ตายดีทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การที่เราสามารถประคองจิตให้เป็นปกติได้แม้จะตายในสภาพทุกข์ทรมานก็ตาม

ผู้เขียนได้ทราบข่าวการจากไปของท่านหนานเกียรติ (เกียรติศักดิ์ ม่วงมิตร) ในตอนเช้าตรู่ของวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ และได้เข้าไปอ่านบันทึกและอนุทินของท่านหนานเกียรติ รวมทั้งติดตามการแสดงความรู้สึกไว้อาลัยของกัลยาณมิตรทุกท่าน

             อริยาบถที่งดงามยามเมื่ออยู่ในวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้

 

                 ความสุขที่ได้เห็นสองท่านมีความสุข

 

เมื่อครั้งแรกของการทราบข่าวการจากไปอย่างไม่มีวันกลับนี้ ไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกเศร้าโศกเสียใจ สะเทือนใจ และเจ็บปวดใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มานานแล้ว เพราะเราคงไม่ได้สูญเสียหรือพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักบ่อยนัก และจนถึงเวลานี้ ความรู้สึกสะเทือนใจก็ยังคงมีร่องรอยไม่จางหาย

สำหรับ "คุณงามความดี" ที่ท่านหนานเกียรติได้ฝากไว้ในโลกใบนี้  พวกเราต่างทราบกันดีแล้ว และการแสดงความอาลัยของกัลยาณมิตรใน G2K คงไม่แตกต่างกันเพราะเราเคารพรักและยกย่องวีรบุรุษท่านเดียวกัน  ผู้เขียนจึงขอแสดงความคารวะต่อดวงวิญญาณของท่านผู้กล้าด้วยการยกบทความของพระไพศาล วิสาโลมาเป็นอนุสรณ์ และเชื่อว่าท่านหนานเกียรติก็คงปรารนาให้เราถือตัวเขาเป็นครูสอนธรรมะให้พวกเราที่นี้ทุกคน เพราะเราคือครอบครัวเดียวกันกับท่านหนานเกียรติ

พระไพศาล วิสาโล กล่าวถึง ความตายตามแนวทางพุทธศาสนาที่ทุกคนควรพิจารณาให้เห็นทุกแง่ตามความเป็นจริง  เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้อย่างเหมาะสม โดยต้องเข้าใจธรรมชาติของความตาย ดังนี้

 

ประการแรก ความตายเป็นทั้งความแน่นอน และความไม่แน่นอนไปพร้อม ๆ กัน  ที่แน่นอนคือ ทุกคนต้องตาย แต่ที่ไม่แน่นอน คือ ไม่ทราบว่าจะตายเมื่อไร ที่ไหน ด้วยโรคอะไร แม้จะเป็นเอดส์ หรือมะเร็ง แต่อาจตายด้วยอุบัติเหตุ หรือตายด้วยโรคหัวใจก็ได้ เป็นต้น

 

ประการที่ 2 ความตายเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด

ทางพุทธศาสนากล่าวว่า มีสิ่งหนึ่งที่สืบเนื่องต่อไปจากความตาย อาจเป็นชีวิตใหม่ ภพใหม่ หรืออาจจะหมายถึงสิ่งที่มากไปกว่านั้น ดังนั้น ความตายไม่ใช่เป็นจุดสิ้นสุดอย่างเดียวแต่อาจะเป็นจุดเริ่มต้นด้วย

 

ประการที่ 3 ความตายเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่

ดังนั้น จึงไม่ควรคิดว่าชีวิตกับความตายแยกจากกัน หรือชีวิตเริ่มเมื่อเกิดและตายเมื่อหมดลม แต่พระพุทธศาสนากล่าวว่า ความตายมีอยู่ในความมีชีวิต พิจารณาง่าย ๆ เช่น ในขณะที่เราหายใจอยู่ เซลล์ในร่างกายตายวันละห้าหมื่นล้านเซลล์ ความตายจึงมีอยู่ตลอดเวลาในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ สิ่งที่ให้ชีวิตก็ให้ความตายด้วย เหมือนกับที่ออกซิเจนให้ชีวิตเมื่อเราหายใจ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เราแก่ลงและใกล้ชิดความตายมากขึ้นด้วย

 

ประการที่ 4 ความตายเป็นทั้งวิกฤตและโอกาส

กล่าวคือ เป็นวิกฤตทางกาย และเป็นโอกาสทางจิตวิญญาณ พระพุทธศาสนาเชื่อว่าแม้ในภาวะที่ใกล้ตาย ยังมีโอกาสที่จะไปสู่ความหลุดพ้นหรือนิพพานได้ หรือแม้จะไปไม่ถึง แต่อาจยกระดับจิตวิญญาณให้สูงขึ้นได้ เช่น ได้ค้นพบชีวิต ค้นพบตัวเอง ได้สัมพันธภาพที่ดีกับครอบครัวคืนมา ได้ให้อภัยและคืนดีกับที่ที่เคยขัดแย้ง เป็นต้น

 

ประการที่ 5 ความตายมีทั้งมิติทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ ในทางพุทธศาสนา ถือว่าการหมดลมหายใจเป็นเพียงการตายทางกายภาพ แต่ยังไม่นับว่ากระบวนการตายสิ้นสุดลง เพราะจิตยังทำงานอยู่ ดังนั้น หลังหมดลมยังต้องรอให้การแตกดับทางจิตสิ้นสุดลงด้วย จึงจะถือว่าการตายนั้นสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์ ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติธรรมในขั้นสูงจะสามารถประคองจิตอยู่ในภาวะนี้จนสามารถนิพพานได้

 

ประการที่ 6 การประคองรักษาจิตให้สงบเป็นปกติท่ามกลางสภาพความเจ็บป่วยทุกข์ทรมานนั้นเป็นไปได้ โดยผู้ป่วยสามารถฝึกจิตเองหรืออาจอาศัยสภาพแวดล้อมช่วย

 

ประการสุดท้าย การตายที่ดีทางพระพุทธศาสนาไม่ใช่ตายอย่างไร สภาพแบบไหน  แต่อยู่ที่สภาพจิตก่อนตายว่าเป็นอย่างไร  การตายดีในสายตาคนทั่วไป อาจหมายถึง ตายโดยไม่รู้สึกเจ็บ ตายในขณะที่นอนหลับ หรือตายสวย  ร่างกายไม่มีบาดแผล แต่ตายดีทางพระพุทธศาสนา หมายถึง  การที่เราสามารถประคองจิตให้เป็นปกติได้แม้จะตายในสภาพทุกข์ทรมานก็ตาม

แหล่งข้อมูล เข้าใจความตาย 

http://portal.in.th/ms-pcare/pages/6556/

ความตายของคนใกล้ชิด http://portal.in.th/ms-pcare/pages/7916/

ผู้เขียนขอนำ "ความตาย" ของท่านหนานเกียรติมาพิจารณา "ความตาย" ของตนและคนใกล้ชิด และถือว่าท่านเป็น "ครู" ผู้สอนให้เรารู้คุณค่าของการมีลมหายใจ และสอนให้เรารู้ว่า "การทำความดีเพื่อความดี" นั้นเป็นเช่นไร เพื่อจะได้ตายอย่างเป็นสุข

   

        

                           ขอแสดงความคารวะด้วยจิตเป็นกุศล