20 มีนาคม 2554
ปัจจุบันกฎหมายระหว่างประเทศได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามความเจริญก้าวหน้า ของโลก (Growth) ตามกระแสการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Orders) และตามกระแสโลกภิวัตน์ (Globalization) รายงานหัวข้อเรื่อง “การดำเนินการลดภาวะโลกร้อนของประเทศไทย” มีแรงบันดาลใจมาจากระแสดังกล่าวข้างต้น  ปัจจุบันโลกได้รับผลกระทบจากการเกิด “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) หรือ “ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” (Climate Change) ทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลกทั้งในระดับประเทศ ในระดับภูมิภาค และ ในระดับโลก ก่อให้เกิดความผิดปกติของอากาศ ทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคมไม่ว่าในระดับประเทศ ในระดับภูมิภาคหรือ ในระดับโลก

ความสำคัญของปัญหา


เดิมขอบข่ายของการศึกษากฎหมายอยู่ที่กฎหมายหลัก 4 กฎหมาย คือ กฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือที่เรียกว่า “กฎหมายสี่มุมเมือง”  โดยละเลยการศึกษา “กฎหมายระหว่างประเทศ” (International Law) ไป เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบันกลับเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การต่อรอง แรงงาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การค้าระหว่างประเทศ และ เรื่องสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ล้วนแล้วแต่มีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศทั้งสิ้น ที่สำคัญ มีการศึกษาในเรื่องของกฎเกณฑ์หรือหลักการต่าง ๆ ที่รัฐอธิปไตย (Sovereign State) ใช้บังคับกับรัฐอธิปไตยในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โลกในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งข่าวสารไร้พรมแดน ตามกระแส “โลกาภิวัตน์” (Globalization) หมายความว่า การสื่อสารต่าง ๆ ในโลกปัจจุบันไม่มีอุปสรรคใดขวางกั้น สามารถติดต่อสื่อสารกันได้เพียงลัดนิ้วมือเดียว  ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้สอดคล้องกับกระแส “การจัดระเบียบโลกใหม่” (New World Orders) ซึ่งเริ่มนับตั้งแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นความพยายามของนักคิด หรือ ผู้มีอำนาจในการจัดระเบียบองค์กรของโลก เพื่อให้เป็นไปตามแบบอย่างที่พึงคาดหวัง หรือ ตามที่ต้องการ หรือ ให้เป็นไปตามกระแสโลก  กระแส “การจัดระเบียบโลกใหม่” มีการกล่าวว่าในเศรษฐกิจโลกในอีก 40 ปีข้างหน้า (ค.ศ.2050) จะมีการเปลี่ยนแปลงจากกลุ่มประเทศ G8 (กลุ่มประเทศร่ำรวยยักษ์ใหญ่ที่เจริญแล้วและประเทศรัสเซีย) มาเป็นกลุ่มประเทศ G20 (กลุ่มประเทศ G8 เดิมรวมกับกลุ่มประเทศน้องใหม่ที่พัฒนาความเจริญก้าวหน้าขึ้นมา  โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจใหม่ 5 ประเทศได้แก่ บราซิล จีน อินเดีย รัสเซีย และเม็กซิโก) ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของระเบียบเศรษฐกิจโลกในอนาคต (ประภัสสร์ เทพชาตรี , 2553)
ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมก้าวมามีบทบาทสำคัญในโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา จะต้องยอมรับและปฏิบัติตามเงื่อนไข พันธกรณีที่ประเทศพัฒนากำหนดไว้  ซึ่งเป็นไปตามกระแสโลก “การจัดระเบียบโลกใหม่” ดังได้กล่าวข้างต้น ประเทศไทยก็เช่นกัน ต้องถือปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ ของโลกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
“ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) หรือ “ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จาก อุณหภูมิ ของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด
โลกปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการเกิด “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) ทำให้เกิดผลกระทบภาวะวิกฤติต่อสภาพภูมิอากาศของโลกทั้งในระดับประเทศ ในระดับภูมิภาค และ ในระดับโลก ก่อให้เกิดความผิดปกติของอากาศ ทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคมไม่ว่าในระดับประเทศ ในระดับภูมิภาคหรือ ในระดับโลก  ฉะนั้น การศึกษาทำความเข้าใจในเรื่อง “การดำเนินการลดภาวะโลกร้อนของประเทศไทย” ในส่วนที่จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญา หรือ ตามพันธกรณีระหว่างประเทศตามกระแส “ภาวะโลกร้อน” และ ตามกระแส “โลกาภิวัตน์” จึงเป็นสิ่งจำเป็น

วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1. เพื่อศึกษาถึงผลกระทบจากการเกิด “ภาวะโลกร้อน”
2. เพื่อศึกษาถึงการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญา หรือ ตามพันธกรณีระหว่างประเทศเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. เพื่อศึกษาถึงบทบัญญัติกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับ “ภาวะโลกร้อน”

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

1 บทสรุป
ประเทศไทยเห็นความสำคัญของปัญหา “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) หรือ “ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” (Climate Change) จึงได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ณ กรุงริโอฯ เมื่อ 12 มิถุนายน 1992/2535 และได้ให้สัตยาบันเมื่อ 28 ธันวาคม 1994/2537 มีผลใช้บังคับ 28 มีนาคม 1994/2537
สำหรับพิธีสารเกียวโต ลงนามเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 1999/2542 และได้ให้สัตยาบันเมื่อ 28 สิงหาคม 2002/2545 มีผลใช้บังคับ 16 กุมภาพันธ์ 2005/2548 และสิ้นสุดการบังคับใช้ในปี 2014/2557
ผลบังคับทางกฎหมายระหว่างประเทศก็คือ เมื่อรัฐใดได้ลงนามและให้สัตยาบันแล้วจะส่งผลให้เป็นรัฐภาค ฉะนั้น ประเทศไทยต้องดำเนินการอนุวัติการให้เป็นไปตามพันธกรณีแห่งอนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ
ดังได้กล่าวแล้วว่า โลกปัจจุบันอยู่ในยุคของ “โลกาภิวัตน์” ด้านสิ่งแวดล้อมและโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจ (เรื่อง FTA) ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กันทั้งในเชิงขัดแย้ง และในเชิงเสริมหนุน 

สรุปสาระ
1.ประเทศไทยร่วมเป็นภาคี แต่เป็นประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ไม่มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
2.ประเทศไทยต้องดำเนินการอนุวัติการกฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ และพิธีสารฯ ใน 3 มาตรการ คือ มาตรการทางกฎหมายในการป้องกัน ในการควบคุมและจัดการแก้ปัญหา และ ในการฟื้นฟูแก้ไขปัญหา
3.มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันถือเป็นพันธกรณีที่สำคัญ  ได้แก่ การเพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้สิทธิหน้าที่แก่ประชาชนในการจัดการทรัพยากรฯ การจัดกิจกรรมรณรงค์ป้องกันหมอกควันไฟป่า(ภาคเหนือตอนบน)
4.มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมและจัดการแก้ปัญหา  ตามหลักอำนาจอธิปไตยของรัฐ (Sovereignty) ทำให้รัฐอื่นไม่มีสิทธิมาจัดการกิจการภายในของรัฐอื่นได้  ประเทศไทยจึงควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างระมัดระวัง โดยอาศัย พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 แต่กฎหมายยังอยู่ในกรอบที่กว้าง ไม่ชัดเจน
5.มาตรการทางกฎหมายในการฟื้นฟูแก้ไขปัญหา เป็นหน้าที่ในการแก้ไขเยียวยา เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และต้องมีมาตรการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในการก่อให้เกิดความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมิอาจหลีกเลี่ยงปฏิเสธความรับผิดต่อรัฐคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้

2 ข้อเสนอแนะ
1.ในฐานะรัฐภาคีประเทศไทยควรมีมาตรการให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นรูปธรรมและมีบทลงโทษที่ชัดเจน
2.ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา (Developing Country) ประชาชนยังยากจน มีความจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่อาจเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือทำลายชั้นบรรยากาศ จึงอาจเป็นภาระของประเทศ
3.การอนุวัติการตามกฎหมายตามพันธกรณี เนื่องจากประเทศไทยใช้หลักกฎหมายแบบทฤษฎีทวินิยม (Dualism) กล่าวคือ ต้องมีการตรากฎหมายใหม่ หรืออาจเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายภายในเดิมที่ใช้บังคับอยู่ก่อนหน้านั้น แต่เห็นว่าประเทศไทยยังไม่พร้อม หลายอย่างอยู่ในระหว่างการร่างกฎกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งการออกกฎหมายในภายหลังที่เปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือยกเลิกกฎหมายภายในเดิม เพื่ออนุวัติการตามพันธกรณี ซึ่งพิธีสารฯมีผลใช้บังคับอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว อาจมีปัญหาว่าประเทศไทยฝ่าฝืนพันธกรณี ส่งผลให้ประเทศไทยย่อมรับผิดในทางระหว่างประเทศได้
4.ประเทศไทยได้รับการผ่อนปรนให้ปฏิบัติตามพันธกรณีล่าช้ากว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะเป็นรัฐภาคีประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ซึ่งมิได้หมายความว่า ประเทศไทยต้องรอระยะเวลา จากที่ได้ให้สัตยาบันมาแล้ว 10 กว่าปี
5.ในเรื่องผลกระทบที่ประเทศไทยไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีนั้น เห็นว่า ปัจจุบันยังไม่มีกรณีชัดเจนว่ารัฐภาคีใดดำเนินการตามพันธกรณีในระดับใด จึงจะไม่อยู่ในเงื่อนไขอันไม่เป็นการฝ่าฝืนและสอดคล้องกับพันธกรณี  ซึ่งในหลายกรณีการตรากฎหมายใหม่ หรือ การเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือ การยกเลิกกฎหมายเดิม อาจกระทบต่อประโยชน์สาธารณของชุมชน  จึงต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือด้วย ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2550
6.เพื่อเป็นหลักประกันว่ารัฐบาลที่ไปลงนามและให้สัตยายันผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้วมีผลบังคับภายในรัฐ หรือสร้างหลักประกันไม่ให้พันธกรณีนั้น ๆ ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย ในประเทศที่ยึดถือหลักกฎหมายแบบทฤษฎีทวินิยม (Dualism) เช่น ประเทศไทย ควรมีการป้องกันมิให้รัฐ ต้องรับผิดต่อรัฐภาคี ในกรณีที่ละเมิดฝ่าฝืนข้อตกลงไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนด้วย
7.หน่วยงานรัฐในระดับชาติที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้องรับหน้าที่ในการประสานงาน เตรียมการ เพื่อปฏิบัติการตามพันธกรณีให้ถูกต้อง และ สมบูรณ์ ตามห้วงระยะเวลาที่เหมาะสม มิใช่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาโดยใช่เหตุ
8.รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศต้องมีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศมุ่งป้องกันมิให้เกิดปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้สอดคล้องกับกระแสโลกใหม่ (New World Orders) หรือ กระแสโลกาภิวัตน์ (Globalization) มิใช่เพียงว่าประเทศไทยมิได้อยู่ในกลุ่มประเทศภาคผนวกที่ 1 ก็ดำเนินการเพียงเท่าที่ทำ ซึ่งออกมาในรูปของ “การอาสาสมัคร” เท่านั้น ซึ่งถือเป็นจุดบอดอย่างยิ่งจากการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาฯ มา 17 ปี และ ลงนามพิธีสารฯมา 10 ปี (ภัทราพร, 2552) รวมถึงประเทศไทย ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายกรณีที่เกิดภัยพิบัติมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงยังไม่มีกฎหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างเป็นรูปธรรม ยังไม่มีการใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ยังไม่มีกฎหมายจัดทำแผนการผลิตภาคเกษตรใหม่ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภัทราพร, Ibid.)
9.ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยต้องมีศาลพิเศษหรือ “ศาลสิ่งแวดล้อม” ถือว่าเป็นความจำเป็นทางสังคมที่ต้องมีศาลสิ่งแวดล้อม เหมือนเช่นอดีต ที่ต้องมีศาลปกครอง มีศาลทรัพย์สินทางปัญญา เกิดตามขึ้นมา  เพราะคดีสิ่งแวดล้อมนับวันแต่จะมีความซับซ้อน ต้องมีผู้เชี่ยวชาญพิเศษในแต่ละด้าน การใช้กระบวนการศาลปกติ อาจทำให้ไม่เป็นธรรม และไม่มีกฎเกณฑ์ของตนเอง เช่น คดี “ทำให้โลกร้อน” คดี “คลิตี้” คดี “มาบตาพุด” คดี “บ่อนอก” คดี “จะนะ” ฯลฯ เป็นต้น
10.นอกจากนี้ “กฎหมายสิ่งแวดล้อม” รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ควรมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงเป็นศูนย์กลางเพียงหน่วยเดียว เพื่อการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรม ไม่เกี่ยง ไม่โยน เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลาย ๆ เรื่อง เป็นปัญหาที่หลากหลาย ต้องมีการ “สังเคราะห์” หรือ “บูรณาการ” (Integrated) ในการแก้ไขปัญหา  และก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีการจัดทำประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อมขึ้นมา (Code)