สองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ละวันผมมีนัดให้สัมภาษณ์เฉลี่ยวันละ 3
ครั้ง
บ้างมาในเวลาราชการ
บ้างมาหลังเวลาราชการ
ประเด็นใหญ่ๆ
ล้วนเป็นการนัดสัมภาษณ์เรื่องราวอันเป็น "ปรากฏการณ์ชีวิตของนิสิต"
ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้แทบทั้งสิ้น
ซึ่งยึดโยงกลับไปสู่เรื่องราวตั้งแต่แรกเริ่มมาจนปัจจุบัน
กรณีเช่นนั้น
กลายเป็นเรื่องที่ทำให้ผม
หรือแม้แต่ใครหลายคนที่อยู่รายรอบตัวเองได้กลับมาถกคิดถึงเรื่องที่ผมเคยพูดและพยายามขับเคลื่อนมาในรอบ 3-4
ปี
ครับ-เรื่องราวที่ว่านั้นก็คือการจดบันทึกเรื่องราวในเชิง
"สายธารประวัติศาสตร์การพัฒนานิสิต" นั่นเอง
ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องราวของนิสิตที่เกี่ยวข้องกับ "การเรียน"
(กิจกรรมในชั้นเรียน) และการ "ใช้ชีวิต"
(กิจกรรมนอกชั้นเรียน)
แต่ก็อย่างว่า
ในช่วงนั้นยังไม่มีใครเห็นความสำคัญกับเรื่องที่ผมพูด
หรือเสนอเท่าที่ควร กระบวนการต่างๆ
ผมจึงแบกรับและดุ่มเดินด้วยตนเองอยู่เป็นส่วนใหญ่
กระทั่งในระยะหลังมีน้องๆ ทีมงานได้ขยับเข้ามาเป็นแรงหนุนให้
จึงพลอยให้เห็นเป็นรูปธรรมขึ้นมาบ้าง
ครั้งกระโน้นผมพยายามเขียนและบันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้เป็นระยะๆ อาทิ
- จัดทำทำเนียบผู้นำและผู้บริหารในแต่ละยุค
- เขียนบทความเรื่องกิจกรรมในแต่ละปี
- เขียนสังเคราะห์เชิงปรากฏการณ์ในแต่ละห้วง (รายปีและทศวรรษ)
- เขียนจดหมายข่าวรายสัปดาห์ และพัฒนาสู่การเป็นรายปักษ์ส่งเผยแพร่ทั่วประเทศ
- นิทรรศการภาพถ่าย
- บันทึกเรื่องราว "ตำนานกิจกรรม" ลงในเว็บไซด์องค์กร
- จัดทำหนังสือเรื่องเล่าเร้าพลัง (ทั้งโดยตัวเองและนิสิต)
- จัดทำฐานข้อมูลกิจกรรมย้อนหลัง
- เขียนบันทึกเรื่องราวใน gotoknow.org
- จัดทำวีดีทัศน์
- จัดทำของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ
- จัดพิม์หนังสือ "สอนงานสร้างทีม"
- ในบทความไปตีพิมพ์ประกอบให้อ่านเล่นในคู่มือปฏิบัติงานของนิสิต
- กระตุ้นให้นิสิตมีจดหมายข่าวของตัวเอง
- อื่นๆ อีกจิปาถะ
รวมถึงการพยายามสร้างห้องสมุดประวัติศาสตร์การพัฒนานิสิตขึ้นมา และล่าสุดก็เขียนสังเคราะห์ปรากฏการณ์ 15 ปีเทา-งามสัมพันธ์ หรือแม้แต่ 1 ทศวรรษสานสัมพันธ์มิตรภาพไทย-ลาว ...
ครับ-นั่นยังไม่รวมถึงการพยายามสร้างเวทีการชำระประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการไปในตัว
เช่น
เสนอให้มหาวิทยาลัยทำจัดหนังสือที่ระลึกเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย
จัดเวทีเสวนาเรื่อง "สายธารการพัฒนานิสิตในรอบ 4 ทศวรรษ"
หรือไม่ก็ทุกครั้งที่จะจัดกิจกรรมใดๆ
ขึ้นมา
ผมมักถือโอกาสบอกเล่าข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับกิจกรรมนั้นๆ ให้บุคลากร
ผู้บริหาร และนิสิตได้รับรู้ รับฟังอย่างต่อเนื่อง
ด้วยหวังว่า "อดีต"
จะเป็น "ทุน" อันสำคัญในการ
"ออกแบบกิจกรรมและตัดสินใจในความเป็นปัจจุบันและอนาคต"
จวบจนบัดนี้ ในวันที่ผมเริ่ม "อิ่มตัว" และใคร่คิดถึงการ "วางมือ" ถอยห่างไปจากเส้นทางอันเป็นสายธารของเรื่องเหล่านี้ กลับกลายเป็นว่าเรื่องราวและวิธีคิดที่ว่านั้น เริ่มมีคนกลับมาให้ความสำคัญอย่างคาดไม่ถึง
ถึงแม้ก่อนหน้านี้ ผมจะสามารถขับเคลื่อนให้มีวิชา
"พัฒนานิสิต" ขึ้นมาได้ ด้วยหวังว่าจะสอนและให้ความรู้ในเรื่อง
"รากเหง้า" ความเป็นนิสิต ณ
สถาบันแห่งนี้ให้นิสิตได้รับรู้และเรียนรู้ร่วมกัน
แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงกลุ่มคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เข้ามาเรียน
หรือแม้แต่หลังๆ
ผมและทีมงานสามารถสร้างเวทีให้นิสิตมีบทบาทและตัวตนในวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังมีช่องว่างที่ยังต้องเติมให้แกร่งมากกว่าที่เป็นอยู่
เฉกเช่นกับล่าสุด ผมได้เสนอว่าอยากเขียนเรื่องเล่าเกี่ยวกับ
"กิจกรรมและสถานที่ในมหาวิทยาลัยที่มีบทบาทต่อวิถีการใช้ชีวิตของนิสิตและบุคลากร"
โดยตั้งใจจะมอบให้มหาวิทยาลัยจัดพิมพ์แจกจ่ายให้นิสิตได้อ่านและเรียนรู้ด้วยตนเอง
หรือไม่ก็แจกเป็นเอกสารอ่านเล่นในวันปฐมนิเทศนิสิตใหม่
หรือไม่ก็เป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนการสอนในรายวิชาที่ผมสอน-
...
ครับ-กรณีที่ผมต้องให้สัมภาษณ์อย่างบ้าระห่ำอยู่เช่นนี้
ผมก็อดที่จะตั้งคำถามกับผู้คนรอบกาย
หรือแม้แต่ระบบไม่ได้ว่าที่ผ่านมาทำไมปล่อยให้ผมคิดและแบกรับอยู่คนเดียว
ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ล้วนเป็น "คนต้นเรื่อง"
ด้วยกันทั้งนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นทุกคนก็ควรต้องมีกระบวนทัศน์ในการที่จะ
"บันทึกเรื่องราวและเกร็ดความทรงจำในเรื่องที่ทำช่วยกันบ้าง
ไม่ใช่ปล่อยวางให้ผมขบคิด เก็บกำ และจจำอยู่คนเดียว
จนกลายมาเป็นเสมือน "ตู้หนังสือเคลื่อนที่"
เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ถึงแม้ผมไม่ใช่คนที่ร่ำเรียนมาในสายประวัติศาสตร์
แต่ผมก็ยังยืนยันว่าเรื่อง "ประวัติศาสตร์" เป็นเรื่องที่เราควรต้อง
"เคารพ"
เพราะเราไม่อาจพลิกดินพลิกฟ้าได้โดยปราศจากเรื่องราวอันเป็นฐานรากจากอดีตได้
แต่จะทำยังไงล่ะ
ให้แต่ละคนสามารถนำประวัติศาสตร์มาบูรณาการให้เข้ากับ "ปัจจุบัน"
เพื่อพยากรณ์ไปสู่ "อนาคต" ได้...
นั่นคือสิ่งที่ผมปักธงไว้อย่างแน่นหนัก
เป็นการปักธงบนพื้นฐานของการเหยียบยืนบนปัจจุบันให้มั่นคง
และมองอนาคตให้เป็นรูปธรรม มิใช่เลือนลาง พร่ามัว-
ครับ-วันนี้
สุขใจเหลือเกินกับบางสิ่งที่ทุกคนเริ่มเข้าใจและเห็นความสำคัญกับเรื่องที่ผมพร่ำเพ้อมาแสนนาน
สุขใจ ที่ใครหลายๆ
คนเข้าใจในวิธีคิดของผมมากขึ้น
สุขใจที่ได้เห็นเมล็ดพันธุ์ทางความคิดของตนเองได้เริ่มหยั่งรากและแตกใบขึ้นในจุดต่างๆ
เพราะนั่นเป็นเสมือนภาพสะท้อนที่ชี้ให้เห็นว่าผู้คน
หรือแม้แต่ระบบเห็นความสำคัญกับ "ตัวตน" อันหมายถึง "ประวัติศาสตร์"
หรือ "แก่นราก" (รากเหง้า) ของตัวเองมากขึ้น
มันเหมือนการให้ความเคารพต่อตัวเอง
ให้เกียรติต่อตัวเอง และเห็นความสำคัญของตัวเอง
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ภาวะความฮึกเหิม โอหัง....
หากแต่เป็นการรังสรรค์ให้เรามีจุดยืนที่มั่นคง
หยิบจับทุนเดิมๆ
มาบูรณาการสู่ความเป็นปัจจุบันและอนาคตอย่างเป็นเหตุเป็นผล...
ไม่ใช่เดินทางราวกับคนไร้รกราก
หรือไม่ก็เดินทางเยี่ยงคนที่ไม่เคารพต่อประวัติศาสตร์ของตัวเอง-
(ไม่รู้อดีต-ปัจจุบันสั่นคลอน-มองอนาคตพร่ามัว)
ยินดีกับอาจารย์ค่ะที่มุ่งมั่นจนสังคมยอมรับคุณค่าผ่านการพิสูจน์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เป็นบันทึกที่ทรงพลังพร้อมทิ้งคำถามน่าคิด
แต่จะทำยังไงล่ะ ให้แต่ละคนสามารถนำประวัติศาสตร์มาบูรณาการให้เข้ากับ "ปัจจุบัน" เพื่อพยากรณ์ไปสู่ "อนาคต" ได้...
เคยดูภาพยนต์เก่า สมัยที่รถยนต์ถูกประดิษฐ์ขึ้่นมาใหม่ๆ
เมื่อ รถวิ่งไปเจอโคลน วิ่งไม่ไป รถม้าวิ่งแซงหน้า
หากตัดตอนตรงนั้น แล้วบอกว่า เห็นไหมละ อย่างไรก็สู้ของเดิมไม่ได้
เราก็คงไม่มีรถขับไปมาอย่างปัจจุบันนี้
ดังนั้น ในความเห็น
ประวัติศาสตร์ที่สร้างอนาคต คือ การเคารพแต่ไม่ยึดติด กระมังค่ะ
ตามมาเชียร์ขอให้มีความสุขกับการทำงานและปีใหม่นี้ครับ เย้ๆๆ
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ ค่ะ
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/472891
ขอบคุณค่ะ อ่านแล้วคิดถึงแนวพระราชดำริในการพัฒนาคน.."เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา"
สวัสดีครับ พี่Sila Phu-Chaya
อันที่จริงผมดีใจมากเลยครับที่เริ่มมีการกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ผมเองชอบจดชอบจำ และรื้นค้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยู่บ้าง เลยพลอยให้มีข้อมูลเหล่านี้ในระดับหนึ่ง และพยายามทำสิ่งเหล่านี้มาเป็นฐานคิด เพ่อให้เห็นรอยต่อของกิจกรรมและเรื่องบางเรื่อง ซึ่งก็ยืนยันว่าหวนคิดถึง แต่ไม่ใช่ "จมจ่อม" อยู่กับเรื่องในอดีตมากจนทำให้ปัจจุบันย่ำเดินอยู่กับที่...
กรณีเช่นนี้ เหมือนการสะกิดให้นิสิต หรือผู้เรียน หันกลับไปทบทวนเรื่องราวบ้านเกิดและรากเหง้าตัวเองได้เหมือนกัน..
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ คุณ ป.
ประวัติศาสตร์ที่สร้างอนาคต คือ การเคารพแต่ไม่ยึดติด
..
ข้อสรุปข้างต้นที่คุณ ป.สรุปนั้น ชัดเจน เห็นเป็นรูปธรรม และมีพลังมากครับ
เสียดายก็แต่การปฏิรูปหลักสูตร เรื่องหลายเรื่องทางประวัติศาสตร์หายไปจากตำราเรียนอย่างน่าใจหาย นักเรียนไม่รู้เรื่องราวสำคัญๆ ของสังคมเลย ยิ่งสนใจใคร่รู้ หรือเรียนรู้ด้วยตนเองน้อยลง ยิ่งทำให้ขาดแก่นสารอันเป็น "ตัวตน" ของตัวเอง..เหมือน "รู้เขา...ไม่รู้เรา" หรือไม่ก็ "ไม่รู้เขา..ไม่รู้เรา" ไปพร้อมๆ กัน...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
ขอบพระคุณที่แวะมาเสริมพลังใจให้กับผมนะครับ...
และขอให้ทุกๆ วันของอาจารย์ฯ เต็มไปด้วยคุณค่าและความหมายต่อตัวเอง-คนรอบกาย ..
สุขภาพกาย..สุขภาพใจ...แข็งแรงๆ
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ นะคะอาจารย์
อดีตย้อนให้เข้าใจ
ปัจจุบัน ใช่....ดีที่สุด
อนาคตเพื่อลูกหลาน
ส่งความปรารถนาดีให้อาจารย์เบิกบานทุกสิ่งที่ตั้งใจทำ
สุข สมหวัง ทั้งครอบครัว การงานและสังคมนะคะ
สวัสดีปีใหม่ค่ะท่านอาจารย์แผ่นดิน
อ่านบันทึกนี้ทั้งโดนและเร้าพลังค่ะอาจารย์
สวัสดีปีใหม่ค่ะอาจารย์ ขอให้อาจารย์และครอบครัวมีความสุขและสุขภาพแข็งแรงค่ะ