แง่บ แง่บ แง่บ ... นี่เป็นพี่หมาโดยสารส่วนตัวของผมฮับ
ต่างฝัน ต่างจุดหมาย ต่างมรรควิถีของชีวิต
แต่ก็ร่วมมือกันได้ฮับ งั่ก งั่ก !!!!
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ค

 ผมเองนั้นก็ประสบกับปัญหาน้ำท่วมทุกปีเหมือนกับคนอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่เป็นคนเดินเท้าและใช้รถสาธารณะในกรุงเทพฯ บ่อยครั้งที่ต้องเดินย่ำน้ำ เปียกปอนเฉอะแฉะไปครึ่งแข้ง แต่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติจากน้ำท่วม น้ำตารินไหลไปกับความเชี่ยวกรากของสายน้ำที่ทำลายผลผลิตในไร่นา คร่าชีวิตผู้คน ล่มบ้านเรือน ชุมชน และหย่อมย่านที่อาศัยทั้งเมือง ให้จมและล่มสลายไปกับน้ำหลาก ผู้คนต่างร่วมแก้ไขปัญหากันไปเฉพาะหน้า

ในแหล่งที่น้ำเอ่อท่วมก็รวมตัวกันพังถนนและประตูปิดกั้นน้ำ ถึงกับก่อตัวเป็นสงครามย่อยๆระหว่างชุมชนที่อยู่ในสภาวการณ์เดียวกันแต่แง่มุมการได้ประโยชน์และเกิดโทษขัดกัน แต่อีกหลายแห่งที่กำลังสร้างถนนและถมคูคลองให้แน่นหนา กินพื้นที่มากกว่าเดิม ก็ยังคงทำไป การมีประสบการณ์ทางสังคม อีกทั้งได้เผชิญวิกฤติร่วมกัน แม้ได้รับรู้พร้อมกัน ทว่า กลับมุ่งประโยชน์ เห็นคุณและโทษต่างกันมากมาย หากให้ลงมติสาธารณะในเรื่องเดียวกันในเวลานี้ ก็คงเหมือนเป็นคนละพวก จึงยากที่สังคมจะมีกำลังคิดแก้ปัญหาเชิงระบบ แต่หากได้ค่อยๆเรียนรู้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง สภาวการณ์ที่กำลังประสบร่วมกันทั้งประเทศ ก็จะสามารถเป็นห้องเรียนและครูที่ดีที่สุดของสังคมไทย

 บันทึกนี้จึงขอร่วมนำเอาวิกฤติน้ำท่วม มาคุยกันเพื่อสื่อสารและเรียนรู้ทางสังคม แปรวิกฤติให้เป็นโอกาส ผมเห็นประเด็นทางสังคมประชากรกับกิจกรรมการดำเนินชีวิตบนถิ่นอาศัยบางอย่าง รวมทั้งเห็นความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของพลเมืองเพื่อเชื่อมโยงตนเองกับถิ่นฐาน ในทุกแห่งหนที่เราได้อยู่อาศัย จึงขอนำมาแบ่งปันเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กัน..........

   พลเมืองและกิจกรรมบนถิ่นฐาน : ปัจจัยเอื้อให้เกิดปัญหาน้ำท่วม  

การขยายตัวของชุมชนและตัวเมืองบนที่ลุ่ม : ในยุคก่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรกเมื่อปี ๒๕๐๔ การก่อตัวของชุมชนจากการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน ย่านที่อาศัย แหล่งการค้า และการขยายความเป็นเมืองของสังคมไทย จะเกิดจากแรงขับด้านปัจจัยพื้นฐานเพื่อการผลิตทางการเกษตร การทำนาไร่ การขนส่งผลผลิต การทำมาค้าขายและพัฒนาระบบเศรษฐกิจจากผลผลิตทางการเกษตรที่สืบเนื่องจากการเป็นสังคมอาศัยอยู่กับน้ำ ดังนั้น ชุมชนพื้นฐานและแหล่งการตั้งถิ่นฐาน ตลอดจนระบบโครงสร้างพื้นฐานในการก่อเกิดการรวมตัวกันเป็นเมืองหลักต่างๆในประเทศเกือบทั้งหมด ยกเว้นบางส่วนซึ่งเป็นพื้นที่เล็กๆในเขตที่สูง จะก่อตัวขึ้นบนที่ราบลุ่มน้ำที่เป็นแอ่งรองรับน้ำที่ดีที่สุดในอาณาบริเวณโดยรอบของแหล่งนั้นๆ เพื่อมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งสร้างผลผลิต ส่วนที่ดอนก็ใช้เป็นแหล่งตั้งศูนย์กลางชุมชน บ้าน วัด ศาสนสถาน แหล่งใช้สอยส่วนรวม

ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้ว การอยู่อาศัยแบบดั้งเดิมของชุมชน จึงเป็นการอาศัยอยู่ด้วยกันกับน้ำ แต่เมื่อขัดแย้งกัน ธรรมชาติจะยอมให้ถูกขจัดออกไปจากวิถีสังคมของมนุษย์ หรือชุมชนอยู่อาศัยของมนุษย์จะยอมให้ธรรมชาติขจัดออกไป การคิดแก้ปัญหาเพียงระดับนี้ ก็ย่อมเกิดการปะทะอย่างรุนแรงต่อกันอยู่โดยพื้นฐานแน่นอน แทนความอหังการ์ว่ามนุษย์จะมีภูมิปัญญาเอาชนะธรรมชาติและเป็นนายธรรมชาติได้นั้น มนุษย์กลับต้องมุ่งเรียนรู้และปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ดังนั้น การแก้ปัญหาและเผชิญทุกข์ภัยต่างๆ หากขาดองค์ประกอบการเรียนรู้ที่จะใช้ภูมิปัญญาจำเพาะกับถิ่นฐานของสังคมไทยเอง ก็เห็นทีจะแก้ปัญหาในระยะยาวไม่ได้

การถมที่ดินและปิดกั้นทางน้ำ...การพังทลายของดินและการสูญเสียระบบนิเวศจากกิจกรรมของมนุษย์ (Man-Made Land Erosion)  :  โดยพื้นฐานการตั้งถิ่นฐานและก่อเกิดการขยายตัวของชุมชนระดับต่างๆบนแหล่งราบลุ่ม ซึ่งแม่น้ำ คูคลอง หนองน้ำ บึง ทะเลสาบ ล้วนเคยเป็นปัจจัยกระตุ้นการผลิตและก่อเกิดการขยายตัวกิจกรรมที่ซับซ้อนให้เกิดมากยิ่งๆขึ้น

ปัจจัยดึงดูดทางสังคมประชากรดังกล่าว ทำให้หน่วยทางสังคมเศรษฐกิจขยายตัวขึ้น การถมที่เพื่อสร้างบ้านเรือนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของชุมชนก็ยิ่งก่อให้เกิดการพังทลายของหน้าดินและระบบนิเวศทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นๆไปในอีกทิศทางหนึ่ง ต่างจากการเกิดพังทลายของดินในแหล่งธรรมชาติ โดยเกิดการเคลื่อนย้ายของดินปริมาณมหาศาล ที่ไม่ได้เป็นการปรับตัวเข้าสู่การรักษาความสมดุลของธรรมชาติ แต่เกิดจากการขนดินจากแหล่งหนึ่ง ไปถมแหล่งการสร้างบ้านเรือนและชุมชนอันเกิดจากกิจกรรมเศรษฐกิจสังคมของมนุษย์บนที่ราบลุ่มน้ำ

เมื่อมองในแง่ที่เชื่อมโยงกับการจัดการวิธีอยู่กับน้ำ จึงมีความหมายในอีกทางหนึ่งคือ การถมดินเป็นการช่วงชิงพื้นที่รองรับน้ำ พลังการขยายตัวทางสังคมเศรษฐกิจบนแหล่งอาศัยแต่เดิมของสังคมไทยโดยรวม หากยังคงดำเนินไปโดยไม่นำเอาปัจจัยจัดการเชิงระบบเกี่ยวกับน้ำและระบบนิเวศของสังคมลุ่มน้ำในเขตร้อนชื้น เข้ามาคิด ให้สะท้อนสู่ทุกมิติของกิจกรรมสังคมแล้ว การขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคม กับความรุนแรงเพิ่มขึ้นของภัยพิบัติจากน้ำท่วม ก็จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปด้วยกัน

โครงข่ายถนนที่ปิดกั้นทางไหลหลากของน้ำหน้าดิน : การเกิดถนนขนาดใหญ่ ในความหมายหนึ่งก็คือการเกิดเขื่อนคูดิน เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายปิดกั้นทางน้ำ เอื้อต่อการเดินทางสัญจรและเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจสังคมของมนุษย์เป็นหลัก พร้อมกับกระตุ้นการขยายตัวของหน่วยทางสังคม ซึ่งเป็นแรงรุกไล่และขจัดแหล่งรับน้ำไปในเวลาเดียวกัน มากกว่าที่จะเอื้อต่อการจัดการน้ำและปัจจัยเชิงระบบนิเวศบนถิ่นอาศัยต่างๆ ให้เกิดความเข้มแข็งไปด้วย หลายแห่งของประเทศที่เกิดน้ำท่วม มักเกิดขึ้นพร้อมกับการอุทานว่าตั้งแต่เกิดมาและนับแต่จำความได้ ก็ไม่เคยเกิดน้ำท่วม หรือไม่เคยประสบกับน้ำท่วมอย่างที่ตนเองกำลังได้ประสบอยู่เลย ซึ่งแปลว่า มีบางอย่างที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศการอยู่อาศัยและระบบนิเวศของน้ำ ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย จนผู้คน ชุมชน และสังคม กำลังไม่สามารถนำเอาประสบการณ์ที่สั่งสมไว้ในอดีตมาทำความเข้าใจปัจจุบันได้เสียแล้ว

การขยายตัวของกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองใหญ่ในที่ราบลุ่ม : ในภาพรวมของประเทศนั้น การออกแบบเมืองและความเชื่อมโยงกันเพื่อเคลื่อนไหวเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและสังคมวัฒนธรรมของประเทศ นอกจากกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์การบริหารราชการและศูนย์กลางทางด้านต่างๆแล้ว พื้นที่ทั้งประเทศจะแบ่งเป็นเขตเศรษฐกิจ ๔ ระดับ ประกอบด้วย เขต ๑ แต่เข้มงวดการลงทุนอุตสาหกรรม ๒ ระดับเป็นเขตกรุงเทพชั้นในกับกรุงเทพและปริมณฑล, ส่วนเขตนอกกรุงเทพฯและปริมณฑลไกลออกไปโดยรอบประมาณในระยะ ๑๕๐ กิโลเมตรของกรุงเทพมหานคร จะเป็นเขตการสนับสนุนการลงทุนเขต  ๒ ซึ่งประกอบด้วยจังหวัดและพื้นที่สำหรับลดกำแพงภาษีการลงทุนและได้รับการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานในการลงทุนทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมมากกว่าในเขตกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อผลักดันความแออัดให้กระจายออกจากกรุงเทพมหานคร, กระทั่งห่างไกลออกไปอีก เป็นเขต ๓ ก็จะได้รับแรงจูงใจเพื่อเกิดการกระจายการลงทุนการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมมากยิ่งขึ้นไปอีก ทว่า ยังขาดแคลนระบบขนส่งซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง

เมืองที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกันอยู่ทั่วประเทศในลักษณะดังกล่าวนี้ มีบทบาทเหมือนปมประสาทหรือขั้วเชื่อมต่อกับความเคลื่อนไหวของสังคมในพื้นที่โดยรอบ แผ่ออกไปขับเคลื่อนหน่วยทางสังคมย่อยๆ ที่ผุดอยู่กลางแหล่งซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำและเป็นแหล่งที่เติบโตมาจากแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในถิ่นฐานนั้นๆ เมืองศูนย์กลางและมีความเป็นโหนดเชื่อมโยงเครือข่ายย่อยต่างๆเข้าด้วยกันดังกล่าวทั่วประเทศแต่เดิมมีอยู่เกือบ ๒๐ เมือง เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น นครราชสีมา สระบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ หาดใหญ่ สงขลา นครศรีธรรมราช ภูเก็ต เหล่านี้เป็นต้น เมืองเหล่านี้จะมีเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรมอยู่บนที่ลุ่ม ซึ่งแต่เดิมมักก่อตัวมาจากเป็นแหล่งเกษตรกรรมและการทำกินบนถิ่นฐาน

หากมองไปในอดีตเมื่อไม่นาน สัก๑-๒ ศตวรรษที่ผ่านมาเท่านั้น ก็จะเห็นได้ว่ากรุงเทพมหานคร รวมทั้งเขตเมืองใหญ่ในท้องถิ่นต่างๆของประเทศดังที่กล่าวถึงนี้ ก็คือเมืองที่มีศักยภาพและมีพลังอำนาจในการเป็นศูนย์กลาง หรือเป็นเมืองหลวงในถิ่นนั้นๆด้วย ทั้งนี้ ก็เนื่องจากมีทุนทางระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัจจัยน้ำท่า เหนือกว่าแหล่งอื่นๆนั่นเอง

ดังนั้น หากจัดการกับปัจจัยเรื่องน้ำท่า คู คลอง หนองบึง ให้เป็นปัจจัยความเข้มแข็ง และเป็นแรงขับสะท้อนไปสู่การพัฒนาต่างๆไม่ได้ ทั้งลักษณะการขยายตัวย่านเศรษฐกิจ ที่อาศัย ตลอดจนการพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆที่จะนำมาใช้ในกิจกรรมเศรษฐกิจของสังคมบนถิ่นฐานนั้นๆ การตั้งอยู่ในแหล่งต้องอาศัยอยู่กับน้ำ ก็จะกลายเป็นปัจจัยคุกคาม สร้างความเสียหายและกร่อนทำลายตนเองลงทุกปีในฤดูกาลของน้ำ

อีกทั้งเมื่อมองจากความที่โดยศักยภาพของการเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อกับพื้นที่ชุมชนบนแหล่งราบลุ่มรองรับน้ำโดยรอบเช่นกันแล้ว ก็จะกลายเป็นเครือข่ายสร้างความอ่อนแอให้เกิดขึ้นทั้งระบบไปด้วยอยู่ตลอดเวลาของเมืองโดยรอบไปด้วย ดังจะเห็นว่า น้ำท่วมหรือการป้องกันกรุงเทพฯให้พ้นจากน้ำท่วม ก็ก่อให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศไล่ลงมาตามลำดับ น้ำท่วมเชียงใหม่สร้างความเสียหายและความชะงักงันทางเศรษฐกิจหลายเดือน ก็ย่อมก่อให้เกิดความสูญเสียในการเก็บเกี่ยวและจำหน่ายผลผลิตของคนพื้นราบและเขตพื้นที่สูง กระจายไปในหลายจังหวัด อ่อนไหวไปด้วยทั้งระบบสังคม เหล่านี้เป็นต้น

โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่บนที่ราบลุ่ม : การสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สนามบิน รวมทั้งการขยายเขตอุตสาหกรรม ซึ่งต้องเปลี่ยนแปลงลักษณะกิจกรรมบนพื้นที่ รวมทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบนิเวศอย่างถอนรากถอนโคนครอบคลุมพื้นที่นับหมื่นถึงหลายแสนไร่บนพื้นที่ราบลุ่มน้ำ ซึ่งจะเกิดขึ้นพร้อมไปกับการเคลื่อนย้ายดินและวัตถุดิบจากอีกแหล่งหนึ่งไปด้วยในปริมาณมหาศาล เช่น การเกิดบึงและแหล่งน้ำขนาดใหญ่รอบกรุงเทพมหานคร รวมทั้งพื้นที่เขตเมืองต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งเป็นบ่อดินและแอ่งลึกขนาดใหญ่ไม่มีระบบจัดการ เหล่านี้ แม้จะขาดการศึกษาผลกระทบในภาพรวมของประเทศให้แน่ชัด แต่ก็เห็นได้ว่าก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพขยายตัวอย่างเป็นทวีคูณ ส่งผลให้วิถีชีวิตและกิจกรรมสังคมต่างๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งยิ่งเกิดมากขึ้นทั่วประเทศ  

การเปลี่ยนพื้นฐานกิจกรรมเศรษฐกิจสังคมและการสัญจร : แม้จะมีพื้นฐานการเป็นสังคมการผลิตโดยอาศัยปัจจัยเข้มแข็งจากแหล่งน้ำ แต่การเปลี่ยนผ่านตนเองในลักษณะที่กล่าวข้างต้น ก็กำลังเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปอีกในทิศทางตรงข้าม เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ ๒๕๔๐ ประเทศไทยก็มีภาคเมืองกับชนบทในสัดส่วนเกือบเท่าๆกัน ในขณะที่รายได้และงบประมาณหลักของประเทศ เกิดจากภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มากกว่าจากภาคเกษตรกรรม เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมนั้นเป็นพลังการผลิตแบบใหม่ที่อาศัยแรงขับเคลื่อนจากพลังงานน้ำมันมากกว่าน้ำ ดังนั้น ผู้คนและสังคมส่วนใหญ่ของสังคมไทยเมื่อกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้ ก็เริ่มหันหน้าออกจากลำน้ำและคูคลอง เข้าสู่การดำเนินชีวิตบนถนน

ผมทำวิจัยกับชาวบ้านที่อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ก็พบแบบแผนการเกิดเศรษฐีรายใหม่กับเกษตรกรยากจนรายใหม่ในแบบแผนที่แสนจะประหลาดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ในอดีตนั้น ครอบครัวที่มีลูกหลานมากและได้แต่งงานเป็นดองกันแผ่ขยายเป็นปึกแผ่น จะทำให้เป็นครอบครัวที่มีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ ผู้คนได้อาศัยเป็นที่พึ่ง ให้ความเคารพนับถือ ลูกหลานที่ขยันขันแข็ง รวมทั้งผู้ที่มีความประพฤติปฏิบัติดี จะได้รับการยอมรับผ่านการขยันทำกิน เมื่อแบ่งที่นา ก็จะได้ที่ดินซึ่งมีทำเลเหมาะแก่การใช้ความขยันขันแข็งและเป็นผู้นำของเครือญาติ กล่าวคือ ได้ที่ดินใกล้คลอง แม่น้ำ และแหล่งน้ำ มีเรือและมีอุปกรณ์การทำมาหากินพรักพร้อม ส่วนลูกหลานที่ขาดทักษะและขี้เกียจทำกินนั้น ก็จะได้ที่ดินเพียงเล็กน้อยไกลออกจากคลอง

แต่ต่อมาเมื่อเป็นยุคมีถนนเข้าสู่ชุมชน แหล่งที่ไกลจากชุมชนแต่เดิมก็กลับเป็นแหล่งที่ถนนและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเข้าถึงก่อน ผลก็คือ กลุ่มคนที่ร่ำรวยและกลายเป็นคนมั่นคงในสังคมเศรษฐกิจ มีกำลังทำสิ่งต่างๆได้มากกว่า ก็กลับเป็นชาวบ้านที่เคยได้ที่ทางที่ไม่ค่อยดีของในอดีต ส่วนชาวบ้านที่อยู่ติดคลอง ที่เคยเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเป็นผู้มีทักษะทำอยู่ทำกิน ก็กลับเป็นปัจจัยแวดล้อมความเสียเปรียบ ทำนาทำไร่ลำบากยากแค้นกว่าเพื่อน ดังนั้น เสียงของผู้คนต่อปัจจัยเรื่องน้ำในสังคมไทย จึงกำลังเป็นเสียงเรียกร้องของการเชื่อมโยงพื้นฐานตนเองอยู่กับถนนและพลังงานน้ำมัน หลุดออกจากรากฐานการเป็นสังคมพลังน้ำ

การเปลี่ยนสำนึกและวิธีคิดพื้นฐานของพลเมืองไทย : เมื่อเทียบในเชิงกายภาพของพื้นที่แล้ว พื้นที่ป่าเขา แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ พื้นที่แหล่งน้ำ คลอง หนอง บึง ทะเล กว๊าน รวมทั้งแหล่งเกษตรกรรมต่างๆ ก็ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าพื้นที่ของเมืองและชุมชนการอยู่อาศัยทุกประเภท แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่บนพื้นที่จำนวนน้อยในสังคมเมืองนั้น ก็เป็นกลุ่มสังคมที่เข้าถึงสื่อและเชื่อมโยงกับกลไกสาธารณะทุกชนิดของประเทศได้มากกว่า

ขณะเดียวกัน การดำเนินชีวิตและการเคลื่อนไหวกิจกรรมเศรษฐกิจสังคม ตลอดจนชีวิตประจำวันทั้งหมดของประชาชนที่อยู่เมือง ก็เป็นกระบวนการทางเศรษฐกิจและวิถีสังคมวัฒนธรรมสมัยใหม่ ที่หลุดออกจากรากฐาน แปลกแยกกับน้ำ หันหน้าจากคูคลองสู่ถนน ขึ้นจากเรือสู่รถยนต์ และไม่ต้องการน้ำ กลุ่มเหล่านี้จึงย่อมเรียกน้ำหลากว่า"น้ำท่วม"  ซึ่งดังและมีความหมายต่างจากผู้อยู่บนพื้นที่กว้างใหญ่กว่าทำนาไร่ ที่รอคอยน้ำหลากอยู่ทุกปี 

ดังนั้น ‘น้ำท่วม’ จึงหาใช่ปรากฏการณ์ของฤดูกาลน้ำหลากและการมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์อย่างที่เป็นมาแต่ดั้งเดิมมิติเดียว ทว่า กลับเป็นการให้คุณค่าและความหมายใหม่ ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนสำนึกและวิธีคิดพื้นฐานของพลเมืองไทย ที่เหมือนกับโรคพุ่มพวง หรือกลุ่มอาการต่อต้านภูมิคุ้มกันของตนเอง (โรค SLE : Systematic Lupus Erythematosus Syndrome) โดยให้ความหมายและคุณค่าของสิ่งที่เป็นจุดแข็งของตนเอง ว่าเป็นปัญหาและจุดอ่อนที่ต้องขจัดหรือระดมพลังเข้าทำลายล้าง ซึ่งนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงตนเองถอนรากถอนโคนไปถึงระดับสังคมวัฒนธรรมและระดับภูมิปัญญา ที่บ่งชี้ความเป็นตัวของตัวเองเลยทีเดียว

   ปัญหา ผลกระทบ และผลสืบเนื่องที่น่าจะเกิดและเกี่ยวข้องกับน้ำท่วม   

ความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดิน น้ำ และทรัพยากรธรรมชาติ : ในแหล่งที่เป็นที่ราบลุ่มรองรับน้ำในอดีต จะเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์สำหรับการเพาะปลูกและทำเกษตรกรรมที่ดีที่สุดของประเทศและของโลกอีกด้วย ในที่ราบลุ่มภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่กรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑลนั้น เป็นแหล่งที่สามารถเพาะปลูกและทำเกษตรกรรมที่ดีที่สุดของประเทศ สามารถทำนา ทำสวน และปลูกพืชผักหมุนเวียนได้ทุกฤดูกาล ในอดีตนั้นผลไม้และพืชผักที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมังคุด ทุเรียน กะท้อน ส้มโอ ส้ม ละมุด เหล่านี้ ล้วนเป็นผลผลิตจากกรุงเทพฯและปริมณฑล เช่นเดียวกับในชุมชนดั้งเดิมของตัวเมืองต่างๆของประเทศ

แต่ปัจจุบัน พื้นที่อันเหมาะสมที่สุดสำหรับการเพาะปลูกและทำเกษตรกรรม และเป็นแอ่งรวบรวมน้ำท่าอย่างเป็นระบบมากที่สุดโดยกระบวนการธรรมชาติ กำลังถูกแทนที่ด้วยการทำให้เป็นแหล่งอาศัยและสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจสังคมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อน้ำและทุนระบบนิเวศบนถิ่นฐานดั้งเดิม

ความสูญเสียทางสังคมและเศรษฐกิจ : สื่อมวลชนรายงานน้ำท่วมจังหวัดเชียงใหม่ และประเมินจากแหล่งข่าวว่าน้ำท่วมปีนี้ เพียง ๔-๕ วันของตัวเมืองเชียงใหม่ ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจประมาณ ๕-๖ ร้อยล้าน ที่จังหวัดนครสวรรค์ประเมินว่าเสียหายกว่า ๑ พันล้าน ที่จังหวัดอยุธยาและสุโขทัย ต้องใช้งบประมาณเร่งด่วนจำเพาะการดูแลมรดกโลกในโบราณสถานต่างๆ แหล่งละกว่า ๓ ร้อยล้านบาท รวมความเสียหายอื่นๆแล้วกว่าแหล่งละ ๑ พันล้านบาท อีกทั้งสื่อมวลชนและสังคมภาคส่วนต่างๆ ต่างร่วมกันระดมพลังทรัพยากรทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น เข้าร่วมเผชิญปัญหาและร่วมทุกข์สุขกัน นอกจากนี้ รัฐบาลก็ได้เตรียมจัดงบประมาณจ่ายค่าทดแทนให้เกษตรกรและชาวบ้านโดยประเมินค่าเสียหายจากน้ำท่วมให้ไร่ละ ๒ พันบาท 

หากสมมุติให้ต้นทุนที่ต้องสูญเสียให้จังหวัดละ ๑ พันล้านบาท เพียง ๑๐ จังหวัด ก็ต้องสิ้นงบประมาณไปอย่างต่ำ ๑ หมื่นล้านบาทให้ละลายไปกับน้ำท่วม ๑ ครั้ง เพียง ๑๐ ปีก็นับเป็นแสนล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะมากกว่าอย่างประเมินไม่ได้

งบประมาณขนาดนี้ ไม่เพียงจะสามารถระดมไปพัฒนาประเทศโดยแจกแท็ปเล็ตให้เด็กๆคนละ ๑ เครื่องเท่านั้น แต่จะสามารถสร้างโรงเรียนและศูนย์การเรียนรู้อย่างดีสำหรับเป็นแหล่งสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ พร้อมงบประมาณสำหรับบริหารจัดการ ได้หมู่บ้านละ ๑ แห่งเลยทีเดียว ทว่า ทั้งหมดนี้สูญเปล่าไปกับน้ำท่วมทุกปี

ความสูญเสียโอกาสการพัฒนาตนเอง : ในทุกจังหวัดที่เกิดน้ำท่วม จำเป็นต้องสนองตอบต่อความเดือดร้อนของประชาชนจากอุบัติภัยที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะหน้า งบประมาณ กำลังคน และทรัพยากรเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องระดมจากแหล่งต่างๆเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาน้ำท่วม การตั้งรับและต้นทุนแบบคงที่ดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นทุกปีในหน้าน้ำหลาก หลายแห่งเมื่อผ่านฤดูกาลน้ำท่วมแล้ว ก็จะทุ่มเทงบประมาณเพื่อสร้างถนน โรงพยาบาล โรงเรียน วัด ตลาด ระบบสาธารณูปโภค และแหล่งสาธารณะ เพื่อรอให้ต้องเสียหายจากน้ำท่วมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอีก ๒-๓ ปีหรือเพียงใน ๑ ปีต่อมา

การสูญเสียทักษะและภูมิปัญญาของสังคมชาวน้ำ : ขาดเครื่องมือพื้นฐานและวิธีจัดการตนเองสำหรับการดำเนินชีวิตอยู่กับน้ำ, เมื่อน้ำท่วมในแหล่งต่างๆ ก็แทบจะทำให้การดำเนินชีวิตและกระบวนการทางเศรษฐกิจสังคมหยุดนิ่ง ขาดความสามารถดำเนินชีวิตและขาดความสามารถติดต่อกับโลกภายนอก คนส่วนใหญ่กำลังเป็นพลเมืองที่อ่อนแอเพิ่มขึ้นอย่างง่ายดายจากการถูกน้ำท่วม ซึ่งไม่เพียงขาดทักษะในการเผชิญและจัดการปัญหาแบบระดมพลังการพึ่งตนเองเท่านั้น ทว่า แทบจะหมดทักษะการอยู่รอดอีกด้วย

ในอดีตนั้น เมื่อเกิดน้ำหลากมากเกินไป ชุมชนในท้องถิ่นต่างๆก็จะมีข้าวหนักซึ่งสามารถโผล่พ้นน้ำในชั่ว ๑ คืนและอยู่กับน้ำไป ๓-๔ เดือน ทว่าปัจจุบัน เมื่อเกิดน้ำท่วมทีไร นาข้าวและพืชพันธุ์สำหรับเพาะปลูกในสภาพที่ไม่ต้องการน้ำอย่างเดียว ก็กลับเสียหายล่มจม เทคโนโลยีการผลิตอย่างอื่นที่เคยอยู่ในวิถีภูมิปัญญาของสังคมไทยขาดความสามารถในการจัดการกับลักษณะเฉพาะในถิ่นฐานของตนเสียแล้ว

การขาดการพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีเพื่อแปรปัจจัยน้ำให้เป็นพลังการผลิต : วิธีคิดและการขับเคลื่อนสังคมการผลิตที่ติดอยู่กับปัจจัยพื้นฐานที่สุดคือผืนดินและน้ำ แต่กลับเกิดกระบวนทัศน์การพัฒนาตนเอง ตลอดจนเกิดการให้ความหมายไปเสียแล้วว่าการมีแหล่งน้ำ น้ำท่า และน้ำหลากในฤดูกาลที่ควรจะเป็น กลายเป็นปัญหาน้ำท่วม

วิถีคิดดังกล่าวจึงย่อมมุ่งไปสู่การป้องกันและต่อสู้กับน้ำท่วม ขาดวิธีคิดที่จะนำไปสู่การพัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีเพื่อแปรปัจจัยเรื่องน้ำให้เป็นพลังการผลิต มุ่งหาทางทำแนวเขื่อนกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา ทำเขื่อนกั้นกรุงเทพมหานครและระบบผลักดันน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพมหานครกับเมืองศูนย์กลางที่อยู่ในภูมิประเทศแอ่งน้ำต่างๆ สูญเสียไปในแต่ละกรณีนับหมื่นนับแสนล้าน ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์พัฒนาวิทยาการและระบบเทคโนโลยีเพื่อรวบรวมน้ำจากส้วม ท่อน้ำทิ้งในเมือง และน้ำทิ้งจากแหล่งต่างๆ อย่างทะนุถนอม เพื่อนำมาหมุนเวียนใช้เป็นน้ำอุปโภคบริโภค ก่อให้เกิดการทำธุรกิจอีกนับหมื่นนับแสนล้านไปอีกทางหนึ่งเช่นกัน

มลพิษและมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม : แหล่งน้ำและคูคลองในทุกเมือง นับแต่กรุงเทพมหานครและเมืองต่างๆทั่วประเทศ กลายเป็นแหล่งรองรับน้ำเสีย ก่อให้เกิดความเสี่ยง เป็นภาวะคุกคามทางมลภาวะและมลพิษทางสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งสะสมสิ่งปนเปื้อน เป็นปัจจัยแวดล้อมความไม่น่าอยู่ของสังคมเมือง ขาดสุนทรียภาพและความรื่นรมย์ รวมทั้งขาดการจัดการเพื่อรักษาความสมดุลของการดำเนินชีวิตของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์

โรคอุบัติใหม่ โรคระบาด และปัญหาสาธารณสุข : ในแหล่งน้ำเน่าเสีย และแหล่งน้ำขัง ในแหล่งอาศัยของเมืองต่างๆ กำลังเป็นแหล่งเพาะและแพร่กระจายโรค ตลอดจนปัญหาสาธารณสุขอย่างใหม่ เช่น การเกิดการแรพ่ระบาดของโรคฉี่หนูซึ่งรุนแรงและแพร่หลายได้มากกว่าในอดีตเพราะแหล่งน้ำขังและแบบแผนการชะล้างมลพิษต่างๆของน้ำหลากหน้าดินไม่มีเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อไม่นานมานี้ ดาราวัยรุ่นดีทูบีซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนอย่างกว้างขวาง ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และตกลงไปในคูน้ำข้างถนน แล้วกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ต้องสั่งยากำจัดแบคทีเรียจากต่างประเทศ ครั้งละหลายหมื่นบาท แบคทีเรียดังกล่าว บ่มเพาะตนเองในแหล่งน้ำคร่ำที่น้องเขาตกลงไป แล้วผ่านเข้าไปทางหู จมูก สู่สมอง ต้องยื้อชีวิตไปนับล้านบาทแต่ก็ไม่สามารถรักษาได้ ที่มากไปกว่านั้นคือความเสียใจของพ่อแม่ แฟนคลับตื่นตัวทั้งประเทศ แต่กลับไม่ได้ตื่นตัวต่อมลพิษและมลภาวะในสิ่งแวดล้อมที่เป็นเหตุคร่าชีวิตของดาราคนโปรด ปัญหาดังกล่าวเป็นอุบัติการอย่างใหม่ที่สังคมไทยและทั่วโลกไม่เคยมีประสบการณ์ ซึ่งมีแนวโน้มมากยิ่งๆขึ้น

   ประเด็นส่วนรวมเพื่อสะท้อนการเรียนรู้บนวิถีปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วม   

ส่งเสริมการขยายตัวของเมืองและการลงทุนนอกพื้นที่ราบลุ่ม : หากปล่อยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจและสังคมดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติด้วยปัจจัยอุปสงค์และอุปทาน หรือการเกิดปัจจัยดึงดูดให้เกิดการขยายตัวของเมืองบนถิ่นอาศัยและทำกิจกรรมเศรษฐกิจสังคมต่างๆแล้วละก็ จากที่นำมาทบทวนในข้างต้น ก็จะเห็นว่า ชุมชนและความเป็นเมืองบนพื้นฐานดั้งเดิมนั่นเอง ที่นอกจากจะอยู่ในตำแหน่งแห่งหนของการเกิดปัญหาอยู่ในตนเองแล้ว ก็กลับเป็นปัจจัยดึงดูดให้เกิดการเคลื่อนย้ายทางสังคมจากโดยรอบ เข้าไปขยายกำลังให้เกิดการสั่งสมปัจจัยกร่อนโอกาสตนเองมากยิ่งๆขึ้น

ดังนั้น แทนที่จะสนองตอบกระแสประชานิยม หรือให้กระแสส่วนใหญ่เรียกร้องการตัดสินใจให้นั้น อาจต้องทำอีกทางหนึ่ง คือต้องสร้างกระแสและพัฒนาการเรียนรู้ของสังคม ให้เกิดพลังเพื่อพัฒนาระบบและมาตรการทุกอย่าง ที่จะดึงดูดให้เกิดการลงทุนขยายตัวกิจกรรมสังคมเศรษฐกิจ บนที่ดอนและที่สูงนอกเมืองหลักแต่เดิม ที่ไม่เหมาะกับการเพาะปลูกและเป็นแหล่งรองรับน้ำน้อยที่สุด หลายประเทศก็คิดสร้างเมืองใหม่ทางอุตสาหกรรมแบบใหม่ๆในทะเลทราย

พัฒนาวิทยาการและเทคโนโลยีการก่อตั้งชุมชนเฉพาะลักษณะถิ่นฐานไทย : บ้านลอยน้ำ ตลาดน้ำ เมืองคูคลอง การจัดสวนน้ำ เรือและระบบขนส่งทางน้ำ เหล่านี้ ก็เป็นสิ่งที่สังคมไทยมีภูมิปัญญาของตนเองเป็นพื้นฐานอยู่ไม่น้อย

ปรับปรุงโครงข่ายถนนและสะพานเพื่อเพิ่มทางไหลของน้ำ : อาจจะต้องพิจารณาว่าจะปล่อยให้ถนนพังและสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้พังแล้วพังอีก พร้อมกับกลายเป็นเครือข่ายเขื่อนดินกั้นน้ำทั่วประเทศ ให้ชาวบ้านคนละฝั่งฟากที่ถูกน้ำท่วม กลุ่มหนึ่งอยากระบายน้ำออกเพื่อลดความเสียหาย กับอีกฝ่ายกลัวถูกปล่อยน้ำลงมาท่วม ต้องขัดแย้งกันอย่างรุนแรง บ่อนทำลายความรักความเป็นปึกแผ่นของสังคมไปทุกหย่อมหญ้ามากยิ่งๆขึ้นทุกปี หรือจะยอมลงทุนอย่างขนานใหญ่ ฝังท่อและเปิดถนนต่างๆทำสะพานเป็นระยะๆมากมายเพียงพอ เพื่อขยายทางน้ำ รวมทั้งเทคโนโลยีทำถนนกับคุณลักษณะของซีเมนต์ ซึ่งเน้นการอัดแน่นทึบเหมือนอย่างของต่างประเทศนั้น เป็นไปได้หรือไม่ที่จะสามารถทำให้เป็นรูพรุนและมีพื้นที่อากาศสอดแทรก ๒๐-๕๐ เปอร์เซนต์

ผมเคยใส่ก้อนกรวดและเหรียญเต็มแก้วแล้วลองเทน้ำใส่ลงไปอีก ปรากฏว่าแก้วที่มีกรวดและเหรียญอยู่เต็มนั้น มีที่ว่างสามารถใส่น้ำเข้าไปอีกตั้งครึ่งแก้ว เทคโนโลยีทำวัสดุ ให้เราอยู่ได้และน้ำก็อยู่ได้ น่าจะทำได้

สร้างเขื่อนและระบบจัดการน้ำสู่ทะเลของแม่น้ำทุกสาย : มองประเทศไทยทั้งประเทศเป็นหน่วยจัดการน้ำ ๑ หน่วยเดียวกัน แล้วทำเขื่อนขนาดใหญ่กั้นทะเลกับพื้นที่เหนือปากน้ำ เป็นเขื่อนหลักที่คุมระบบน้ำทั้งหมดของประเทศ จากนั้น จุดเชื่อมต่อของแม่น้ำทุกสายที่ไหลสู่อ่าวไทย ก็มีเขื่อนควบคุมระบบการไหลเหมือนเหมืองฝายขนาดใหญ่ ในแม่น้ำที่แยกย่อยก็มีเช่นเดียวกัน เมื่อถึงหน้าฝนและก่อนฤดูน้ำหลาก ก็คำนวณและออกแบบการบริหารจัดการเชื่อมโยงกันทั้งระบบ เช่น สูบน้ำจากแม่น้ำทุกสายออกทะเลไปทั้งหมดก่อนครึ่งหนึ่งหรือมากกว่า ดังนั้น แม่น้ำทุกสายก็พร้อมจะเป็นแหล่งรับน้ำจากทั่วประเทศ ไม่ต้องป้องกันในบางแหล่งและผลักดันให้อีกหลายแหล่งถูกท่วม จากนั้น ก็ทดน้ำจากภาคเหนือและที่ราบสูงตามต้นน้ำต่างๆ เข้าสู่แม่น้ำที่ถูกสูบออก กระทั่งทุกแหล่งมีน้ำเต็มอย่างเดิมเมื่อน้ำหลากสูงสุด

ย้ายเมืองหลวงและเมืองหลักต่างๆของประเทศ : เมื่อถึงระดับหนึ่ง เมืองหลวงและเมืองหลักต่างๆ นอกจากจะจำกัดโอกาสพัฒนาตนเองจนถึงกร่อนทำลายให้ตนเองยิ่งเกิดแรงกดดัน ก็กลับยิ่งดึงดูดทรัพยากรและทำให้เครือข่ายเมืองบริวารยิ่งอ่อนแอ เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ กล่าวจำเพาะความเป็นจุดวิกฤติบนระบบนิเวศและการบริหารจัดการน้ำหลาก น้ำท่วม ของประเทศแล้ว ก็กำลังเป็นเมืองที่เปราะบาง และพาให้หลายระบบแปรปัจจัยที่ควรจะเป็นจุดแข็ง ให้กลายเป็นปัญหา

หลายประเทศใช้วิธีจัดการปัญหานี้ลงไปบนส่วนที่จะส่งผลเชื่อมโยงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนโครงสร้างเชิงระบบทุกมิติมากที่สุด นั่นคือ..ย้ายเมืองหลวง เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านของเราคือเมียนมาร์ มาเลเซีย บรูไน เวียดนาม ต่างก็ย้ายเมืองหลวงและสร้างเมืองใหม่ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงข่ายเศรษฐกิจสังคมของประเทศไปทั้งระบบ มาแล้วทั้งนั้น

การย้ายเมืองหลวงกับการทำระบบแม่น้ำทั้งประเทศให้เป็นระบบจัดการน้ำท่วมและเป็นพลังการผลิตของประเทศที่เข้มแข็งยั่งยืน สำคัญมากพอที่จะเป็นชุดวาระทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ชุดหนึ่ง เพื่อยุทธศาสตร์การสร้างสังคมไทยสู่อนาคต รวมทั้งสามารถใช้เป็นประเด็นขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้และเชื่อมโยงสู่การแก้ปัญหาต่างๆของปัจเจกและชุมชนระดับต่างๆ ที่ควรคิดริเริ่มเพื่อมีส่วนร่วมได้ด้วยตนเอง ของคนทำงานทุกสาขา.