หลังจากที่ผมได้จัดคิว"กินเลี้ยง"เรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งคิดครับว่าทำไมจะต้องไปตามที่เขานัดด้วยหนอ... อย่างพวกเด็กๆนี่ยังดีหน่อยที่ให้เขามาทำอาหารกินกันที่ห้องของผม จะได้ไม่เปลืองเงิน แต่พวกอาจารย์นี่สิหลายคนก็ใช่ว่าจะคุ้นเคยกันมากขนาดที่ต้องพาไปเลี้ยงกันครั้งแล้วครั้งเล่า... ถามตัวเองว่า "เห็นแก่กินรึ"...อาหารจีนก็ใช่จะถูกปากตัวเองสักเท่าไหร่ "เกรงใจหรือ"...แต่ก็เคยปฏิเสธเขาได้นี่นา แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ตกปากรับคำเขาไปอย่างไม่ทัน"ชั่งใจ"...นึกไปนึกมา แล้วคำว่า"เพื่อน"ก็แว้บเข้ามาในหัวทันที
          "ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก แค่...รู้ว่ารักก็พอใจ...แค่คำว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จัก...รักเราก็ไม่ได้น้อยลงจริงไหม...แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ ที่สุดแล้ว" ...เสียงแหบสูงที่จู่ๆก็ร้องดังประสานกับท่วงทำนองดนตรี..มาดกวนๆนี้ คือ เพลงประกอบภาพยนตร์สุดฮิต "กวน มึน โฮ" ที่เด็กจีนในคุนหมิงต้องเหลียวหลังมองทุกครั้งที่ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับ...ใช่แล้วครับ เพลง"ยินดีที่ไม่รู้จัก"นี้ ผมใช้เป็นเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของผมเอง...

          ในตอนแรกนั้นผมไม่รู้หรอกครับว่าเพลงนี้จะเป็นที่รู้จักกันในคุนหมิงขนาดนี้...เพราะที่เลือกใช้"ยินดีที่ไม่รู้จัก"ก็ด้วยเหตุที่มันเป็นเพลงจากภาพยนตร์เรื่องล่าสุด...ที่"เรา"ได้ไปดูด้วยกัน ก่อนที่ผมจะมาสอนที่คุนหมิง...เพลงนี้จึงมีไว้เพื่อให้ได้ระลึกถึงวันคืนดีๆในยามที่ต้องอยู่ห่างไกลกัน... (อย่าเพิ่งอ้วกกันนะครับ...ฮ่าๆ) แต่ภาพฝันมักหอมหวานเกินความเป็นจริง เมื่อผมต้องคอยรับโทรศัพท์ในยามวิกาล...เสียงเพลงที่คิดว่าจะทำให้นึกถึงใครบางคนกลับกลายเป็นเสียงที่ทำให้"เม้งแตก"อย่างที่สุด ด้วยเพราะเวลาที่ต้องรับสายนั้นมักอยู่ในช่วงสองทุ่มถึงห้าทุ่ม และหลายครั้งที่มันแหกปากดังในช่วงเที่ยงคืน...กว่าจะเรียนรู้กันจนเป็นที่เข้าใจ ก็ล่วงเลยไปเกือบจะหมดเทอมแรกทีเดียว...มาทราบจากเด็กๆในภายหลังว่า หากต้องการติดต่อกับพวกอาจารย์หรืออยากคุยธุระจะต้องคุยในช่วงเวลานี้ครับ ส่วนช่วงเวลาว่างตอนกลางวันนั้นเป็นเวลาพักผ่อน(12.00 น.-14.30 น.) พวกอาจารย์ชาวจีนมักไม่รับโทรศัพท์กัน...

          ตามปกติแล้ว เบอร์ที่โทรฯเข้ามานั้นหากเป็นกลุ่มเด็กๆ(ทั้งไทยและจีน)ก็จะชวนไปกิน-เที่ยว-ตีแบดฯ-ซื้อของ หรือหากเป็นกลุ่มอาจารย์ก็จะไม่พ้นเรื่อง"ทวงงาน" (ที่ซือต้าจะทวงคะแนนสอบ ส่วนที่ม.ชนชาติและม.ซือต้าธุรกิจจะทวงตำรา ...ฮ่าๆ) แต่วันนี้กลับมีเรื่องที่ทำให้ต้องประหลาดใจ...ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยมิได้คาดการณ์ไว้ถูกนิยามด้วยคำว่า "บังเอิญ" วันนี้ก็เป็นวันที่ผมบังเอิญได้รับโทรศัพท์เชื้อเชิญให้ไป"กินข้าว"จากเพื่อนอาจารย์และพวกเด็กๆพร้อมๆกัน...และบรรยากาศเช่นนี้เองทำให้หวนนึกถึงครั้งเมื่อแรกมา

          จำได้ว่าผมถึงกับต้องออกปากบอกให้เขาหยุดสั่งอาหาร แต่ผลตอบรับที่ได้มีเพียงเสียงปรามจากเจ้าภาพว่า เป็นธรรมเนียมจีนที่ต้องเลี้ยงต้อนรับแขกหรือเพื่อนจากต่างแดนให้เป็นอย่างดี...สำหรับวิธีการสั่งอาหารของชาวจีนนั้น ผมได้รับความรู้จากอ.ลู่เซิน (Prof.Dr.Lu Shen) ม.ชนชาติ ว่า ต้องมีอาหารครบทั้งทางน้ำ (ปลา อาหารทะเล สาหร่าย ฯลฯ) ทางบก (ผัก หมู วัว ฯลฯ) และทางอากาศ (นก ห่าน เป็ด ไก่ ฯลฯ) ฉะนั้นจึงมิต้องสงสัยว่าทำไมบนโต๊ะอาหารของชาวจีนจึงเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิด (ก็เล่นยกมากันครบทั้งสามเหล่าทัพนี่ครับ...ฮ่าๆ) แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น เชื่อไหมครับว่า ผมไม่เคยเห็นอาหารประดามีที่อยู่จนเต็มโต๊ะจะเหลือรอดให้ใครได้เสียดาย...เรื่องกินนี้ ต้องขอยอมแพ้ให้ชาวจีนเขาจริงๆครับ

          หลังจากที่ผมได้จัดคิว"กินเลี้ยง"เรียบร้อยแล้ว ก็มานั่งคิดครับว่าทำไมจะต้องไปตามที่เขานัดด้วยหนอ... อย่างพวกเด็กๆนี่ยังดีหน่อยที่ให้เขามาทำอาหารกินกันที่ห้องของผม จะได้ไม่เปลืองเงิน แต่พวกอาจารย์นี่สิหลายคนก็ใช่ว่าจะคุ้นเคยกันมากขนาดที่ต้องพาไปเลี้ยงกันครั้งแล้วครั้งเล่า... ถามตัวเองว่า "เห็นแก่กินรึ"...อาหารจีนก็ใช่จะถูกปากตัวเองสักเท่าไหร่ "เกรงใจหรือ"...แต่ก็เคยปฏิเสธเขาได้นี่นา แล้วอะไรล่ะที่ทำให้ตกปากรับคำเขาไปอย่างไม่ทัน"ชั่งใจ"...นึกไปนึกมา แล้วคำว่า"เพื่อน"ก็แว้บเข้ามาในหัวทันที

          ใช่แล้วครับ วันนี้ผมรับโทรศัพท์จากอาจารย์หลายคนและให้บังเอิญเหลือเกินที่ทุกคน...ขอเลี้ยงส่ง"เพื่อน"ก่อนกลับบ้าน... ผมเองไม่เคยคิดว่าตัวจะไปเป็นเพื่อนกับชาวจีนคนใดได้หรอกด้วยเหตุเพราะ"ภาษา"ไม่อำนวย แต่กลุ่มอาจารย์ที่ชักชวนกันอยู่นี้ ต่างก็เป็นกลุ่มที่ใช้ภาษาไทยพูดกับผมได้นี่นา ...ผมจึงต้องถามกับตัวเองอีกครั้งว่า"แค่สื่อสารกันเข้าใจ เราก็เป็นเพื่อนกันได้จริงหรือ...?"

          อย่างกลุ่มแรกที่รับปาก คือ คณาจารย์จากโรงเรียนการท่องเที่ยวคุนหมิง กลุ่มนี้มีอ.Gao Shuang Lian (อ.สิขรินทร์) เพียงคนเดียวที่พูดภาษาไทยได้ อีก 3 ท่านคือ อ.Feng Mei อ.Wang Di (รองผอ.) อ.Sun Lang tao (เลขาฯพรรคคอมมิวนิสต์จีนประจำโรงเรียน) ไม่สามารถสื่อสารกับผมได้ แต่ทุกครั้งที่ไปกินข้าวด้วยกัน ทุกคนจะคอยให้อ.สิขรินทร์ เป็นล่ามให้ ...กลุ่มนี้ที่ผมได้รู้จักก็เพราะเขาส่งเด็กมาเรียนที่มร.ลป. ผมจึงต้องไปสอบคัดเด็กที่นี่ในเทอมสุดท้าย แต่ก่อนหน้านั้นล่ะเราได้ทำอะไรร่วมกันหรือ...จึงมาลงท้ายด้วยคำว่าเพื่อนเช่นนี้ เหตุการณ์ที่พอนึกออกก็มี...ผมไปช่วยเขาแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการประสานงานระหว่างหน่วยงาน...แล้วก็ช่วยประสานงานให้เขาได้คุยและตกลงพัฒนา MOU กับทางมร.ลป.อีกครั้งแค่นั้นเอง

          กลุ่มที่สอง คือ คณาจารย์จากมหาวิทยาลัยซือต้าธุรกิจ กลุ่มนี้เป็นอาจารย์ชาวจีนที่สอนภาษาไทยทั้งหมด มีอยู่ด้วยกัน 4 ท่าน คือ อ.แก้ม อ.ฟ้า อ.หญิง และอ.อ้อย ...แต่ก็นั่นแหละ ผมไปที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้เพียงไม่กี่ครั้งหรอกครับ จำได้ว่าครั้งแรกไปช่วยอ่านหนังสือให้เขา เพราะช่วงนั้นผมไม่มีอะไรทำ... ต่อมาไปบรรยายการไหว้ของคนไทยให้เด็กๆเอกภาษาไทยชั้นปีที่ 1 ...เพราะรู้สึกทึ่งครับที่เห็นคนจีนเรียนวิชาเอกภาษาไทย ดังนั้นอะไรที่พอจะช่วยได้ผมก็พร้อมเต็มใจช่วย...หลังจากนั้นก็มีตอนที่พาเด็กๆคนไทยไปแสดงรำสี่ภาคในงานรดน้ำดำหัวอาจารย์ผู้ใหญ่ เพราะอยากทำให้ที่นี่มีบรรยากาศการเรียนการสอนภาษาไทยที่ดี เด็กๆและคุณครูจะได้มีกำลังใจพัฒนาภาษาไทยให้ดียิ่งๆขึ้นไป (ยอมรับเลยครับว่าช่วงนั้นมีใจและมีไฟจะทุ่มให้กับเด็กๆที่นี่มาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาเรียนภาษาไทยเป็นวิชาเอก..อีกส่วนคือ เหมือนเราเป็นฑูตทางวัฒนธรรม เขาอยากรู้อะไรหากผมทำได้ ผมก็จะทำให้ครับ) ...และครั้งสุดท้ายคือตอนที่เขาสนใจคุยกับทางผู้บริหารของมร.ลป.เพื่อพัฒนา MOU ทางวิชาการระหว่างกัน

          กลุ่มที่สาม คือ อาจารย์จากม.ชือต้าที่ผมสอนอยู่มีอ.หลี่และอ.หู ผมไม่แน่ใจว่าทั้งคู่รู้จักกันหรือไม่ ทั้งนี้เพราะผมได้รู้จักกับทั้งคู่ต่างกาลต่างกรรมกันครับผม เริ่มที่อ.หลี่(Dr.Li) อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์จีน ผมได้รู้จักกับท่านเพราะขึ้นรถไปสอนที่วิทยาเขตเฉิงก้งคันเดียวกัน ...เหตุการณ์เริ่มจากที่มีนักศึกษาคนหนึ่งโทรเข้ามาหาผมเพื่อขอลาหยุดเรียนเนื่องจากเขาไม่สบาย...อาจารย์หลี่ได้ยินเสียงเรียกเข้าและได้ยินผมพูดภาษาไทย...เลยเข้ามาแนะนำตัวให้ผมได้รู้จัก... และได้ทราบว่าเมื่อสิบปีที่แล้ว อ.หลี่เคยไปสอนภาษาจีนให้กับโรงเรียนมัธยมในจ.ลำปางและจ.เชียงใหม่ ท่านรู้สึกรักและประทับใจประเทศไทยเป็นอย่างมาก และหลังจากกลับมาอยู่คุนหมิง หากมีโอกาสก็จะพาครอบครัวไปเที่ยวที่ประเทศไทยทุกครั้งหรืออาจเรียกได้ว่า ท่านไปเที่ยวประเทศไทยทุกปีก็ได้ครับ ส่วนอีกท่านคือ อ.หู (Prof.Dr.Hu Deying) ท่านนี้เป็นเจ้านายผมเองครับ เรารู้จักกันเพราะระบบงาน กล่าวคือ ในวันแรกที่ผมมาถึง อ.หูเป็นผู้แนะนำงานทุกอย่างที่ผมจะต้องเจอตลอด 2 ภาคการศึกษา บุคลิกของอ.หู จะค่อนข้างเงียบขรึม ผมเองไม่สนิทกับท่านเลยก็ว่าได้ และหากเป็นเมื่อก่อนที่ได้รู้จักในครั้งแรกๆ...ผมคงคิดว่าการนัดเลี้ยงที่จะเกิดขึ้นนี้ ก็คงไม่พ้นเพราะบทบาทหน้าที่ที่ท่านได้รับมากกว่า...หากแต่เหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่นานนี้ ทำให้ผมต้องมองท่านใหม่ เพราะได้ทราบจากน้องๆที่ช่วยประสานงานระหว่างผมกับอ.หูว่า ท่านกล่าวชมเชยผมต่อท่านรองอธิการบดีมร.ลป.ที่เดินทางมาทำ MOU ในงานเลี้ยงที่ม.ซือต้าจัดให้ นอกจากนี้ท่านยังเป็นธุระไถ่ถามไปยังคณะวิชาต่างๆว่าได้ให้ค่าตอบแทนผมสำหรับการสอนล่วงเวลาหรือยัง...แต่ที่ทำให้ผมต้องอึ้งกว่านั้นคือ ท่านว่าเวลาที่เห็นนักศึกษาคุยกับผม...พวกเขาดูมีความสุข (คาดว่าอ.หูคงบังเอิญเห็นผมตอนอารมณ์ดีน่ะ...ช่างโชคดีจริงๆตัวฉัน... ฮ่าๆ)

          แต่โลกมักมีสองด้านเสมอ คำพูดที่สวยหรูอาจเคลือบแฝงไปด้วยยาพิษก็ได้ ใจผมเริ่มคิดไปไกลว่าเขาเห็นเราเป็นเพื่อนเพราะ"หน้าที่"หรือ"ผลประโยชน์"หรือไม่...แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างกันตลอด 2 เทอมที่ผ่านมา มันมีมากกว่านั้น มันไม่ใช่เรื่องของกำไร-ขาดทุน ไม่ใช่การยื่นหมูยื่นแมว...ความจริงใจที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องโกหก...อะไรกันนะที่ทำให้ผมสุขใจที่จะทำ ยิ่งเมื่อได้ตรองถึงสิ่งสำคัญบางอย่าง ก็เริ่มสัมผัสได้ถึงต้นเหตุของผลทั้งมวลที่ทำให้เกิดเรื่องราวมากมายนี้ ...ก็ใครล่ะที่ทำให้ต้องตื่นแต่เช้า ใครล่ะที่ทำให้ตื้นตันเพียงแค่เขาและเธอกล่าวคำว่า"คิดถึง" ใครล่ะที่ทำให้ท้อและต้องเตรียมตัวสอนใหม่ทั้งหมด...ใครล่ะที่ทำโรงเรียนการท่องเที่ยวคุนหมิงต้องขอร้องให้ผมไปพบ ใครล่ะที่ทำให้อาจารย์ที่ม.ซือต้าธุรกิจขอให้ผมไปสอน... แน่นอน คงเป็นใครไม่ได้หากไม่ใช่เธอ...เหล่า"ลูกศิษย์"ของพวกเรา

          มาถึงตรงนี้ คงไม่ต้องเอ่ยถึง"ความจริงแท้ของมิตรภาพ"ที่เราต่างก็ทุ่มเทตามบทบาทที่ได้รับ นั่นเพราะสิ่งสำคัญร่วมกันของเราคือสิ่งเดียวกันนั่นคือ ลูกศิษย์ ในบางครั้งจึงอาจกระทบกระทั่งกันบ้าง หากแต่ก็เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อลูกศิษย์ของเราไม่ใช่หรือ และคงไม่ต้องย้อนถามตัวเองว่าผมคิดกับเขาอย่างเพื่อนหรือไม่ เพราะคำตอบนั้นผมได้เฉลยไปแล้วนับตั้งแต่ตอบรับโทรศัพท์

          "ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก แค่...รู้ว่ารักก็พอใจ...แค่คำว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จัก...รักเราก็ไม่ได้น้อยลงจริงไหม...แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ ที่สุดแล้ว" ....เสียงเรียกเข้าของผมดังขึ้นมาอีกแล้ว คราวนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกรำคาญใจอย่างที่ผ่านมา หากแต่กลับทำให้ได้เข้าใจถึงสิ่งสำคัญบางอย่าง...ทีคอยเฝ้าบอกผมอยู่ในเพลงมากว่า 8 เดือน....
          ...ยินดีที่ไม่รู้จัก ครับผม

 

 

พบเพื่อพราก จากเพื่อเจอ

Kunming 11-07-01

ปล. พี่มนัญยาครับ บันทึกนี้ไม่เกี่ยวกะเรื่องอาหาร จริงๆนะครับ (ฮ่าๆ)