่ดีได้

เรื่องสองเรื่องพวกนี้แหละครับ ที่รู้ตัวว่าหมดสิทธิเป็นผู้บริหาร ขอเป็นครูธรรมดาๆ รับผิดชอบแค่ในชั้นเรียนตัวเอง คงเหมาะกว่า