การเรียนรู้ในแบบฉบับที่พยายามกลับคืนสู่ต้นน้ำให้ได้มากที่สุดเช่นนี้ ผมถือว่านิสิตทำได้ดีแล้ว และเชื่อว่าการเรียนรู้ในครั้งนี้ จะช่วยให้นิสิตเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาไทยที่สะท้อนภาพความพอเพียง ประหยัดพลังงาน และเห็นความเป็นปึกแผ่นของผู้คนที่รักและอาทรต่อกันอย่างมหัศจรรย์

สองวันที่ผ่านมา  ทานเสียงเรียกร้องจากภายในตัวเองไม่ไหว  เลยจำต้องสัญจรลงบ้านดอนหน่องอีกรอบ  ทั้งๆ ที่ก่อนนี้ได้เปรยบอกไปกับเจ้าหน้าที่และนิสิตชัดเจนแล้วว่า “เวทีนี้ไม่มีพี่เลี้ยง”

 

ก็ดังที่เขียนถึงในบันทึกที่แล้วว่าในทุกกระบวนการของ “กฐินโบราณ”  ผมได้ร้องขอให้ชาวบ้านช่วยสร้างกระบวนการให้นิสิตได้เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงในเรื่องนั้นๆ อย่างเต็มที่  โดยถ้าเป็นไปได้ก็ขอให้ได้ร่วมคิด และร่วมทำตั้งแต่แรกเริ่มให้ได้มากที่สุด  หรือ “ไปให้ถึงต้นน้ำให้ได้มากที่สุด” นั่นเอง

 

 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน  ทั้งผมและชาวบ้านสร้างโจทย์การเรียนรู้ร่วมกันในเรื่อง “ลานลวดข้าว” แบบโบราณๆ อันหมายถึงการนำมูลวัวมูลควายมาฉาบทาบนลานดินเพื่อใช้เป็นสถานที่ในการ “นวดข้าว”  กระบวนการที่ว่านั้น ผมคุ้นชินเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก  และเรียกสิ่งนั้นว่า “ทาลาน” หรือไม่ก็เรียกว่า “ยาลาน” (ญาลาน) 

เดิมผมตั้งใจให้นิสิตที่เป็นลูกฮักมานอนค้างกับพ่อฮักและแม่ฮัก  เพื่อจะได้ตื่นเช้าๆ ช่วยพ่อฮักแม่ฮักจูงวัวจูงควายออกจากคอก  พร้อมๆ กับการรับหน้าที่ตักมูลวัวมูลควายสดๆ ใหม่ๆ มาใช้เป็นวัตถุในการทาลาน  แต่ด้วยข้อจำกัดมากมายก็เลยต้องละข้ามไปก่อน

 

 

ก่อนการลงมือทาลาน  ผมให้มอบหมายเจ้าหน้าที่ในการเชิญแกนนำชาวบ้านมานั่งล้อมวงโสเหล่เกี่ยวกับเรื่องสายธารวัฒนธรรมของข้าว  โดยเน้นกระบวนการ หรือคติชนที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนของการเกี่ยวและการนวด 

 

ผมจำเป็นต้องสร้างกระบวนการเล็กๆ เช่นนั้นเพื่อให้นิสิตได้เกิดความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวกับการที่จะทาลาน  เพราะงานนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความชำนาญการอยู่ค่อนข้างมาก  จึงไม่อยากปล่อยปละให้ทำไปเรียนรู้ไปราวกับมือใหม่ที่ไร้องค์ความรู้เสียทั้งหมด

 

 


โดยส่วนตัวผมนั้น  ผมถือโอกาสเล่าตำนาน “สุนัขเก้าหาง” ให้นิสิตและชาวบ้านได้รับฟัง  เพราะนั่นคืออีกตำนาน หรือมุขปาฐะที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของสุนัขที่เคยแอบขโมยเมล็ดข้าวจากเทวดาบนสรวงสวรรค์มาให้มนุษย์เพาะปลูกเพื่อบริโภคแทนเผือก แทนมัน.. 

ซึ่งนิสิตและชาวบ้านทั้งหมดที่นั่งอยู่ในวงโสเหล่ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยได้รับรู้ตำนานดังกล่าวเลยสักครั้ง  พอถัดจากนั้นเปลี่ยนบรรยากาศเป็นเรื่องเล่าของชาวบ้านบ้าง  ซึ่งเรื่องที่เล่าก็ยังเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม หรือวัฒนธรรมของการเกี่ยวข้าว  การทาลาน  การหาบฟ่อนข้าวจากท้องทุ่งสู่ลานนวดข้าว ...และการนวดข้าว หรือที่คนแถวบ้านผมเรียกว่า "ฟาดข้าว" ทั้งสิ้น

 

 

ภายใต้เวลาอันจำกัดนั้น  ผมพยายามเชื่อมร้อยให้เกิดภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนทุกอย่าง  เผื่อว่าเมื่อนิสิตลงมือปฏิบัติ จะได้ช่วยลดทนข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นให้เหลือน้อยที่สุด  โดยผู้นำชุมชนได้อธิบายให้นิสิตฟังในหลายเรื่อง  เป็นต้นว่าการถากหญ้าเพื่อรองรับการทาลาน  การเตรียมไม้กวาด (ไม้ขัดมอญ)  ซึ่งโดยปกติผมจะเรียกติดปากและชินหูมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กว่า “ไม้คันมอญ” นั่นเอง 

ในประเด็นไม้ขัดมอญนั้น  ผู้นำชาวบ้านได้อธิบายสรรพคุณแบบสารพัดประโยชน์  แต่เน้นให้เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดก็คือคุณลักษณะของการมีกิ่งก้านหนา เหมาะต่อการนำมาปัดกวาด โดยเฉพาะการปัดกวาดลานดิน  หรือลานบ้านที่ไม่ต้องการความพิถีพิถันอันใดนัก  แถมยังมีความเหนียวหนา  ไม่เปราะบาง  อีกทั้งยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร   กล่าวคือช่วยขับเสมหะ แก้อาเจียน แก้สะอึก แก้พิษหัด แก้ดีพิการ  บำรุงกำหนัด แก้กามตายด้าน แก้อีสุกอีใส  หรือไม่ก็ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ขับนิ่วในปัสสาวะ แก้ท้องผูกได้เป็นอย่างดี  ด้วยการนำรากมาต้มน้ำ หรือไม่ก็นำรากมาต้มผสมกับลำต้นด้วยก็ได้

 

 

สำหรับขั้นตอนการทาลานนั้น  แกนนำชาวบ้านได้อธิบายอย่างฉะฉานตั้งแต่การเตรียมลาน ถากหญ้า  เตรียมมูลวัวมูลควายที่มีสภาพสดใหม่  รวมไปถึงการฉีดน้ำให้ลานดินไม่แห้งจนเกินไป  โดยยึดโยงถึงอดีตกาลที่ต้องหาบน้ำด้วยไม้คาน  ซึ่งถือเป็นศิลปะอีกอย่างหนึ่งของการใช้ชีวิต  ถัดจากนั้นก็นำไปสู่การอธิบายขั้นตอนของการหมักหรือแช่มูลวัวมูลควายด้วยการใช้เท้าทั้งสองย่ำลงในกองมูลนั้นๆ ให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ได้มากที่สุด  เพื่อจะได้สะดวกต่อการทาฉาบไปทั่วบริเวณลาน 

แน่นอนครับการทาฉาบ หรือฉาบทาเช่นนี้จะช่วยให้ลานข้าวไม่มีรู  เป็นการป้องกันไม่ให้ข้าวเปลือกหลุดร่อนจมหายไปกับผิวดิน  ทั้งในขนาดนวด (ฟาดข้าว) และการกวาดข้าวด้วยไม้ขัดมอญ 

ไม่เพียงแต่เฉพาะเท่านั้น  การโสเหล่ดังกล่าวยังผูกโยงถึงศาสตร์และศิลป์ในการทำ “ลอมข้าว”  ให้แข็งแรงคงทน เช่นเดียวกับการทำซุ้มเพิงพักจากฟางที่ยิ่งเล่ายิ่งชวนให้ผมคิดถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ตัวเองเป็นที่สุด เพราะในสมัยนั้นต้องจุดตะเกียงเจ้าพายุนวดข้าวโต้ลมหนาว  แถมยังได้ซุกตัวนอนในซุ้มที่ก่อขึ้นจากฟางที่ผ่านการนวดด้วยมืออย่างภาคภูมิใจ  และแสงตะเกียงอันวูบไหวนั้น ก็เป็นสัญญาณที่สื่อให้รู้ว่าแปลงนาผืนนั้นกำลัง “นวดข้าว”  จนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมของการละเล่น หรือขับร้องอย่างสรวลเสเฮฮา

 

 

ครับ,ในเวลาอันน้อยนิดนั้น  ถึงแม้จะไม่ปรากฏรายละเอียดอันลึกซึ้งอะไรมาก  แต่ก็เชื่อเหลือเกินว่านิสิตจะสามารถเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง หรือแม้แต่การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในเรื่องเหล่านี้ได้เอง  ซึ่งผมดีใจเป็นที่สุดเพราะเมื่อถามทักก็ได้รับรู้ว่านิสิตทุกคนยังไม่เคยทาลานและทำลอมข้าวเลยสักครั้งเดียว 

เสียดายก็แต่ยังไม่มีโอกาสได้ชวนโสเหล่ถึงเรื่องราวการนวดข้าวโดยใช้วัวและควายเท่านั้นเอง  เพราะในห้วงหนึ่งของชีวิต  ผมก็ยังพอได้เห็นอยู่บ้าง  ซึ่งภายหลังการเรียนรู้ร่วมกันในเชิงลึกมากกว่านี้  คงได้มีเวลากลับมาบอกเล่าสู่กันฟังอีกรอบ

หากแต่สำหรับการเรียนรู้ในแบบฉบับที่พยายามกลับคืนสู่ต้นน้ำให้ได้มากที่สุดเช่นนี้  ผมถือว่านิสิตทำได้ดีแล้ว และเชื่อว่าการเรียนรู้ในครั้งนี้  จะช่วยให้นิสิตเห็นคุณค่าของภูมิปัญญาไทยที่สะท้อนภาพความพอเพียง  ประหยัดพลังงาน  และเห็นความเป็นปึกแผ่นของผู้คนที่รักและอาทรต่อกันอย่างมหัศจรรย์

บางทีเรื่องราวในอดีตเฉกเช่นที่กล่าวมา อันเป็นกลไกสำคัญในการปรับแต่งให้ชีวิตคนเรา หรือแม้แต่วิถีสังคมอันเร่งรีบ และหยาบกร้านในวันนี้ได้ชะลอฝีเท้าลงบ้าง

 

...
๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๔
ลานวัดศรีสุข-บ้านดอนหน่อง
มหาสารคาม