ขอบพระคุณ ดร. สาวิตรี และสถาบัน CF เชิญ ดร.ป๊อป เข้าร่วมเวทีในงานประชุมย่อยหัวข้อ คิดบวก ทำบวก สร้างสัมพันธ์บวกระหว่างวัย

ในงานประชุมหัวข้อย่อยนี้มีการยกตัวอย่างโครงการสร้างสัมพันธภาพครอบครัวไทย โดยเฉพาะวัยเด็กเล็กกับวัยผู้สูงอายุ และเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาจุดประกายความคิดความเข้าใจในมิติต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ "ทำอย่างไรจะคิดบวก ทำบวก เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างวัยและครอบครัว"

ดร.ป๊อป ได้มีโอกาสฟังวิทยากรและผู้มาประชุม ก็สรุปบทเรียนที่ได้รับและชวนให้คิดต่อยอดดังนี้

  • ครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น คือ ครอบครัวสามรุ่น (วัยเด็ก วัยพ่อแม่ทำงาน และวัยสูงอายุ) 20.4% + ครอบครัวสูงวัยกับเด็ก (พ่อแม่ทำงานหรือย้ายถิ่นฐาน) 6.9% + ครอบครัวหนึ่งรุ่น 16.5% (สูงวัยอยู่คนเดียว ลูกทำงาน) จะเห็นว่าผู้สูงอายุยังคงโดดเดี่ยวกว่า 6.8 ล้านคน (11% ของประชากรไทย) และจะเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอายุ 80 ปี จาก 650,000 คน เป็น 2 ล้านคนในอนาคต
  • ครอบครัวไทยมีสัมพันธภาพลดลงจากปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม โดยเฉพาะความแตกต่างกันระหว่างวัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงตามอายุ สุขภาวะทางกายและจิตที่ลดลงเมื่อสังคมไม่เรียนรู้เชิงทักษะชีวิตด้วยหลักศาสนาและหลักธรรมชาติ/ความจริงในการรับรู้ความสุขตลอดทุกช่วงวัย
  • วงจรความสุขของผู้สูงอายุ สังเกตได้ถ่ายภาพถ่ายวันรับปริญญาหลาน หลานแต่งงาน หลานบวช เลี้ยงเหลน นำเงินที่ได้จากลูกหลานไปทำบุญ เกิดรอยยิ้มจากระบบสวัสดิการทางสังคม ลูกหลานเหลนเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของการรับความรู้สึกที่ลดลงจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่จิตใจมีคุณค่าจากประสบการณ์ชีวิตที่สำเร็จผลและพร้อมจะถ่ายทอดสู่วัยต่างๆ ได้พร้อมๆ กับเปิดใจรับรู้ความดีของวัยต่างๆ ได้ด้วยเช่นกัน
  • โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อครอบครัวที่อบอุ่น ส่วนใหญ่จะเน้นความคิดของผู้จัดที่อยู่วัยทำงานหรือวัยผู้สูงอายุมากกว่าจะระดมความคิดเห็นถึงความต้องการที่แท้จริงระหว่างกลุ่มวัยทำงาน กลุ่มวัยผู้สูงอายุ และกลุ่มวัยเด็ก
  • โครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นมักไม่ประเมินผลตามหลักการแปลความรู้ ได้แก่ การบันทึกถอดบทเรียนก่อนและหลังการทำโครงการที่ต่อเนื่องและเข้าถึงบริบทที่มีทางเลือกให้กับความสุขความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตตลอดทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีความบกพร่องและพิการทางร่างกาย จิตใจ การเรียนรู้ และการพัฒนาทักษะชีวิต
  • โครงการในมิติสุขภาวะควรออกแบบให้ครอบคลุมมิติกาย ใจ ความคิด สังคม โดยอาจออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพิ่มเติมที่เกิดขึ้นกับวัยต่างๆ ไม่ควรเน้นมิติใดๆ เช่น การออกกำลังกายช่วยให้ผู้สูงอายุแข็งแรง แต่การออกกำลังกายอาจไม่ถูกจริตกับช่วงวัยรุ่นที่ชอบท่องเที่ยวธรรมชาติ เป็นต้น
  • โครงการเรียนรู้ชีวิตด้วยค่ายธรรมะ (ศีล 5) ก็เป็นรูปแบบที่น่าชื่นชม แต่อาจเน้นการสอนที่ตรงกับจริตของผู้เรียนรู้ที่หลากหลาย ซึ่งอาจศึกษารูปแบบการเรียนรู้ที่กระตุ้นเซลล์คุณธรรม (กระจกเงา) และพัฒนาภาษาท่าทางที่ผู้สอนคิดบวก ผู้สอนทำบวกให้ผู้เรียนดูจนเกิดกระบวนการคิดบวก
  • การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกช่วงวัย มิใช่เฉพาะวันเด็ก แต่รวมวัยทำงาน ที่ทดลองและเข้าใจสุขภาวะและทุกขภาวะของผู้สูงอายุ เพื่อเป็นการเตรียมความคิดความเข้าใจในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมการดำเนินชีวิตที่เกิดวงจรความสุขอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่คุณค่าของผู้สูงอายุดึงดูดให้เป็นแบบอย่างแก่วัยทำงาน ซึ่งจะกลายเป็นการกระทำต้นแบบในวัยเด็กต่อมา
  • สัมพันธภาพระหว่างวัยเกิดขึ้นเมื่อทุกช่วงวัยมีสุขภาวะจากการทบทวนตนเองและปัจจัยในการจัดการความคิดเพื่อสุขภาพที่ดีจากอากาศดี อาหารดี อารมณ์ดี และความเจ็บป่วยตามวัย (กรรมดี) พร้อมด้วยทักษะการใช้ชีวิตผ่านดนตรี กวี ศิลป์ จิตอาสา และกิจกรรมการอ่านใจอ่านชีวิตคนหลายรูปแบบอย่างมีความสุข (Life skills for health & happiness)

สรุปบทเรียนคือ "ทุกชีวิตมองต่างมุม แต่ละวัยยอมรับมุมที่ต่าง แม้ว่าจะลบมากกว่าบวก ก็จงยอมรับให้เปิดใจ เปิดความคิด ที่หลากหลาย ด้วยจิตวิญญาณที่สงบ และเรียนรู้จุดเด่นของคนหลายวัยและของแต่ละคุณลักษณะของคน...ทุกชีวิตอาจเปลี่ยนแปลงช้าหรือเร็ว แต่กระจกเงาของแต่ละช่วงวัยสะท้อนถึงคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างพอเหมาะและพอเพียง"