อ้างอิง

ประเทศในภาคผนวกที่ 1 (Annex I countries)

ประกอบด้วยประเทศอุตสาหกรรมซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับเดียวกับปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) ภายในปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) ตามมาตรา 4.2 (ก) และ (ข) เป็นกลุ่มที่ยอมรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซในปี พ.ศ. 2553-2555 ตามมาตรา 3 และภาคผนวก ข ของพิธีสารเกียวโต ประเทศในกลุ่มนี้ประกอบด้วย 24 ประเทศในกลุ่ม Organization of Economic Cooperation and development (OECD) สหภาพยุโรปและอีก 14 ประเทศที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างเป็นระบบตลาดเสรี (โครเอเทีย ลิกเตนสไตน์ โมนาโก และ สโลวาเกีย แทนที่ประเทศเช็กโกสโลวาเกีย)

กลุ่มประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (Non Annex I countries)

ประกอบไปด้วยประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาทั้งหมด

ที่มา : http://www.jgsee.kmutt.ac.th/greenhouse/unfccc/unfccc_2.php

จากรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change หรือ IPCC) มีความเป็นไปได้สูงมาก โดยรายงานนี้จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 2500 คนใน 130 ประเทศ ได้สรุปว่า มนุษย์เป็นตัวการของสาเหตุเกือบทั้งหมด ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

พิธีสารฯได้รับความเห็นพ้องในเดือนธันวาคม พ.ศ.2540/1997 และในที่สุดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548/2005 มีประเทศภาคีสมาชิกภายใต้อนุสัญญาฯ ให้สัตยาบันอย่างน้อย 55 ประเทศ ประเทศออสเตรเลีย และ สหรัฐอเมริกา ปฏิเสธที่จะให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม 2549/2006 มีประเทศที่ให้สัตยาบันแล้ว 169 ประเทศ รัฐบาลประเทศต่างๆ ที่ลงนามรับรองต้องออกกฎหมายรองรับ ประเทศไทย ร่วมลงนามพิธีสาร เดือนกุมภาพันธ์ 2542 ให้สัตยาบันเดือนสิงหาคม 2545

เป้าหมายของพิธีสารฯ

“ให้ประเทศ Annex l ที่เป็นภาคีสมาชิกดำเนินการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกลง อย่างน้อยร้อยละ 5 ของปริมาณการปลดปล่อยในปี 2533 โดยดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย ในปี 2555”

กลไกการดำเนินงานภายใต้พิธีสารเกียวโต

ได้กำหนดกลไกที่ช่วยให้เกิดความร่วมมือในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม คือ

1. พิธีสารเกียวโตได้กำหนดข้อผูกพันทางกฎหมาย (Legal binding) ไว้ในกรณีดำเนินการตามพันธกรณี โดยมาตรา 3 ได้กำหนดพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศภาคีในภาคผนวกที่ 1 โดยรวมแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากระดับการปล่อยโดยรวมของกลุ่มในปี พ.ศ. 2533 ภายในช่วงพ.ศ. 2551-2555 โดยที่ปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น ร้อยละ 8 ของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี พ.ศ. 2533 สำหรับกลุ่มประเทศประชาคมยุโรป ร้อยละ 10 สำหรับประเทศไอซ์แลนด์ ร้อยละ 6 สำหรับประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

2. มาตรา 3 กำหนดชนิดของก๊าซเรือนกระจกที่ควบคุมภายใต้พิธีสารเกียวโต 6 ชนิด คือ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PCFs) และซัลเฟอร์เฮกซาฟลูโอไรด์ (SF6) โดยกำหนดการลดก๊าซเหล่านี้ให้คิดเทียบเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 equivalent)

3. กำหนดพันธกรณีเพิ่มเติมให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว และไม่มีการเพิ่มพันธกรณีใดๆให้กับประเทศกำลังพัฒนา

4. มาตรา 18 ของพิธีสารได้กำหนดให้มีขั้นตอนและกลไกในการตัดสิน และดำเนินการลงโทษในกรณีที่ประเทศภาคีไม่ดำเนินการตามพันธกรณีที่กำหนดไว้

5. เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโตได้กำหนดกลไกยืดหยุ่น (Flexibility Mechanisms) ขึ้น 3 กลไก ดังนี้

5.1 กลไกการทำโครงการร่วม - Joint Implementation (JI) มาตรา 6 ประเทศใน Annex 1 ทำโครงการร่วมกันเพื่อลด Green House Gas (GHG)

5.2 กลไกการพัฒนาที่สะอาด - Clean Development Mechanism (CDM) มาตรา 12 ประเทศใน Annex 1 ขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) กับประเทศนอกกลุ่ม เป็น การร่วมมือกันระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้วภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด (CDM) เท่านั้น

กลไกดังกล่าวมี 3 ลักษณะโครงการ คือ

1) การเพิ่มประสิทธิภาพของพลังงาน (Energy efficiency)

2) การผลิตพลังงานหมุนเวียนขึ้นมาใช้ใหม่ได้ (Renewable energy generation)

3) การเก็บกักคาร์บอนในรูปของการปลูกป่า (Carbon sequestration on afforestation

and reforestation)

หลักการของโครงการ CDM

Voluntary ผู้พัฒนาโครงการสมัครใจดำเนินการโดยได้รับความเห็นชอบจากประเทศภาคีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ประเทศผู้ลงทุน ประเทศที่โครงการตั้งอยู่ (Host Country)

Additionality โครงการมีการดำเนินการเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามปกติในด้านต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม การเงิน และการลงทุน โครงการลดปริมาณลดก๊าซเรือนกระจกลงได้มากกว่ามาตรฐานประเทศที่โครงการตั้งอยู่

Sustainable Development สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของประเทศที่โครงการตั้งอยู่

Transparency & Accountability การดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล

Certify ปริมาณก๊าซที่ลดได้จากโครงการ CDM ต้องได้รับการรับรองจาก UNFCCC CDM-Executive Board ซึ่งตั้งอยู่ ณ ประเทศเยอรมนี

5.3 กลไกการซื้อขายสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก - Emission Trading (ET) มาตรา 17 ประเทศใน Annex 1 ซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างกัน หน่วยวัดปริมาณ GHG ที่ลดได้เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” เป็นสินค้า (Commodity) ที่สามารถซื้อได้ในตลาดเฉพาะเรียกว่า “ตลาดคาร์บอน” เป็นสินค้าที่อยู่ในลักษณะ เอกสาร สิทธิของปริมาณก๊าซที่ลดได้สามารถคิดรวมบัญชีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งประเทศผู้ขาย และผู้ซื้อ Carbon Credit (Emission Reduction) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลาดำเนินโครงการ

10 อันดับประเทศที่ได้ชื่อว่า ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มาก นับแต่ปี 2493 หรือในระยะ 60 ปี ได้แก่ 1.สหรัฐอเมริกา 186,100 ล้านตัน 2.สหภาพยุโรป 127,800 ล้านตัน 3.รัสเซีย 68,400 ล้านตัน 4.จีน 57,600 ล้านตัน 5.ญี่ปุ่น 31,200 ล้านตัน 6.ยูเครน 21,700 ล้านตัน 7.อินเดีย 15,500 ล้านตัน 8.แคนาดา 14,900 ล้านตัน 9.โปแลนด์ 14,400 ล้านตัน 10.คาซัคสถาน 10,100 ล้านตัน 11.แอฟริกาใต้ 8,500 ล้านตัน 12.เม็กซิโก 7,800 ล้านตัน 13.ออสเตรเลีย 7,600 ล้านตัน ประเทศ เหล่านี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่ากำหนด ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติตามกฎคือลดปริมาณการปล่อยก๊าซ หากลดไม่ได้ก็ต้องไปซื้อสิทธิจากประเทศที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ต้องลด หรือที่เรียกว่า คาร์บอน เครดิต (Carbon Credit) ในส่วนของประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในอันดับ 22 ของโลกด้วยปริมาณ 344 ล้านตัน หรือ 1% ของการปล่อยรวม เทียบแล้วน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศข้างต้น ทำให้ไทยไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ถูกบังคับให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (มติชน, 6 สิงหาคม 2552)

ในการประชุมบางกอก ทอล์ค 2009 ว่าด้วยประเด็นโลกร้อน ระหว่าง 28 กันยายน ถึง 9 ตุลาคม 2552 มีข้อเสนอให้กำหนดเป้าหมายการลดก๊าซสำหรับทั้งประเทศที่พัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเป้าหมาย 2 ระยะ คือการลดภายในปี 2020 และในปี 2050

ในปี 2548 มีกลไกใหม่เพิ่มเติมโดยปาปัวนิวกีนี และคอสตาริกาได้นำเสนอ REDD - Reducing Emission from Deforestation and Degradation in Developing Country (การลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา) เป็นกลไกใหม่เพื่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เนื่องจากมีข้อมูลว่า มีก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากการทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรมใน ประเทศกำลังพัฒนาคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ดังนั้นถ้าลดการทำลายป่า/ป่าเสื่อมโทรมได้จะช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้มากที เดียว การดำเนินงานเรื่อง REDD เป็นแบบสมัครใจ ไม่ได้เป็นการบังคับ การแก้ไขปัญหาการทำลายป่า การฟื้นฟูป่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาต้องทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีกลไก REDD หรือไม่ก็ตาม หากมีมาตรการสนับสนุนจาก REDD ก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่ไปทำลายเป้าหมายหลัก คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศแหล่งกำเนิด เพื่อความอยู่รอดร่วมกันของโลก (บัณฑูร, 16 สิงหาคม 2552) REDD จึงถือเป็นกลไก อีกแนวคิดหนึ่งที่ประเทศอุตสาหกรรมโบ้ยภาระลดโลกร้อนให้ชาติยากจน (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551)

ข้อตกลงโลกร้อนใหม่ 28 กรกฎาคม 2548 (นิพนธ์, 2548)

กลุ่ม "พันธมิตรเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยสภาพอากาศและการพัฒนาพลังงานสะอาด" (Asia-Pacific Partnership on Clean Development) ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐ, ออสเตรเลีย, จีน, อินเดีย, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แถลงวิสัยทัศน์ในข้อตกลงว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฉบับใหม่ ซึ่งจะมีการหารือลงในรายละเอียดในที่ประชุมระดับรัฐมนตรีพลังงานของ 6 ชาติภาคี ที่ประเทศออสเตรเลียในเดือน พ.ย.2548 นี้ ซึ่งมีการวิพากษ์ว่า จะเป็นข้อตกลงที่นำมาใช้แทนพิธีสารเกียวโต นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สหรัฐ และออสเตรเลีย ไม่ได้ให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโต

ต่อไปนี้คือ ประเด็นสำคัญของข้อตกลงโลกร้อนที่ 6 ชาติร่วมกันก่อตั้ง โดยแสดงความมุ่งหวังว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจะใช้ในลักษณะสนับสนุนสนธิสัญญาโลกร้อนเกียวโต ที่มีกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้การสนับสนุนอยู่ก่อนแล้ว

1) พันธมิตรกลุ่มใหม่ทั้ง 6 ประเทศ ซึ่งมีการใช้พลังงานระดับสูง จะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาดที่คุ้มค่าและมีอยู่แล้ว โดยความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้บรรลุผลในทางปฏิบัติ

2) ขอบข่ายความร่วมมือ จะรวมถึงการใช้พลังงานที่คุ้มค่า และไม่ก่อให้เกิดปัญหาด้านมลภาวะ ได้แก่ ถ่านหินสะอาด, ก๊าซธรรมชาติเหลว, พลังงานความร้อน, พลังงานนิวเคลียร์พลเรือน, พลังงานน้ำ, พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์

3) ชาติสมาชิกจะพัฒนาการใช้ไฮโดรเจน รวมถึงปรับใช้นาโนเทคโนโลยี และเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง รวมไปถึง พัฒนาการใช้พลังงานสำหรับชนรุ่นหลัง ทั้งเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิชชั่น และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฟิวชั่น

4) สมาชิกจะหาลู่ทางลดผลกระทบรุนแรงของก๊าซเรือนกระจกที่มีต่อเศรษฐกิจ

5) สมาชิกจะพิจารณาสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน ซึ่งรวมถึงการเตรียมการตั้งสถาบัน และจัดสรรเงินทุน โดยเห็นแก่ประโยชน์ และจุดประสงค์เดียวกัน

6) สมาชิกจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม และทบทวนข้อตกลงอย่างสม่ำเสมอ

7) พันธมิตรทั้ง 6 ชาติมีเป้าหมายตามกรอบการทำงานว่าด้วยภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงของสหประชาชาติ รวมถึงข้อกำหนดในสนธิสัญญาเกียวโต

8) ชาติสมาชิกจะร่วมกันพัฒนาและใช้เทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยพุ่งความสำคัญไปที่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโต

2.6 สรุปหลักการ และแนวความคิดของอนุสัญญาฯ เกี่ยวกับ “สิ่งแวดล้อม” และ “ภาวะโลกร้อน"

หลักการของอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ พิธีสารเกียวโต มีหลักการเกี่ยวข้อง ที่สำคัญดังนี้

1. หลักการป้องกันไว้ก่อน หรือ หลักเตือนภัยก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น (Precautionary Principle)

2. หลักการความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง หรือ หลักความห่วงกังวลร่วมกันแต่ความรับผิดชอบที่แตกต่างกัน (Common concern of humankind but differentiated responsibilities)

3. หลักการสื่อสารด้านข้อมูลข่าวสาร

4. หลักการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ด้อยกว่า

(หลักการ ข้อ 1-4 อ้างจาก เว็บไซต์วิกิพีเดีย [Online]. Available URL : http://th.wikipedia.org/wiki/...)

5. หลักการใช้ความระมัดระวัง

6. หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ การพัฒนาที่ต้องรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม (Sustainable Development)

7. หลักการมีส่วนร่วม (Public Participant or Partnership)

(หลักการ ข้อ 5-7 อ้างจาก ภัทราพร, 2552)

8. หลักความเดือดร้อน ( Nuisance)

9. หลักทรัสต์ต่อมหาชน (Public trust doctrine)

10. หลักการวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม

11. หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่าย PPP (Polluter Pays Principle)

12. หลักความรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง

13. หลักการไต่สวนสาธารณะ (Public Hearing)

14. หลักเกี่ยวกับอำนาจการฟ้องคดีและระงับข้อพิพาทด้านสิ่งแวดล้อม (Standing and Alternative Dispute Resolution - ADR)

15. หลักความรับผิดโดยเคร่งครัด (Strict Liability)

16. หลักการทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Incentive)

(หลักการ ข้อ 8-16 อ้างจาก ประพจน์, 2551 [Online]. Available URL : www.maephrik.com/nitiram/21november2008.ppt)

17. หลักทั่วไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ (ผู้เขียนอ้าง) อื่น ๆ ได้แก่ หลัก Jus Cogens (หลักความเด็ดขาดหรือหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ละเมิดมิได้) หลัก Pacta Sunt Servanda (หลักสัญญาต้องเป็นสัญญา) หลัก Res Inter Arius Pacta (ผูกพันรัฐที่สามได้ต่อเมื่อเขายินยอม) หลัก Consent (ความยินยอมของรัฐภาคี และ รัฐที่สาม)

2.7 ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ภัทราพร พุทธมงคล. “การปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศไทยให้เป็นไปตามพันธกรณีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ค.ศ.1992 และพิธีสารเกียวโต ค.ศ.1997.” วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. 2552

สรุปว่า ประเทศไทยแม้จะเป็นสมาชิกภาคีแห่งอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภายใต้พันธกรณีแห่งพิธีสารเกียวโต แต่จะเห็นว่าในทางปฏิบัติไม่อาจปฏิบัติตามพันธกรณีได้จริง เนื่องจากประเทศไทย ยังไม่มีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคคลากร ทุนทรัพย์ เทคโนโลยี วิชาการต่างๆ จึงไม่สามารถดำเนินการตามกรอบแห่งอนุสัญญาฯ และตามพันธกรณีแห่งพิธีสารเกียวโตได้ ดังนั้นกฎหมายของประเทศไทยควรกำหนดกรอบให้ชัดเจนในการทำกฎหมายที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

บรรชา บุดดาดี (Bancha Buddadee). “การวิเคราะห์การใช้ประโยชน์จากชานอ้อยส่วนเกินที่เหมาะสมแบบหลายวัตถุประสงค์โดยมุ่งเน้นผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน : กรณีศึกษาสำหรับประเทศไทย.” วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม(สหสาขาวิชา) จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. 2550

ได้ทำการวิเคราะห์รูปแบบการใช้ประโยชน์ของชานอ้อยส่วนเกินใน 2 รูปแบบ โดยรูปแบบที่ 1 (รูปแบบที่ดำเนินการในปัจจุบัน)การเผาชานอ้อยส่วนเกินในหม้อต้มเพื่อผลิตไอน้ำสำหรับใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าก่อนขายให้แก่ กฟผ. ส่วนรูปแบบที่ 2 คือการนำชานอ้อยส่วนเกินไปผ่านกระบวนการหมักเพื่อผลิตเอทานอล เพื่อให้ได้น้ำมันแก๊สโซฮอล (E10) แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นนี้ถูกตั้งชื่อว่า “Environmental System Optimization” พบว่าช่วยลดผลกระทบของโลกร้อนได้ และมีความคุ้มค่ากับการลงทุน

สิริพร คูวิจิตรสุวรณ และ ชัยยศ อิษฎ์วรพันธุ์. “การออกแบบเครื่องประดับจากวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเชื่อมโยงกับประเด็นปรากฏการณ์สภาวะโลกร้อน.” สาขาวิชาการออกแบบ คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต, 2552

ปรากฏการณ์สภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่สามารถกำจัด ได้ 100% รวมถึงสารเคมีที่ยังตกค้าง โดยนำการออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมมาเป็นแนวความคิดในการสร้างสรรค์งานออกแบบ โดยการเพิ่มคุณค่าและ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นในรูปแบบเครื่องประดับเพื่อตระหนักถึงสิ่งใกล้ตัวที่ยังมีประโยชน์ และยังเหลือคุณค่าพอที่จะสามารถนำมาสร้างสิ่งใหม่ได้