ภาษาถิ่น เป็นวัฒนธรรมทางภาษาที่งดงาม ทำให้มนุษย์มีความรู้สึกผูกพันรักใคร่ เป็นพวกพ้องเดียวกันได้อย่างลึกซึ้ง ไม่เหมือนการแต่งกายที่สามารถตกแต่งอย่างไรก็ได้ เมื่อดูการแต่งกายแล้วก็บ่งบอกได้ว่าเป็นของชาติใด แต่ภาษานั้นมีสิ่งที่ลอกเลียนได้ยาก ต้องใช้เวลานานมากจึงจะสามารถออกเสียงได้เหมือนเจ้าของภาษา
ปัจจุบันสังคมชนบทได้ข้ามสิ่งนี้ไป เด็กที่เกิดมามักจะไม่สอนให้พูดภาษาถิ่นทั้งที่พ่อแม่เป็นคนที่ใช้ภาษาถิ่นนั้น เช่น ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาถิ่นเหนือ เป็นต้น ด้วยอาจเกิดความรู้สึกว่า เมื่อพูดภาษาถิ่นแล้วจะกลายเป็นคนบ้านนอก
มีเพื่อนบางคนพูดภาษาถิ่นเดียวกัน แต่ไม่กล้าที่จะพูดต่อหน้าคนอื่น..อาย เราพูดกันเฉพาะคนไม่เห็นน่าอายตรงไหน ไม่เหมือนชาวจีนเขาเจอกันที่ไหนพูดภาษาจีนได้เต็มที่ไม่ต้องอายใคร น่ายกย่องชมเชย ในเมื่ออายกันก็พูดภาษากลางก็แล้วกัน...
ภาษากลางจึงเข้ามามีอิทธิพลต่อสำเนียงการใช้ภาษาของชาวชนบท รวมถึงเด็ก ๆ ที่พูดภาษาถิ่นที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก และบางคนอายที่จะพูดภาษาถิ่นของตน ทั้งที่เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่จะสูญไปเรื่อย ๆ แล้วเราจึงจะย้อนรอย ย้อนยุคเหมือนกับคนรุ่นอายุกว่า 50 จะโหยหาสิ่งที่ย้อนยุคสมัยตนเป็นหนุ่มสาว
คำศัพท์เก่า ๆ ค่อยเลือนหายไป ไม่ได้ใช้ วันว่าง ๆ จะย้อนยุคทบทวนดูคำศัพท์ภาษาไทยยวน (สระบุรี) ไม่รู้จะจำได้มากน้อยแค่ไหน เผื่อว่าจะได้แลกเปลี่ยนกันบ้างครับ
มีคำไทยยวนเมื่อตอนผมเด็ก ๆ อยู่หลายคำ ตอนนี้ไม่ค่อยได้ยินแล้ว เช่น "ไน่" ซึ่งหมายถึง "ละลาย" ตัวอย่างประโยค "ฟั่งกิ๋นเหียะ เดี๋ยวไอติมมันย่ะไน่" ความหมายคือ ให้รีบกินเสีย เดี๋ยวไอศกรีมมันจะละลาย คำว่า "ไน่" ไม่ค่อยจะได้ยินแล้ว...
"จ้าว" (ออกเสียงสั้น) หมายถึง "ข่วน" เช่น เล่นกะแมวระวังมันจ่าว" ความหมายคือ เล่นกับแมวระวังมันข่วน
สวัสดีครับท่านอาจารย์ เป็นวิวัฒนาการทางภาษา ถึงอย่างไรก็ยังมีกลุ่มคนที่พูดภาษาถิ่น ผมมองว่าภาษาถิ่นคือความงามในความหลากหลาย เพียงแต่จะสื่อสารกันอย่างใรให้เข้าใจกัน เราต้องเข้าใจภาษาวัยรุ่นด้วย แล้วประยุกต์ใช้
เช่น ต่างคนต่างทำ ต่างต่างไป ภาษวัยรุ่นก็ "คอนเวริด = ทางใครทางมัน เราก็ใช้ภาษาถิ่นเข้าไปให้น่าสนใจว่า" เรือคนละลำ พายคนละดอก น้ำคนละกระบอก ตักใส่คนละไห" คือทางใครทางมันเหมือนกัน
สวัสดีค่ะ..อาจารย์เสน่ห์
นีนาถถูกใจบทเขียนนี้มากขอส่งดอกไม้เป็นกำลังใจนะคะ..(ดอกแอ๊ปเปิ้ลจากสวนหลังบ้านค่ะ) ถ้าอาจารย์ว่างก็แวะเข้าไปอ่านบล๊อกของนีนาถด้วยนะคะ..จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันเรื่องภาษาถิ่น(ภาษาบรรพบุรุษ)ย้อนยุคด้วยกันค่ะ...
http://www.gotoknow.org/blog/neenat
http://www.gotoknow.org/blog/myfourlinespoems
http://www.gotoknow.org/blog/llxproverbs
คิดถึงบ้าน,คิดถึงภาษาถิ่น และใช้ภาษาถิ่นประจำค่ะ...ไม่เคยอายเลย...
มาขอแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยคนครับ สำหรับประเด็นนี้ผมว่าแก้ได้โดยเริ่มจากครูและสถาบันการศึกษาครับ กล่าวคือ ให้เด็กๆรู้ว่าการพูดภาษาถิ่นดีอย่างไร เกี่ยวข้องและสำคัญต่อตัวเด็กๆอย่างไร อาจพัฒนาให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อให้เขาได้ตระหนักถึงคุณค่าแล้วดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ... อาจเป็นหนทางหนึ่งที่พอจะปลูกต้นคิดให้กับเด็กๆได้ต่อไปครับ
ภาษาท้องถิ่นอยู่คู่กับวิถีชาวบ้านมานมนานแล้ว
แต่ภาษาท้องถิ่นกำลังจะหายไป มาจากปัจจัย
ความเจริญในคาบธุรกิจ ว่าผลประโยชน์ไม่มองท้องถิ่นบ้านเกิด
สวัสดีครับ
ขอบคุณครับที่ให้ความคิดเห็นจะได้ต่อยอดความคิดไปอีก
ขอบคุณครับ
นำของมาฝากเช้าวันหยุด
สวัสดีค่ะ อาจารย์เสน่ห์
ถึงเวลาต้องร่วมกันอนุรักษ์ภาษาถิ่นแล้วค่ะ อย่างของครูนกอยู่ภาคใต้ก็จะพบว่า ในละแวกบ้านพักข้าราชการของหน่วยงานแห่งหนึ่งซึ่งพ่อแม่ครูนกอยู่ด้วยมีครัวเรือนที่ใช้ภาษาถิ่นกันในครอบครัวเพียงสามหลังจากหลายสิบครัวเรือน
เมื่อก่อนผมอยู่บ้านนอกพูดภาษาถิ่น พอทำงานมีครอบครัวมีลูกก็ไม่ได้สอนลูกให้พูดภาษาถิ่น ใช้ภาษากลางตอนนั้นความรู้สึกของ"เรา"ก็คิดว่าลูกจะได้ไม่ต้องปรับภาษาเมื่อเข้าเรียนในเมือง พอมาเดี๋ยวนี้ลูกอยากพูดภาษาถิ่นก็พูดไม่ได้ สำเนียงเพี้ยนไป
ปัจจุบันก็จะเหมือนละแวกบ้าน"ครูนก" ที่เด็กนักเรียนที่สอนส่วนมากก็พูดภาษากลางทั้งที่ครอบครัวพูดภาษาถิ่น คงจะคิดเหมือนกับที่ตัวเองคิดเมื่อก่อนนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้...
ภาษาถิ่นเป๋นภาษาตี้งดงามและยังบ่งบอกรากเหง้าชาติพันธุ์ของแต่ละท้องถิ่น หมู่เฮาคนรุ่นหลังควรจ่วยกั๋นฮักษาและสืบสาน
ฝรั่งกูลา ยังมาค้นคิด สนใจอ่านอู้กำเมือง เฮาคนเมืองแต๊ อู้ไดไปเปื๋อง ตั๋วหนังสือเมือง ป๊อยอ่านบ่ได้