ในเวทีการเรียนรู้สามครั้งล่าสุด  ผมรับผิดชอบกระบวนการเกี่ยวกับการเขียนเพื่อการจัดการความรู้
  
นับเป็นประเด็น หรือกระบวนการท้าทายมากเป็นพิเศษ  เพราะจะว่าไปแล้ว ผมก็ไม่ใช่ “นักเขียนมืออาชีพ” เลยสักนิด  ผลงานที่เป็นหนังสือจริงๆ จังๆ ก็ยังไม่เป็นรูปธรรม  ส่วนงานเขียน “บล็อก” (Blog : gotoknow.org) ก็ส่อไปในทางไม่สม่ำเสมอ  “เขียนๆ หายๆ”  เสียเป็นส่วนใหญ่

 ...มิหนำซ้ำบางที หลายต่อหลายบันทึกก็ดูแปลกแปร่ง มองหาสาระ หรือแก่นคิดยากพอทน ! 

แต่ถึงกระนั้น  ผมก็พยายาม “พูดในสิ่งที่ทำ และย้ำในสิ่งที่มี”  เสมอ

การพูดในสิ่งที่ทำและย้ำในสิ่งที่มีในที่นี้ก็หมายถึง  การยึดโยงเอา “ประสบการณ์ตรงของตัวเอง” มาเป็นตัวชูโรง ในทำนองว่า “เอาประสบการณ์จริงเข้าว่า  เอาความศรัทธานำทางอย่างไม่หยุดยั้ง”  ซึ่งเป็นนิยามเดียวกันกับวาทกรรมที่ผมพูดซ้ำๆ เสมอมาว่า  “ใจนำพา ศรัทธานำทาง”

 

ด้วยเหตุนี้  ในการบรรยายและทำกระบวนการเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการเขียนนั้น  ผมจึงยึดแนวทางที่ตนเองดำเนินการอยู่  หรือพูดง่ายๆ ก็คือนำเสนอผลลัพธ์ด้วย “สไตล์” ของตัวเองเป็นที่ตั้งนั่นแหละ  โดยยึดเป้าหมายหลักคือนำเอา “ประสบการณ์ตรง” ของตัวเองมาหนุนนำให้ผู้ร่วมกระบวนการเกิดคลื่นที่เรียกว่า  “แรงบันดาลใจ” ให้ได้มากที่สุด  พอๆ กับการพยายามหลีกเลี่ยง “ความรู้” ในเชิงทฤษฎีของการเขียนที่ผู้ฟังอาจรู้สึกว่าเป็น “วิชาการ” มากจนเกินไป  จนพลอยให้เกิดความไม่มั่นใจที่จะลงมือ “คิดและเขียน”

 

และที่สำคัญก็คือ  เมื่อเวทีที่ผมรับผิดชอบเปิดตัวขึ้น  ผมเองก็มักเปิดประเด็นให้ผู้ร่วมกระบวนการได้ตั้งคำถามกับตัวเองอย่างง่ายๆ ว่า “การเขียนคืออะไร...ทำไมคุณถึงต้องเขียน” ?

 

แน่นอนครับ  คำถามที่ว่านั้น  อาจดูกว้างใหญ่ไพศาลอยู่พอสมควร แต่ก็เป็นคำถามที่ผมเจตนาให้มีการ “ทบทวน” หรือ “ถอดบทเรียนชีวิต” ของแต่ละคนไปในตัว

 

สารภาพแบบซื่อใสกันตรงนี้เลยครับว่า  คำถามทำนองนั้น  ผมได้แรงบันดาลใจมาจากวาทกรรมใน facebook ที่มักเปรยถามไว้อย่างเก๋ไก๋ว่า “คุณกำลังคิดอะไรอยู่”  ซึ่งฟังแล้วเหมือนเป็นกระบวนการของการ “เช็คสติ” และ “ทบทวนชีวิต” ไปในตัวได้เป็นอย่างดี  จนเมื่ออ่านแล้ว เกิดอาการสะดุดตาสะดุดใจ และก่อให้เกิดการไม่ลังเลที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในเวทีของการเรียนรู้ของตนเอง  โดยจะไม่วิตกว่าคำตอบที่ได้กลับมานั้น จะเป็นในทำนองใด แต่ย้ำชัดเจนว่า “ไม่มีถูก ไม่มีผิด” 

 

สำหรับผมแล้ว การเขียนคืออะไร...ทำไมคุณถึงต้องเขียน” ?  นั้น  ผมก็พอมีคำตอบอยู่บ้าง  เพราะผมเองก็ทำการบ้านด้วยการ “ทบทวน” วิธีคิดของตัวเองมาก่อนเหมือนกัน

ผมทบทวนง่ายๆ ด้วยการถามทักความในใจของตัวเอง เสร็จจากนั้นก็ทบทวนผ่านเรื่องราวที่เขียนไว้ใน “บล็อก”  กระทั่งผมว่าในเวทีสัมมนา GotoKnow Forum ครั้งที่ ๑  (๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๒)  ผมได้สะท้อนเรื่องราวอันเป็นคำตอบที่มีต่อ “การเขียน...และเหตุผลของการเขียน”  ไว้เป็นกลอน ดังว่า

 

เขียนบล็อก..เขียนเพื่ออะไร
เขียนเพราะ “ใจ” สั่งให้เขียน
เขียนเพื่อร่ำเรียน
เขียนเพื่อสังคม


โกทูโนสอนให้รู้ (เอง) ว่า
เขียนให้รู้ค่าการสั่งสม
เขียนให้รู้ค่าการชื่นชม
เขียนเพื่อความสุขอุดมแห่งปัญญา


เขียนเพื่อชำระตัวตนอันหม่นเศร้า
เขียนเพื่อผ่อนเบาความเหนื่อยล้า
เขียนเพื่อให้รู้การพึ่งพา
เขียนเพื่อศรัทธาของชีวิต


ต่างคนต่างเขียนต่างนิยาม
ต่างเขียนต่างก้าวข้ามพรหมลิขิต
การเดินทางของถ้อยคำย้ำความคิด
สื่อพันธกิจทางใจไร้พรมแดน ...

....

ไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติขาดไม่ได้
สุขทุกข์แบ่งปันใจได้ทุกที่
มหัศจรรย์สัมพันธ์อันมากมี
โกทูโน-คือพื้นที่ของ "ชีวิต

 

ครับ, แล้วคุณละครับ จะลองทบทวนชีวิตด้วยคำถามนี้กันอีกสักรอบกันดีไหม

- ลองดูครับ ลองตอบดูสิว่าในวิธีคิดของคุณนั้น  “การเขียนคืออะไร...ทำไมคุณถึงต้องเขียน” ?

 

แต่สำหรับผม  ขอยืนยันว่า ใน “คำถามเดิม”  ก็ยังเป็น “คำตอบเดิม” อยู่วันยังค่ำ !