บนเส้นทางของชีวิต บางครั้งก็ควรตรึงเครียด บางครั้งก็ควรผ่อนคลาย

         อาตมาภาพได้อ่านบทความบทหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจพอสมควร จึงนำมาแบ่งปันกับเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่าน ซึ่งเรื่องนี้มีชื่อว่า "เด็กหานาฬกา"

          เรื่องมีอยู่ว่า ชาวนาคนหนึ่ง หลังจากที่เขาได้ไปทำความสะอาดคอกม้า ออกมาก็พบว่านาฬิกาพกของตนได้หล่นหายไปเสียแล้ว นาฬิกาพกเรือนนี้มีความหมายกับเขาเป็นอย่างมาก ด้วยเป็นของขวัญที่แม่เขาทิ้งไว้ให้ เขาจึงรีบวิ่งกลับไปที่คอกม้า รื้อหาจนทั่วบริเวณแทบพลิกแผ่นดินหา แต่ก็หาไม่พบ

         เขาเดินออกจากคอกม้าด้วยเหงื่อที่ท่วมตัว มองไปเห็นมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นดันอยู่แถวนั้น เขาจึงคิดได้ว่าอาจเป็นเพราะตัวเองแก่แล้ว หู ตา ฝ้าฟาง ทำให้หาไม่เจอ แต่เด็ก ๆ หู ตา ยังเเหลมคม น่าจะหาเจอก็เป็นได้ เขาจึงเรียกเด็ก ๆ มาแล้วบอกว่า "ถ้าใครหานาฬิกาพกของลุงเจอ ลุงจะให้เงินคนละหนึ่งเหรียญ"

        เด็ก ๆ พากันวิ่งกรูเข้าไปในคอกม้า จนเวลาผ่านไปนานโข ตอนที่เด็ก ๆ เดินกลับออกมาจากคอกม้าทีละคน ต่างมีสีหน้าผิดหวังที่หานาฬิกาพกไม่เจอ

        ในขณะที่ชาวนาเริ่มถอดใจคิดจะเลิกหานั่นเอง ก็มีเด็กคนหนึ่งกระซิบกระซาบกับเขาว่า "ผมจะลองเข้าไปหาดูอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ขอให้ผมเข้าไปคนเดียวเท่านั้น"

        ชาวนามองตามหลังเด็กชายไปอย่างไม่มั่นใจ  คิดในใจว่า  พวกเราแทบจะพลิกคอกม้าหายังไม่เจอ  แล้วลำพังเด็กคนเดียว จะหาเจอได้อย่างไร

         เด็กคนนั้นเข้าไปตั้งนานก็ยังไม่กลับออกมา ชาวนาเริ่มสิ้นหวัง ในขณะที่เขาคิดจะเลิกรอและจากไปนั้นเอง เด็กชายคนนั้นก็เดินออกมาจากคอกม้า  "ในมือเขาถือนาฬิกาพกเรือนหนึ่ง"

          ชาวนาถามด้วยความแปลกใจว่า "เจ้าหาเจอได้อย่างไร"

          เด็กชายบอกว่า "พอเข้าไปข้างใน ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่นั่งเงียบ ๆ อยู่ที่พื้น ไม่นานผมก็ได้ยินเสียง ติ๊กตอก ติ๊กตอก จากนั้นผมก็เดินไปตามเสียงนั้นไป แล้วผมก็เจอนาฬิกาเรือนนี้"

         ข้อคิดเตือนใจ  ในขณะที่เรากำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับชีวิตหรือหน้าที่การงาน บางครั้งก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องสงบจิต สงบใจ มาคิดตรึกตรองดูว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ถูกต้องและเหมาะสมดีแล้วหรือเปล่า และนี่ก็อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำโบราณที่ว่า "บนเส้นทางของชีวิต บางครั้งก็ควรตรึงเครียด บางครั้งก็ควรผ่อนคลาย"