.

 

สินแร่ถูกเก็บออกมาจากภูเขาด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และระเบิดหลายลูก ซึ่งเป็นตัวปล่อยอนุภาคโลหะหนักเข้าสู่อากาศ ทำลายพืชพันธุ์และทำให้หน้าดินหายไป หลังจากกระบวนการนี้ป่าไม้ไม่สามารถเติบโตขึ้นได้อีกเป็นพัน ๆ ปี 

     ข้อความเหล่านี้ปรากฏในเอกสารชื่อ “อนุรักษ์ภูหินเหล็กไป : รายงานภาพรวมของชุมชนบ้านห้วยม่วง” ซึ่งเป็นความพยายามของแกนนำในการให้การศึกษา สร้างการเรียนรู้ เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่รับรู้และตระหนักถึงและพิษภัยของการทำเหมืองแร่ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการคัดค้านการเข้ามาทำเหมืองแร่ของนายทุนจากภายนอกพื้นที่

     ในเอกสารดังกล่าว ความหนา ๒๔ หน้า ขนาดครึ่งหนึ่งของ A4 กระทัดรัดกระชับมือ มีเนื้อหาที่เป็นเรื่องราวของชุมชนที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับภูหินเหล็กไฟ ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำเหมืองรวมทั้งผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการทำเหมือง รวมทั้งความคิดเห็นของแกนนำและปราชญ์ชาวบ้านในการปกป้องแผ่นดินและทรัพยากร จัดทำโดยแกนนำชาวบ้านในพื้นที่ภายใต้การช่วยเหลือด้านวิชาการจากนักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยนชาวต่างชาติ

     นอกจากเอกสารเล่มนี้แล้ว แกนนำชาวบ้านยังได้จัดทำแผ่นพับสำหรับเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์เหมืองแร่ทองแดงในจังหวัดเลย รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับเหมืองแร่ทองแดงที่เป็นประสบการณ์จากประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ที่มีผลกระทบเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นมากมายและรุนแรง

     ไม่เพียงการผลิตเอกสารให้ความรู้เท่านั้น แกนนำในพื้นที่ยังช่วยกันสร้างความรู้ความเข้าใจ และความตระหนักถึงเหมืองแร่ทองแดงแก่ชาวบ้านในพื้นที่ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการจัดเวทีพูดคุยในพื้นที่ การนำแกนนำไปศึกษาดูงานถึงผลกระทบในพื้นที่ปัญหาจริงโดยเฉพาะชุมชนใกล้เคียงเหมืองผาแดง ซึ่งได้รับผลกระทบการปนเปื้อนจากสารแคดเมียมจากการทำเหมืองแร่ของบริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) รวมทั้งพื้นที่ทำเหมืองทองในจังหวัดพิจิตร ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เป็นต้น

     ความพยายามดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากแกนนำทราบเรื่องว่ากรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ในการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทองแดงให้แก่บริษัท ภูเทพ จำกัด บริษัทในเครือของ “บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด” หลังจากที่ก่อนหน้านั้นได้มีการสำรวจเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งได้ส่งผลกระทบกับผืนป่าบนภูหินเหล็กไฟเป็นอันมาก

 

ย้อนหลังกลับไปกว่าร้อยปีที่แล้ว ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ ทำให้ท้าวไกรเป็นผู้นำชาวบ้าน ๒๖ ครอบครัวเข้ามาบุกเบิกพื้นที่ทำกินและตั้งบ้านเรือน กระทั่งประชากรมากขึ้นจึงได้แยกชุมชนออกเป็น ๓ หมู่บ้านทางการในปัจจุบัน

     ชาวบ้านห้วยม่วง ต.นาดินดำ อ.เมือง จ.เลย เกือบทั้งหมดประกอบอาชีพเกษตรกรรม เป็นเพราะหมู่บ้านตั้งอยู่ในอาณาบริเวณภูหินเหล็กไฟ จึงได้รับความเอื้อเฟื้อจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติทั้งดิน น้ำและป่า เกื้อหนุนให้ทำมาหากินได้อย่างผาสุข

     นอกจากเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารแล้ว ความสมบูรณ์ของผืนป่าบนภูหินเหล็กไฟ ยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณนานาชนิดที่ชาวบ้านนำมาเป็นอาหาร เป็นสมุนไพรบำบัดอาการเจ็บป่วยและบำรุงร่างกาย รวมทั้งการใช้ไม้ยืนต้นในการสร้างบ้านเรือน และเป็นฟืนสำหรับการเผาศพผู้วายชนม์ ก้าน  ศรีจำปา แกนนำชาวบ้านเล่าว่า

   “อาหารชาวบ้านส่วนใหญ่มาจากภูหินเหล็กไฟ ผักต่าง ๆ หน่อไม้ ไข่มดแดง และเห็ดธรรมชาติอีกสิบกว่าชนิด น้ำที่เอามากินมาใช้ก็เป็นน้ำที่สะอาดที่ได้มาจากบนภู...”

     สำหรับจันเพ็ง ยาบุษดี ซึ่งสืบทอดความรู้เรื่องสมุนไพรจากตาของเขาตั้งแต่ในวัยเด็ก แหล่งเรียนรู้ที่สำคัญคือผืนป่าบนภูหินเหล็กไฟ ซึ่งอุดมไปด้วยสมุนไพรนานาชนิด เขาเล่าว่าเมื่อครั้งยังเด็กเขามักจะติดสอยห้อยตามตาของเขาไปเก็บหาสมุนไพรต่าง ๆ บนภูหินเหล็กไฟ และในทุกวันนี้เขาก็สืบทอดวิธีการถ่ายทอดความรู้แบบที่เขาได้รับมา โดยการพาลูกหลานขึ้นไปเรียนรู้พืชสมุนไพรบนภูเขา

     ภูหินเหล็กไฟมิใช่มีคุณค่าเพียงหล่อเลี้ยงชีวิตทางกายเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ยึดเหนี่ยวและที่พึ่งทางจิตวิญญาณแก่ชาวบ้านอีกด้วย ชาวบ้านเชื่อว่าบนภูฯ มี “เจ้าพ่อเสือ” ปกปักรักษาภูหินเหล็กไฟอยู่ รวมทั้งยังช่วยคุ้มครองดูแลให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขด้วย บรรพบุรุษของพวกเขาได้สร้างศาลสำหรับเป็นสถานที่สถิตย์ของเจ้าพ่อเสือไว้บนนั้น

     ในแต่ละปีชาวบ้านจะขึ้นไปบูชาเจ้าพ่อเสือ ๒ ครั้ง ครั้งแรกคือช่วงก่อนที่ชาวบ้านจะทำการเพาะปลูก พวกเขาจะรวมตัวกันนำข้าวปลาอาหารทั้งหวานคาวขึ้นไปสักการะ อธิฐานขอพรให้ท่านช่วยปกปักรักษาและคุ้มครองให้การทำมาหากินเป็นไปด้วยความราบรื่น ให้ได้ผลผลิตที่สมบูรณ์เต็มเม็ดเต็มหน่วย ส่วนครั้งที่สองนั้น เป็นช่วงที่หลังจากชาวบ้านเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เพื่อแสดงการขอบคุณเจ้าพ่อที่ช่วยคุ้มครองและเอื้ออำนวยให้การผลิตได้ผลดี

 

ลางร้ายเริ่มเข้ามาเยือนในพื้นที่ เมื่อวันหนึ่งมีคณะบุคคลจากภายนอกเคลื่อนย้ายเครื่องจักรขึ้นไปบนภูหินเหล็กไฟ โดยมิได้แจ้งและบอกกล่าวให้ชาวบ้านรับรู้

   “อยู่ ๆ ก็ขนรถแทรคเตอร์ ขนรถแมคโค ขนเครื่องจักรเข้ามา มาขุดมาเจาะมาตัดถนน เราเป็นคนพื้นที่อยู่แท้ ๆ กลับไม่รู้เรื่องเลย...”

     สำรวย  ทองจันทร์ แกนนำชาวบ้าน เล่าถึงเหตุการณ์ในคราวแรกที่บริษัทเอกชน ซึ่งทราบชื่อในภายหลังว่าเป็น “บริษัท ภูเทพ จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ “บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด”  เข้ามาทำการสำรวจเพื่อการเหมืองแร่ในพื้นที่ภูหินเหล็กไฟ

     แม้ว่ายังมิได้มีการทำเหมือง แต่การตัดถนนขึ้นภูหินเหล็กไฟก็ทำให้การบุกรุกผืนป่าบนภูฯ ของชาวบ้านบางส่วนที่ไม่มีสำนึกหวงแหน รวมทั้งการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติบนภูฯ เป็นไปอย่างง่ายดายขึ้น และนี่เป็นเหตุที่ทำให้ปริมาณและความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมบนภูหินเหล็กไฟลดลงอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น สำรวยกล่าวทิ้งท้ายว่า

   “การไม่มีถนนขึ้นภูทำให้การบุกรุกเป็นได้อยาก และการใช้ประโยชน์เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตามเรี่ยวแรงชาวบ้านที่มี...”

     พื้นที่บนภูหินเหล็กไฟพรุนไปด้วยหลุมรูจากการขุดเจาะ ต้นไม้ถูกทำลายไปเป็นจำนวนมาก สำรวย ทองจันทร์ สะท้อนว่า

   “ขึ้นไปตั้งแท่นเจาะ ย้ายจากทางนี้ไปทางนั้น ย้ายจากทางนั้นไปทางโน้น จนพรุนไปหมด ที่บอกกับชาวบ้านไว้ว่าจะไม่ตัดต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว ก็ไม่เป็นความจริง กลับมีการขุดรากถอนโคนต้นไม้ทิ้งไปเป็นจำนวนมาก...”

     หากพื้นที่ใดที่ทางบริษัทฯ ต้องการขุดเจาะแล้วไปตรงกับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ทางบริษัทฯ ก็จะได้ส่งตัวแทนมาคุยกับผู้ใหญ่บ้าน บอกให้ชาวบ้านสละที่ไป โดยทางบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยให้เพียงไร่ละ ๑,๐๐๐ – ๒,๐๐๐ บาท เท่านั้น

     แกนนำราวสี่ห้าคนที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งได้ไปขอความกระจ่างจากผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น คำตอบที่ได้นั้น นอกจากไม่สร้างความกระจ่างให้ กลับได้รับคำตอบที่เฉยชาและยอมจำนน

   “เราจะทำอะไรได้ พื้นที่เป็นของหลวง หลวงเขาให้มาทำ ก็ต้องปล่อยให้เขาทำไป เราจะไปสู้กับพวกเตจ้านายได้อย่างไร...”

     เมื่อหาคำตอบไม่ได้ก็พบปะพูดคุยกันบ่อยขึ้นในกลุ่มแกนนนำที่ทำหน้าที่เฝ้าระวัง มีการเก็บข้อมูลการทำงานสำรวจของบริษัทในพื้นที่ด้วยการถ่ายภาพเก็บไว้ ทั้งการขุดเจาะ ถางและตัดทำลายต้นไม้ ฯลฯ จนกระทั่งการดำเนินงานขุดสำรวจสิ้นสุดลง...

 

การสำรวจของบริษัทภูเทพจำกัดสิ้นสุดลงในปี ๒๕๕๐ ซึ่งใช้เวลาสำรวจราว ๖ ปี ผลการสำรวจบ่งชี้ว่าการทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามในพื้นที่นี้ยังมีศักยภาพต่อการพัฒนาเหมืองแร่ทองแดงโดย

     ในปี ๒๕๔๒ บริษัทแพนออส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทออสเตรเลีย ได้เข้าร่วมทุนกับบริษัท ผาแดง อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ภายในกรอบของข้อตกลงการมีส่วนร่วม เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ศักยภาพแร่ทองแดง ซึ่งในปีถัดมาได้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย จนได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ดำเนินการศึกษาวิจัยทางธรณีวิทยาบริเวณพื้นที่ศักยภาพแร่ทองแดง ภูหินเหล็กไฟ-ภูหัวเขา รวมทั้งได้รับมติคณะรัฐมนตรีผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่หนึ่งเอ

     และในปี ๒๕๕๐ บริษัทฯ ได้เสนอแผนงานโครงการศึกษาวิจัยทางธรณีวิทยาบริเวณพื้นที่ศักยภาพแร่ทองแดง ภูหินเหล็กไฟ-ภูหัวเขา ซึ่งคณะทำงาน ประกอบด้วย กรมอุตสาหรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรธรณี สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ

     อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานในขั้นตอนที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากหน่วยงานท้องถิ่นนั้น สำรวย ทองจันทร์ แกนนำชาวบ้าน ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาตำบล ให้ข้อมูลว่า ทางบริษัทฯ พยายามเร่งรัดให้สมาชิกสภาตำบลเห็นชอบให้บริษัทเข้ามาทำการสำรวจหาศักยภาพเหมืองแร่ทองแดงบนภูหินเหล็กไฟ ล็อบบี้ให้สมาชิกสภาเห็นชอบกับการดำเนินงานของบริษัท ในที่สุดบริษัทก็ได้คะแนนเสียงสนับสนุน ๑๕ จาก ๒๘ เสียง

     ในวันทำประชาพิจารณ์ ทางบริษัทบอกกับชาวบ้านว่า จะไม่มีการตัดทำลายต้นไม้ และจะดำเนินการขุดเจาะเพียงแค่ ๒๘ หลุมเท่านั้น ในวันนั้นเจ้าหน้าที่บริษัทฯ ร่วมมือกับผู้ใหญ่บ้านพูดโน้มน้าวจนในที่สุดชาวบ้านยกมือให้การสนับสนุนไปอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

     ชาวบ้านมารู้ภายหลังว่า จำนวน ๒๘ หลุมที่บริษัทฯ บอกนั้น เป็นเพียงจำนวนต่อ ๑ แปลงเท่านั้น ในการขุดสำรวจนั้นทางบริษัทฯ ได้รับอนุญาติถึง ๕๐ แปลง จำนวนหลุมจึงเพิ่มปริมาณจาก ๒๘ เป็น ๑๔๐๐ หลุม ทำให้ชาวบ้านเห็นเล่ห์กลของบริษัทฯ และค่อยสะสมความไม่พอใจมาตั้งแต่นั้น

     สำหรับผลกระทบจากการขุดสำรวจในรอบที่สองนั้น รุนแรงยิ่งกว่าการสำรวจในคราวแรกเป็นอันมาก เนื่องจากหลุมขุดเจาะมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า ต้นไม้ถูกตัดโค่นทำลายเป็นจำนวนมาก น้ำซับในพื้นที่หายไปอย่างน้อย ๒ แหล่ง นอกจากนั้นพื้นที่ขุดเจาะยังไปทับบริเวณ “ด่านเห็ด” ไป ๒ ด่าน ส่งผลให้เห็ดชนิดหนึ่งลดปริมาณจนแทบจะสาบสูญไปจากพื้นที่

     สิ่งเหล่านี้ได้ซ้ำเติมความไม่พึงพอใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดวงพูดคุยกันเองในกลุ่มชาวบ้านบ่อยครั้งขึ้น สิ่งที่ชาวบ้านทำได้คือการรอให้ระยะเวลาการสำรวจสิ้นสุดลง และจะไม่ยอมให้มีใครเข้ามาทำการขุดเจาะสำรวจอีกต่อไป

     การดำเนินการขุดเจาะของบริษัทฯ ได้ดำเนินการไปในระหว่างเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ - ตุลาคม ๒๕๕๑ จากนั้นได้ส่งรายงานผลการศึกษาวิจัยให้กรมอุตสาหรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ประกอบด้วยรายงานด้านธรณีวิทยา รายงานด้านโลหวิทยา และรายงานการติดตามตรวจสอบทางสิ่งแวดล้อม

 

พวกเราเห็นว่าการจัดเวที Public scoping ไม่ชอบธรรม เพราะว่าบริษัทภูเทพจำกัด หลอกลวงคนเมืองเลยว่าจะจัดเวทีในพื้นที่คำขอประทานบัตร ๘ แปลง ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าไร่ แต่แท้ที่จริงแล้วบริษัทฯ ขอประทานบัตรพื้นที่ทั้งหมด ๑๕,๖๐๐ ไร่

     นั่นคือเนื้อหาส่วนหนึ่งในแถลงการณ์เรื่อง “เราไม่ต้องการเหมืองแร่ทองแดง” ของชาวบ้านในนาม กลุ่มอนุรักษ์ภูหินเหล็กไฟ” กว่า ๑,๐๐๐ คน ซึ่งได้เคลื่อนขบวนเข้ามาแสดงความคิดเห็นในการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการเหมืองทองแดงภูเทพ จังหวัดเลย

     เวทีดังกล่าวเป็นการดำเนินการของบริษัท ภูเทพ จำกัด ซึ่งได้ว่าจ้างทีมนักวิชาการสิ่งแวดล้อม จากวิทยาลัยการจัดการสิ่งแวดล้อม ม.เกษตรศาสตร์ ให้ดำเนินการประเมินผลกระทบในด้านต่าง ๆ ในการจัดทำเหมืองทองแดง มาจัดประชุมขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลโครงการ และแนวทางการประเมินผลกระทบ ของโครงการเหมืองทองแดง

     สำรวย ทองจันทร์ แกนนำชาวบ้าน  และรองประธานกลุ่มอนุรักษ์ภูหินเหล็กไฟ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในเหตุการณ์นั้นว่า

   “ผมและชาวบ้านมาขอเข้าร่วมเวที เพราะกังวลว่าจะมีเหมืองขนาดใหญ่ท่ามกลางชุมชน แต่บริษัทกลับมีท่าทีไม่ยอมรับ ไม่อยากให้เข้าร่วม และมาจัดในโรงแรมที่ไกลจากชุมชนมาก มีการใช้ตำรวจมาคุ้มครองเวทีประชุม และมีท่าทีว่าจะย้ายเวทีไปประชุมที่อื่น เพราะมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยมาจำนวนมาก ทำให้เห็นว่าเวทีนี้ไม่จริงใจและจัดขึ้นเพื่อประโยชน์ของบริษัทเท่านั้น...”

     บริเวณหน้าโรงแรมเลยพาเลซ อ.เมือง จ.เลย ซึ่งกำหนดให้เป็นสถานที่ประชุม ชาวบ้านได้รวมตัวกันนำป้ายข้อความคัดค้านการเปิดเหมืองแร่ทองแดง และผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยต่อต้านเหมืองแร่ทองแดงพร้อมทั้งนั่งปิดทางเข้า-ออกของโรงแรม เพื่อไม่ให้ผู้จัดงานดำเนินการประชุมได้ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรักษาความปลอดภัยกว่า ๓๐๐ นาย

     ชาลิน กันแพงศรี ประธานกลุ่มอนุรักษ์ภูหินเหล็กไฟ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ที่ชาวบ้านรวมตัวออกมาคัดค้านจำนวนมานี้เพราะบริษัทภูเทพจำกัด หวังจะสร้างเหมืองแร่ทองแดงทับที่ดินทำกินและทำลายภูหินเหล็กไฟ ซึ่งจะทำให้ก่อเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชาวบ้าน เขากล่าวว่า พวกเขาเห็นบทเรียนการทำเหมืองแร่ทองคำในหลายพื้นที่ มีการตรวจพบสารไซยาไนด์ปรอท และโลหะหนักอื่นหลายชนิดปนเปื้อนอยู่ในกระแสเลือดในระดับที่เป็นอันตรายของชาวบ้านรอบเขตเหมือง

     เขาให้ความเห็นว่าในเมืองเลยมีเหมืองแร่มากมาย แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตเหมืองแร่กลับเสื่อมโทรมลง ไม่เห็นมั่งมีศรีสุข ร่ำรวยเหมือนเจ้าของเหมืองแร่ที่เข้ามากอบโกย

     และในกรณี “บริษัท ภูเทพ จำกัด” ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ “บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด” ที่จะเข้ามาทำเหมืองแร่ในพื้นที่ เขากล่าวถึงว่า

   “ขอให้กลับไปรับผิดชอบต่อชีวิตของชาวบ้านในเขต ต.แม่ตาว แม่กุและพระธาตุผาแดง อ.แม่สอด จ.ตาก ที่มีการปนเปื้อนสารแคดเมียม จากการทำเหมืองแร่สังกะสีของบริษัทฯ ไม่ต้องมาสร้างปัญหาและผลกระทบแบบเดียวกันนั้นกับชาวเมืองเลย...”

 

ในระยะที่ผ่านมากระบวนการให้การศึกษาเรียนรู้กับชาวบ้านเกี่ยวกับการทำเหมืองทองแดงรวมทั้งผลกระทบต่าง ๆ และจากการเห็นปัญหาและผลกระทบในขั้นตอนเพียงการขุดสำรวจเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านมีความตระหนักและมีส่วนร่วมในการต่อต้านคัดค้านการเข้ามาทำเหมืองแร่ทองแดงของบริษัทฯ มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทางบริษัทฯ ก็ยังไม่หยุดยั้งความตั้งใจ ยังมีความพยายามใช้อุบายหลากหลายวิธีเพื่อเข้ามาดำเนินการ แกนนำและชาวบ้านจึงต้องติดตามและเฝ้าระวังอยู่อย่างใกล้ชิดและไม่ลดละ เพื่อปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิดของตนเอง

.