GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทำไมคุณครูจึงไม่มีความสุขกับการเป็นครู

ทำยังไงเราจะทำให้คุณครูรู้สึกดีๆที่ได้เป็นครูกันดีหนอ

อ่านบันทึกพี่เม่ยเล่าเรื่องคุณครูของน้องจิ้นแล้ว รู้สึกว่าเอ๊ะ...คล้ายๆกับที่มักจะได้ยินจากพี่เหน่นและน้องฟุงอยู่เรื่อยๆเลยค่ะ

คุณครูของเราเป็นอะไรกันไปหนอ...เราจะช่วยได้อย่างไรนี่

รู้สึกว่าคุณครูจะไม่มีความสุขกับการสอนเด็ก มองเห็นแต่ปัญหา มุ่งเน้นการทำโทษเด็ก ใช้เด็กเป็นที่ระบายอารมณ์ (ด้วยการด่า) ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ จะส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อเด็กๆ จะมีคุณพ่อคุณแม่สักกี่คน มีเวลามาฟังลูกปรับทุกข์เรื่องนี้ แล้วช่วยลูกให้มองเห็นเป็นบทเรียน ส่วนใหญ่ก็ได้แต่ถามว่า มีการบ้านไหม ทำเสร็จหรือยัง บางครั้งการบ้านแบบที่น้องจิ้นได้รับ (พี่เหน่น ก็เคยมีค่ะ ต้องย่อความเรื่องที่คุณครูต้องสอน 1 ชั่วโมง แต่นักเรียนคุยกันจนสอนไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีให้เด็กไปย่อมาส่งภายในเย็นวันนั้น) ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล เด็กก็คับแค้นไม่อยากทำ แล้วก็โดนทำโทษ เป็นวัฎจักรให้เด็กไม่ชอบโรงเรียนไปเรื่อยๆ

เราจะช่วยคุณครูแบบนี้อย่างไรกันดีคะ น่าสงสารที่คุณครูเองก็คงไม่มีความสุขกับงานที่ตัวเองทำ กับเด็กที่ต้องสอน ใครรู้ช่วยบอกที เผื่อจะเห็นหนทางช่วยทั้งคุณครูและเด็กๆของเรา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 47509
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

คุณครูก็เป็นคนธรรมดา คงมีความเครียดจากสภาพการเงินที่น่าเป็นห่วง คุณครูเงินเดือนน้อยค่ะ จำได้ว่าตอนเป็นเด็ก คุณครูบางคนโมโหไร้เหตุผล (ขนาดเป็นเด็กยังรับรู้ และวิเคราะห์ได้เองว่าคุณครูไม่มีเหตุผลเอามากๆ) บางครั้งสั่งงานเยอะเกินความจำเป็น ดูจะไม่เป็นประโยชน์ในการที่จะทำให้เด็กได้ใช้ความคิด อาศัยทำๆๆ ให้ทันเป็นพอ มานั่งนึกๆ ยังจำได้เม่นยำว่า เดินเข้าไปส่งงานในห้องพักคุณครู กลุ่มคุณครูพูดคุยกันเรื่องเงินเดือนแสนน้อย และงานแสนหนัก และมักจะมาพูดบอกเด็กๆ ในห้องเรียนว่า โตขึ้นอย่าเป็นเลยคุณครู เหนื่อย และไม่มีตังค์

แต่คุณครูส่วนใหญ่ที่รู้จัก ทำให้เด็กอย่างเราในตอนนั้น รับรู้ได้ว่า คุณครูคือคนที่ต้องเสียสละมากๆ เพื่อให้เราได้ความรู้ และมีพื้นฐานจิตใจที่ดีขึ้นมาได้แบบทุกวันนี้

เด็กๆ ไม่ว่าจะตัวเล็กแค่ไหน เค้ามีความคิด และเรียนรู้เป็นแล้ว จากการสั่งสอนของครอบครัว การมองคนรอบข้าง และจากความคิดของตนเอง เราจึงมักจะเห็นทั้ง ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น และ ลูกไม้หล่นไกลต้น

ฮ่าฮ่า...ไม่เคยคิดว่าจะเป็น (คุณครูสอนไว้) แล้วก็ได้มาเป็น คิดอะไรมาก เป็นอาจารย์เวลาสอนหนังสือ แล้วนักศึกษาเรียนสำเร็จปริญญาก็ปลื้มใจจะตายไป

  • ขอบคุณครับ ที่คุณโอ๋-อโณ แวะไปเยี่ยมเยือนใน Blog

  • วันนี้มีเรื่อง "ความสุขของกะทิ" มาฝากครับ 

    เห็นใจคนไทยจริงๆครับ  ทำอะไรตามกระแสไปมากมายแต่ใช้ปัญญาค่อนข้างน้อย ลอกแบบเขามาแต่ไม่ปรับสภาพแวดล้อมตามที่ควรทำ แล้วยังดันไปหวังผลสำเร็จแบบที่เขามี... เศร้าครับ
    เรื่องครูทำหน้าที่ด้วยความทุกข์และออกอาการน่าเป็นห่วงทั้งต่อครูและเด็กนั้น มีเหตุผล108 ครับ

  • กระบวนการรับนักศึกษาครูไม่ถูกต้อง  ได้คนอ่อนด้อย และ และไม่มีศรัทธาในวิชาชีพเข้ามาเรียน
  • กระบวนการพัฒนาครู ทั้ง Pre-service และ In-service ยังต้องปฏิรูป และอาจต้องถึงขั้น ปฏิวัติ เพื่อให้เป็นการทำอย่างเป็นระบบ ยึดจุดมุ่งหมาย และเน้นผลลัพธ์อย่างแท้จริง
  • จำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนต้องไม่เกิน 25 คน
  • ต้องลดภาระงานที่ไม่ใช่หน้าที่ครูลงให้มากที่สุด
  • ผู้บริหารโรงเรียนต้องมืออาชีพ และ อยู่กับโรงเรียน อยู่กับครูและนักเรียน ห่างการเมืองให้มากๆ
  • ปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนอย่างแท้จริง  หยุดยั้งวิธีสอนแบบ บั่นทอนความคิด และ เสริมสร้างความเครียด โดยเร่งด่วน
  • พัฒนาครูประจำการอย่างจริงจัง  มีเป้าหมายและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง
  • ปรับเงินเดือนให้ครูอยู่ได้อย่างปกติสุข เน้นคุณภาพครูชั้นปฐมวัยและให้เงินตอบแทนสูงเป็นพิเศษ
  •    ฯลฯ

อยากให้ทุกข้อที่คุณ Handy ยกมาเป็นไปได้จัง เราคงมีคนอยากเป็นครู และเป็นได้อย่างมีความสุข โดยเฉพาะคุณครูเด็กเล็กๆ
เห็นด้วยกับท่านอาจารย์ IS และท่านอาจารย์ Handy ทุกบรรทัดครับ เริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต การเข้าสู่ตำแหน่ง การตรวจสอบติดตาม การบำรุงขวัญและกำลังใจ ผมว่าต้องมีการรื้อปรับระบบ ใส่ใจและจริงใจในการแก้ปัญหานี้ ที่สำคัญคือจิตสำนึก และจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูมืออาชีพ ถ้ายังเป็นเพียงอาชีพครูก็คงล้าหลังไปอีกนาน ขอบพระคุณคุณโอ๋-อโณ มากครับที่ยกประเด็นนี้ขึ้นมา

เรียนคุณโอ๋

  • ครูอ้อยนำบันทึกนี้ไปต่อยอดที่นี่ค่ะ  เรียนเชิญค่ะ
  • ส่วนการแก้ปัญหานั้นทำได้โดยผิว 
  • ยังไม่ได้เขียนนะคะโอกาสหน้าจะเขียนค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ