beeman 吴联乐
นาย สมลักษณ์ (ลักษณวงศ์) วงศ์สมาโนดน์

1.ชีวิตวัยเด็กที่นครนายก (๑)


     เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน โปรดอ่านเรื่องราวที่มีมาก่อน จากบล็อก (เรื่องเล่าจากความทรงจำของ beeman)  

     ผมเกิดเมื่อวันเสาร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีกุน ตรงกับปฏิทินฝรั่งวันที่ 7 เดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ.1959 หรือปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ที่บ้านของยายหรืออาม้า เป็นบ้านยกพื้น ๒ ชั้น บ้านเลขที่เท่าไรจำไม่ได้เสียแล้ว บ้านที่เกิดอยู่ริมแม่น้ำนครนายก เรียกว่าปากคลองบางไพร ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก

    ช่วงที่ตกฟาก คือตอนเช้ามืด ตีห้ากว่าๆ มีหมอตำแยมาชื่อ "เจ๊นี" ซึ่งอายุมากกว่าแม่ มาช่วยทำคลอดให้ เจ๊นีคงเอาไม้ไผ่ต้มน้ำร้อนตัดสายสะดือ ส่วน "รก" ตามความเชื่อโบราณก็เอาไปฝังไว้ แต่จะฝังไว้ที่ไหนแม่ก็จำไม่ได้เสียแล้ว ตอนนั้นแม่อายุราว ๔๔ ปี

    เล่ามาถึงตอนนี้ขอแทรกความรู้เกี่ยวกับคำว่า "ตกฟาก" ไว้เสียหน่อย เพราะเป็นความรู้ที่เพิ่งทราบความหมาย คือ สมัยก่อนเมื่อเมืองไทยยังอุดมสมบูรณ์มีป่าไม้ชุกชม คนไทยก็ใช้ประโยชน์จากป่า บ้านเรือนสมัยก่อนบางแห่งทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงจาก และใช้กระบอกไม้ไผ่มาสับตามยาวแบะให้เป็นแผ่นใช้สำหรับปูพื้นเรือน เรียกกันว่า "ฟาก"

    สมัยก่อนคงมีการใช้ฟากเป็นพื้นเรือนกันอย่างแพร่หลาย เมื่อผู้หญิงจะคลอดลูก ก็คลอดกันที่บ้านและไปตามหมอตำแยมาทำคลอด ก็คลอดกันบนพื้นเรือนนั้นเลย พอเด็กคลอดออกมาบนพื้นเรือนหรือฟาก เลยเรียกว่า "ตกฟาก"

    กลับมาเล่าต่อ.. แม่ไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯ และนครนายก คือ แม่เกิดที่นครนายกในสมัยรัชกาลที่ ๖ (ประมาณ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2459) ต่อมาเมื่อแต่งงานกับเตี่ย และเมื่อเตี่ยย้ายไปทำงานที่กรุงเทพฯ แม่ก็ตามเตี่ยไปอยู่กรุงเทพฯ ช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ แม่กับเตี่ยพาลูกๆ หนีระเบิดมาอยู่นครนายก ตอนนั้นแม่มีลูก ๓ คนแล้ว เป็นผู้หญิงสอง ชายหนึ่ง (เตียง,เผ็ก,เกี๊ยก)

   ต่อมาสงครามสงบ แม่กับเตี่ยก็พาลูกๆ ไปอยู่กรงเทพฯ อีก คราวนี้ไปเช่าบ้านอยู่แถวๆ วัดตะเคียน เจ้าของบ้านเช่าเป็นแขกมีเมียแล้ว แต่มาชอบพี่สาวคนที่สอง (เผ็ก) เลยมาขอกับแม่ แม่ไม่ให้ แขกก็เลยกลั่นแกล้ง ไม่ยอมเก็บค่าเช่าแต่บอกคนอื่นว่าแม่ค้างค่าเช่า และยังเอากุญแจมาใส่ห้องน้ำห้องส้วมไม่ให้เข้าอีกด้วย

   แม่ไม่สบายใจ เพราะถูกข่มเหงจึงคิดว่า "อย่าให้เขาข่มเหงเราเลยดีกว่า" แม่จึงอพยพลูกๆ ย้ายกลับมาอยู่กับอาม้าที่นครนายกเหมือนเดิม ก่อนย้ายมาแม่มีลูกคนที่ ๘ แล้ว (ลูกชายคนที่ ๕)  ชื่อโส่ว "โส่ว" แปลว่าลูกคนเล็ก เพราะตอนนั้นแม่อายุ 40 กว่าแล้ว คิดว่าคงจะไม่มีลูกอีก

    เตี่ยไม่ได้ย้ายมาด้วย ยังคงไปๆ-มาๆ ระหว่างกรุงเทพฯและนครนายก เพราะยังมีงานทำที่โรงรถ (สามล้อ) ในกรุงเทพฯ 

    เมื่อผมเกิดในปี ๒๕๐๒ นั้น พี่ชายคนโต (เกี๊ยก) ยังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนชายประจำจังหวัดนครนายก  ชื่อ นาครส่ำสงเคราะห์ ซึ่งภายหลัง (๕ สิงหาคม ๒๕๑๔) ได้รวมกับ โรงเรียนศรีนครนายก (โรงเรียนหญิง) และเปลี่ยนชื่อมาเป็น นครนายกวิทยาคม

    เข้าใจว่าตอนนั้นพี่ชายผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๘ หรือ ม.๘ (ในระบบที่เรียนชั้นประถม ๔ ปี และมัธยม ๘ ปี) เป็นคนไปแจ้งเกิดให้ผม เนื่องจากผมเป็นลูกชายคนที่ ๖ หรือคนที่ ๙ ของครอบครัว "แซ่โง้ว" เป็นคนสุดท้องที่เป็นลูกหลง (ห่างจากพี่คนเล็ก โส่ว ๒ ปีครึ่ง)

    เมื่อนับหนึ่งถึงสิบในภาษาแต้จิ๋ว หก คือ ลัก ดังนั้นเตี่ยจึงตั้งชื่อให้ผมว่า "โหง่วเลี่ยงลัก" ชื่อ เล่นชื่อ "ลัก" (ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมไม่อยากให้เรียกว่า "ลัก" จึง บอกพี่ๆ ไปว่าผมชื่อ "six" ซึ่งแปลว่าหกเหมือนกัน) ส่วนชื่อไทยแม่จะเป็นคนตั้งให้ ตั้งชื่อว่า "สมลักษณ์" คือ ลูกที่แม่ตั้งชื่อให้จะมีคำว่า "สม" นำหน้า เช่น สมศักดิ์,สมชาติ,สมชาย เป็นต้น

    เมื่อแม่ตั้งชื่อผมว่า "สมลักษณ์" แล้วคงมีการสื่อสารที่เข้าใจไม่ตรงกัน เมื่อพี่ชายผมไปแจ้งเกิดที่อำเภอ ชื่อผมกลายเป็น "สมคิด" ไป มาภายหลังจึงมีการแจ้งเปลี่ยนชื่อกลับมาเป็น "สมลักษณ์" ตามเดิม สมลักษณ์มีความหมายตรงตัวคือ สมลักษณะ..

    ขอเล่าเรื่องประวัติเมืองนครนายกแทรกตรงนี้สักเล็กน้อย เดิมเมืองนี้ชื่อว่า "บ้านนา" มีเรื่องเล่ากันมาว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ดินแดนแห่งนี้เป็นป่ารกชัฏ เป็นที่ดอน ทำนาหรือทำการเพาะปลูกอะไรไม่ค่อยได้ผล มีไข้ป่าชุกชุม ผู้คนจึงพากันอพยพกันไปอยู่ที่อื่น จนเมืองนี้กลายเป็นเมืองร้าง

     ต่อมาพระมหากษัตริย์ทรงทราบความเดือนร้อนของประชาชน จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกภาษีค่านาเพื่อจูงใจชาวเมืองให้กลับมาอยู่ที่เดิม ทำให้มีผู้คนอพยพมาอยู่เพิ่มมากขึ้น จนเป็นชุมชนใหญ่ และเรียกเมืองนี้กันติดปากว่า "เมืองนายก" ภายหลังกลายเป็นจังหวัดนครนายก

   ตอนที่ผมเกิดนั้น แม่อยู่บ้านอาม้า และดูแลบ้านแทนอาม้าด้วย อาม้าย้ายไปอยู่กับลูกชายซึ่งมีเพียงคนเดียวคือ อากู๋จิวที่กรุงเทพ ตอนนั้นอากู๋จิวมีฐานะดีขึ้นแล้ว

  ช่วงที่ผมจำความได้ ไม่เห็นเตี่ยที่นครนายก ตอนนั้นเตี่ยอยู่ที่กรุงเทพฯ ส่วนแม่ก็เลิกกิจการค้าขายและทำขนม คงแต่ทำงานบ้านเลี้ยงดูลูกๆ ลูกที่อยู่กับแม่ตอนนั้นก็มีพี่สาวคนเล็ก (หมวย) พี่ชายคนที่สาม (โข่ง) พี่ชายคนที่สี่ (หง่า) และพี่ชายคนเล็ก (โส่ว) รวมทั้งผมด้วยเป็น ๕ คน

   แม่ได้รับสตางค์จากทุนของพี่ชายคนโต, เงินเดือนของพี่ชายคนที่สอง และเตี่ย

   พี่ชายคนโตนั้นเรียนเก่ง คือมีความจำดี พอจบม.๘

หมายเลขบันทึก: 467139เขียนเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2011 06:59 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2013 20:59 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกันจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี