เคยมีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่สีเขียว สงวนไว้เพื่อการเกษตรกรรมและให้เป็นพื้นที่รับน้ำมาถึงยุคหนึ่งราวปีพ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมานักการเมือง-รัฐบาลก็แก้กฎหมาย ยกเลิกพื้นที่สีเขียวและ กำหนดให้เป็นพื้นที่ลงทุนอุตสาหกรรม เกิด โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ราวดอกเห็ดแทนที่ทุ่งนาเขียวขจี

คนอยุธยารุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย เขารอคอย เตรียมตัวรอต้อนรับด้วยความเบิกบาน เพราะ น้ำหลาก เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติของถิ่นนี้ เป็นฤดูกาล น้ำหลากจะมาใน ช่วงระหว่างเข้าพรรษา มีฝนตกประกอบ

ท้องทุ่ง ท้องนา คูคลองชุมชนรายทาง เคยเป็นที่ต้อนรับน้ำหลากให้พักการเดินทางแล้วค่อยๆล่องลงไปเพื่อออกสู่ทะเล

เคยมีกฎหมายคุ้มครองพื้นที่สีเขียว สงวนไว้เพื่อการเกษตรกรรมและให้เป็นพื้นที่รับน้ำมาถึงยุคหนึ่งราวปีพ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมานักการเมือง-รัฐบาลก็แก้กฎหมาย ยกเลิกพื้นที่สีเขียวและ กำหนดให้เป็นพื้นที่ลงทุนอุตสาหกรรม เกิด โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม ราวดอกเห็ดแทนที่ทุ่งนาเขียวขจี

พื้นที่รับน้ำก็หดหายไปด้วย

แต่ธรรมชาติแห่งฤดูกาลน้ำหลากยังคงมีอยู่ ทว่าวิธีคิดของชาวนายุคพัฒนาและการทำนาเพื่อเน้นการส่งออก ทำให้ นาข้าว แปรสภาพเป็น ภูมิชีวิตที่อ่อนแรง หายใจระรวย และ ป่วยเป็นโรคกลัวน้ำ

กฎหมายนี้ทำให้พื้นที่นาของอยุธยาในปัจจุบัน น้อยลงๆ ในแต่ละปี เพราะได้เปิดช่องให้ใครอยากทำอะไรก็ได้ นา กลายเป็น หมู่บ้านจัดสรรบ้าง เป็น โกดังสินค้า บ้าง เป็นที่ขนถ่าย-เก็บถ่านหินบ้าง ไม่ต้องไปดูไกลเพราะอยู่แถวอำเภอนครหลวง ไม่ไกลจากบ้านผู้เขียนนัก

จะพูดไปไยถึงความดี ความงาม ความรู้-ภูมิปัญญาในการมีชีวิตเป็นสุขในยุคแต่ก่อนเก่า เพราะจะเป็นการบ่น โหยหาอดีตให้คนสมัยใหม่เย้ยเอาในความหลงอดีตเปล่าๆ

หน้าน้ำ มะกอกน้ำแก่จัดพอดี

 

ผู้เขียนนำมาเชื่อมไว้ทานเล่นยามน้ำท่วม เที่ยวนี้เค็มไปหน่อย

 

อย่างไรก็ตามหากมองให้ถึงแก่น ว่าความสุขยามน้ำหลาก เคยมีอยู่จริง และไม่ใช่แค่ความสุขเล็กๆน้อยๆ แต่นั่นคือ วิถีชีวิต

ความรู้ตามภูมิ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ ก็มีอยู่จริงซึ่งยังมีหลงเหลืออยู่ในผู้คน

เมื่อศึกษาจากประวัติศาสตร์ การทำนาแต่ครั้งอยุธยาเป็นราชธานีและมีสถานะเป็นถึง ราชอาณาจักรสยาม นั้น การทำนานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ใช่แค่ คนทำนาเพราะต้องทำนา แต่ความสำคัญของการทำนาได้สะท้อนให้เห็นทั้งในประเพณีและราชพิธี ว่าคนยุคก่อนเอาจริงเอาจัง เห็นเรื่องนี้สำคัญเพียงใด

ขอยกเนื้อหาที่ ดร.ธิดา สาระยา เขียนไว้ใน ความนำ: กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา หนังสือ อยุธยา สำนักพิมพ์สารคดี

...หลายท่านคงไม่ลืมคำพูดแบบไทยๆเราที่ว่า “เดือนสิบเอ็ดน้ำนอง เดือนสิบสองน้ำทรง พอเดือนอ้าย เดือนยี่ น้ำก็รี่ไหลลง” คำนี้สะท้อนภาพของสังคมชาวนาที่ขึ้นอยู่กับความผันแปรของธรรมชาติ น้ำมาก น้ำน้อย มีความหมายยิ่งต่อชีวิตของเขา

เอกสารเก่าของราชอาณาจักรสยามประกอบด้วยใบบอกน้ำฝนต้นข้าวเป็นจำนวนมาก เสมือนข้อมูลทางสถิติที่รัฐเอามาประกอบการพิจารณาว่า จะทำอย่างไรจะสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวนาผู้ปลูกข้าว พิธีกรรมและราชพิธีสั่งสมสืบต่อกันมาทั้งระดับหลวง ระดับราษฎร์ เป็นไปเพื่อการนี้จำนวนมาก จึงไม่น่าแปลกใจอันใดที่นอกจากพระราชพิธีในเดือน ๑๑-๑๒ แล้ว รัฐอยุธยายังประกอบ พิธีเรียกลมในเดือนอ้าย อีกด้วย เรียกลมมาไล่น้ำให้ลดลงโดยเร็ว ไม่ให้ข้าวยืนต้นเน่าตาย เมล็ดข้าวในรวงแก่จะร่วงหล่นเสียในน้ำ ชาวนาก็เกี่ยวข้าวไม่ได้เพราะน้ำมาก ความในกฎมณเฑียรบาลเรียกพิธีนี้ว่าไล่เรือ สมัยรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีพิธีการนี้แต่เรียก พิธีไล่น้ำ...

หลายท่านคงได้อ่านข่าวว่าในช่วงน้ำท่วมปีนี้แหละ ท่านผู้ว่ากทม. นอกจากจะวางแผนและดำเนินการปกป้องกทม.ไม่ให้น้ำเข้าท่วมแล้ว ท่านยังได้ประกอบ พิธีไล่น้ำ ด้วย แต่ไม่ได้ขอลมไล่น้ำจากนาข้าว ท่านขอแค่ลมมาไล่น้ำไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพชั้นในเท่านั้น แถมยังทำเป็นเรื่องภายเพราะมีเสียงครหาว่าเป็นความงมงาย

ปลาเสือมาว่ายเล่นข้างศาลา

คนต่างจังหวัดอายุรุ่นใกล้หกสิบขึ้นไป ได้ทันมีโอกาสใช้ชีวิตเป็นสุขในหน้าน้ำหลากในท้องนาที่นองไปด้วยน้ำ ก็มีพืชน้ำในนาทั้ง ผักบุ้ง ผักกระเฉด สันตะวา แพงพวย ที่ชูช่อให้พายเรือ เข้าไปเก็บมาทำกับข้าว พี่น้อยแม่บ้านของผู้เขียน เป็นชาวอยุธยา เคยอยู่ที่ อำเภออุทัย เล่าว่า หน้าน้ำพายเรือแหวกต้นข้าวเข้าไปในนา ไปเด็ดยอดผักบุ้งที่ชูช่อสลอน เวลาเด็ดเสียงดัง เป๊าะ ๆ

คนข้างกายก็เล่าว่ามีปลาตะเพียนเกล็ดขาวสะท้อนวับวาวขึ้นมารับน้ำฝนในนายามฝนพรำ และยังมีปลาแขยงปลายข้าวว่ายลัดเลาะกอข้าวที่ออกรวงงาม

เมื่อถึงปลายพรรษา ปลายฝน ต้นหนาว “ลมข้าวเบา” พลิ้วมา อากาศหนาวต้องผิวกายยามพายเรือแหวกต้นข้าวเข้าไปเก็บยอดผักและสายบัวแต่เช้ามืด

มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความอุดมสมบูรณ์ ข้าวปลาอาหาร ริมคลอง ดอกโสน ออกดอกดูเป็นจุดเหลืองๆกระจายระย้าทั้งต้น กวัดไกวไปมาตามสายลม ในน้ำมีปลามากมาย ทั้ง ปลาสร้อย ปลากด ปลาเนื้ออ่อน ปลาดุก ปลาช่อน สารพัดปลา

เมื่อก่อน คนอยุธยามักทำนาปี  น้ำหลากมาไม่ได้ทำลายนาข้าวอย่างยุคนี้ ดังที่พระคุณเจ้า พระมหาแล อาสโย ขำสุข ได้มาเล่าไว้เห็นภาพแจ่มชัดถึงวิถีชีวิตชาวนาในบันทึกก่อนๆของผู้เขียน ขอกราบขอบพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งค่ะ

Ico48

เจริญพรคุณนายดอกเตอร์

เมื่อวันที่๑๖กันยายน ๒๕๕๔ ได้ไปเยี่ยมคนแก่สองตา-ยายบ้านถูกน้ำท่วมที่ บ้านดอนม่วง อำเภอวังทอง พิษณุโลก หมู่บ้านนี้อยู่หลังวัดที่อาตมาจำพรรษา บ้านคุณยายน้ำท่วมถึงบันไดขั้นที่สาม

ก่อนไปบ้านคุณยายได้แวะไปนาโยมจำรัส เอี่ยมสำอาง ซึ่งเป็นไวยาวัจกรวัดศรีโสภณช่วงเดินทางกลับวัดโยมท่านได้คุยให้ฟังว่า เมื่อสามสิบปีสี่(สิบ?)ปีที่แล้ว เคยทำนาในหนองในบึงที่มี ความลึกของระดับน้ำเป็นวา(๒เมตร)กว่า แต่ข้าวไม่ตาย

ที่ข้าวไม่ตายเพราะ ใช้ข้าวพันธุ์นาเมือง ชื่อ ข้าวขึ้นน้ำ นั่นเอง

ข้าวขึ้นน้ำมีความสามารถในการหนีน้ำได้ดีมากด้วยการยืดปล้องข้าวให้พ้นน้ำเมื่อน้ำท่วม ข้าวชนิดนี้จะใช้ได้เหมาะสมในพื้นที่นาลุ่มที่น้ำท่วมขังมากๆเท่านั้นจึงจะดี ถ้านำไปปลูกในนาดอนมีน้ำน้อย กลับไม่งอกงามเท่าที่ควร คือถ้าน้ำน้อยไปจะได้ผลผลิตต่ำหรือออกรวงได้ไม่เต็มที่

โยมบอกว่าข้าวขึ้นน้ำนั้นเวลาน้ำนองมากๆ แค่วันสองวันจะเห็นต้นข้าวหนีน้ำต้นยาวเหมือนผักบุ้งเลย ข้าวขึ้นน้ำนี้ถือเป็นข้าวหนัก มีอายุเก็บเกี่ยวหลังข้าวเบา ข้าวกลาง เกี่ยวข้าวกลางเสร็จแล้ว ข้าวขึ้นน้ำก็สุกเกี่ยวได้พอดี

ประสบการณ์ของตนเอง ตอนที่อาตมาทำนาที่ บ้านห้วยน้อย อำเภอหนองบัวนครสวรรค์ นั้น(๒๕๒๓-สามสิบกว่าปีที่แล้ว) เนื่องจากพื้นที่นาของอาตมาต่างระดับกัน ถึงสามระดับ ที่โคก-ที่ดอนมากก็ทำข้าวเบา ลาดต่ำลงมาก็ข้าวกลาง ในร่องน้ำลึกหรือในหนองน้ำ ก็ต้องใส่(ใช้)ข้าวขึ้นน้ำจึงจะได้กิน(ข้าวอื่นจมน้ำตายหมด)

คนบ้านอาตมา เรียกคนอยุธยาที่ทำนาว่า"ชาวนาทุ่ง" นาทุ่งตามความเข้าใจของชาวนาอย่างอาตมาก็คือพื้นดินที่นาที่เป็นทุ่งราบเรียบเสมอกัน มองสุดลูกหูลูกตาโดยไม่เห็นต้นไม้หรือหัวปลวกเลยประมาณนั้น

พื้นดินเสมอกันอย่างอยุธยานั้น อันนาใหญ่มากจริงๆ อันนาคือ การแบ่งนาเป็นแปลงสี่เหลี่ยมที่กั้นแต่ละแปลงด้วยหัวคันนา โดยในแต่ละแปลงที่แบ่งแล้วนั้น คนบ้านฉันเรียกว่า "อัน" ที่ อำเภอวังทองเรียกว่า "บิ้ง"

ชาวนาทุ่งนี้ทำข้าวหนัก กว่าจะได้เกี่ยวก็ประมาณ เดือนยี่ เดือนสาม(คือก่อนปี๒๕๒๒,๒๕๒๓ อาตมาบวช) เมื่อข้าวหนักยังไม่ได้เกี่ยว ชาวนาทุ่งก็ว่าง จึงไปรับจ้างเกี่ยวข้าว ในพื้นที่นาดอนที่ทำข้าวเบาที่ข้าวสุกก่อน หลังจากนาดอนเกี่ยวเสร็จแล้ว ก็เป็นเวลาที่ข้าวหนักในนาทุ่งสุกพอดี

ชาวบ้านนาดอนก็ตามไปรับจ้างเกี่ยวข้าวนาทุ่ง สลับกันอย่างนี้ จึงทำให้ชาวบ้านสองกลุ่ม ทั้งชาวนาดอนและชาวนาทุ่งรู้จักกันมีความสัมพันธ์กันในทางที่ดี ไว้วางใจกันและกัน ความสัมพันธ์นี้ทำให้เกิดความเชื่อใจกันผ่านคนที่จัดหาแรงงาน(แขกเกี่ยวข้าว)

ผู้จัดหาแขกเกี่ยวข้าวคนใด ที่ได้แรงงานดี(เกี่ยวข้าวดี ไม่ตัดคอรวงข้าว เกี่ยวข้าวเสมอ) ก็มักจะเป็นที่ต้องการของเจ้าของนาโดยไว้ใจให้หาแรงงาน อย่างนี้ถือว่าเจ้าของนาสบายใจหน่อย

สมัย ลา ลูแบร์ ไม่ทราบว่าชาวอยุธยาใช้ข้าวพันธ์อะไร แต่บันทึกนี้ทำให้อาตมานึกถึงข้าวขึ้นน้ำทันทีเลย

ในปัจจุบันโยมไวยาวัจกรท่านบอกว่าหาไม่ได้แล้ว ข้าวขึ้นน้ำ ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลกก็ไม่มีข้าวพันธ์นี้

-------------------

ได้ข้อมูลมาเพิ่มเติมว่า ข้าวขึ้นน้ำ ที่ท่านพระมหาแลฯ กล่าวถึงนั้น คือ ข้าวพันธุ์ฟางลอย ทางอยุธยาน่าจะยังมีพันธุ์ข้าวนี้หลงเหลืออยู่

  •                     
    เห็น ความเข้าใจ ของผู้คนที่ ตีโจทย์ภูมิศาสตร์และการทำเกษตรของตนเองอย่างแตกฉาน
  • เห็น ความสัมพันธ์ของผู้คน ที่แม้จะอยู่ต่างถิ่น ทำนาคนละแบบ แต่วิถีการเกษตรและจังหวะแห่งการเก็บเกี่ยวข้าว-ฤดูกาล ยึดโยงความสัมพันธ์นั้นไว้อย่างงดงาม
  • เห็น การอยู่ร่วมกับน้ำ-ธรรมชาติ อย่างมีความเคารพ และเปี่ยมด้วยมิตรไมตรี

ก่อนมีเขื่อน น้ำหลาก ยังได้นำตะกอนดินอันอุดมสมบูรณ์จากภูเขาทางเหนือมาสู่ท้องทุ่ง ท้องนา

อำนวยให้ อยุธยา นอกจากจะเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศ ยังเป็นผู้ส่งข้าวเป็นสินค้าออกไปประเทศต่างๆตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย

รัฐบาลได้สร้าง เขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ นับว่าเป็นเขื่อนแรกที่สร้างเพื่อเก็บกักน้ำเอื้อให้ชาวนาที่ราบลุ่มภาคกลางทำนาได้ปีละสองครั้ง...ยุคนี้พากันทำนาปีละถึงสามครั้ง

มีผู้กล่าวว่า การสร้างเขื่อนก็คือจุดเริ่มต้นแห่งความเสื่อมสมดุลของระบบนิเวศที่อยุธยามีมาแต่เดิม

ทว่า ...เพื่อการพัฒนา เพื่อชีวิตที่ดีกว่า ที่มั่งคั่งแบบโลกาภิวัตน์ ใครๆก็ต้อนรับการมีเขื่อน ยิ่งเวลานี้กระแสความต้องการมีเขื่อน คงจะแรงกว่ากระแสน้ำหลากที่มาเสียอีก

ประวัติศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ได้ให้บทเรียนแล้วว่า เขื่อน ไม่น่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายในการแก้ปัญหา

น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ชี้ว่า เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารจัดการน้ำด้วยท่าทีใหม่ ต้องอยู่กับน้ำให้ได้ ยังมีวิธีอื่นๆอีกที่สามารถทำให้เราใช้ชีวิตยุคปัจจุบันในยามน้ำมากได้อย่างไม่ทุกข์นักสำหรับคนเมืองหรือถึงขั้นเป็นสุขสำหรับคนต่างจังหวัดที่ใกล้ชิดธรรมชาติก็ย่อมได้

 

 

คนข้างกายยืนยันว่าทางรอดอย่างอยู่ดี มีสุขนั้น เราต้องปฏิวัติวัฒนธรรมอยู่บนฐานที่มั่นคงของเราเอง เขาได้อธิบายชัดเจนถึงแนวทางต่างๆที่เราควรปรับตัวให้สอดคล้องต่อ ภูมิวัฒนธรรม นิเวศวัฒนธรรม และ ชีวิตวัฒนธรรม ซึ่งผู้เขียนอยากบันทึกเก็บไว้ ท่านที่สนใจขอเชิญติดตามอ่านกันได้ค่ะ