กรณีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่ระบุสาเหตุมาจากการสูบบุหรี ตามที่ผู้เขียนเจอเมื่อญาติผู้ตายจะถวายทานแด่พระสงฆ์ มักเข้าใจว่าผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ชอบอะไรก็ถวายสิ่งนั้นให้ไป เช่น ผู้ตายชอบบุหรี หรือสุรา ก็จะถวายตามไปด้วย แท้ที่จริงแล้ว เปรต หรือว่าผู้ละไปแล้วนั้นจะกินอานิสงส์ มิได้กินข้าวน้ำและโภชนาหารอย่างมนุษย์เรา ข้าวปลาอาหารที่ญาติโยมนำไปถวายก็จะแปรสภาพเป็นข้าวทิพย์น้ำทิพย์ หรืออาหารในแบบอย่างที่ภพภูมินั้น ๆ จะสามารถบริโภคได้ ดังนั้นการถวายในสิ่งที่เป็นอบายมุขนอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว ยังจะได้บาปกลับมาอีกด้วย

     วันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤษภาคมนี้ ทางมูลนิธิโรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้จัดโครงการดี ๆ โดยใช้ชื่อว่า "หน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่ สำหรับพระภิกษุสามเณร ในพระราชูปถัมภ์ฯ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๔ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔" ขึ้น   ณ วัดศรีโคมคำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

     นัยว่าพะเยาเป็นจังหวัดอันดับที่ ๓๐ ที่ทางผู้รับผิดชอบโครงการจะจัดให้มีขึ้น จนครบ ๗๗ จังหวัดทั่วประเทศไทย

     วันนี้ผู้เขียนก็ถือโอกาสได้ไปตรวจสุขภาพและเข้าไปสังเกตการณ์พระภิกษุสามเณรทั่วจังหวัดพะเยาที่เดินทางมาจากทั้ง ๙ อำเภอ ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิน ๓๐๐ รูป คิดเป็น ๑๓ % จากจำนวนพระภิกษุสามเณรกว่า ๒,๓๑๓ รูป (สถิติจากสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดพะเยา ปี ๒๕๕๓)

     การจัดโครงการครั้งนี้นอกจากจะถวายเป็นพระราชกุศลแล้ว ยังจุดกระแสให้พระภิกษุสามเณรชาวจังหวัดพะเยาได้ตื่นตัว ตระหนักและเห็นความสำคัญของการเข้ารับการตรวจสุขภาพตามสิทธิประโยชน์ของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และให้พระภิกษุสามเณรในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพและมีภาวะโรคได้รับการให้คำปรึกษาที่เหมาะสม ตลอดจนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพของตนเองด้วย

  โดยมีกิจกรรม ดังต่อไปนี้

     ๑.จัดบริการตรวจคัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพ ให้การวินิจฉัย รักษา ดูแล ส่งเสริมสุขภาพ

     ๒.จำแนกกลุ่มหลังตรวจสุขภาพพร้อมทำทะเบียนกลุ่มปกติ กลุ่มโรคเบาหวาน กลุ่มโรคความดันสูง กลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน

     ๓.ถวายความรู้และแนะนำเรื่องการปรับพฤติกรรมรวมสุขภาพ ตลอดถึงการจัดระบบส่งต่อรายที่ตรวจพบความผิดปกติไปยังสถานบริการระดับสูงต่อไป

     จากข้อมูลของโครงการ ทำให้ทราบว่าโรคที่พบมากในพระภิกษุ-สามเณร ทั่วประเทศ (คาดว่าไม่เกิน ๓ แสนรูป) ๑๐ อันดับแรกคือ ๑)โรคเบาหวาน  ๒)โรคความดันโลหิตสูง  ๓)โรคไขมันในเส้นเลือด  ๔) โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง  ๕) โรควัณโรค  ๖) โรคไต  ๗) โรคต้อกระจก  ๘)โรคกระเพราะปัสสาวะอักเสบ  ๙) โรคกระเพราะอาหาร  และ  ๑๐) โรคหลอดเลือดหัวใจ

     นอกจากนี้แล้วยังพบโรคมะเร็งในพระภิกษุสามเณร ๕ อันดับแรก คือ ๑)โรคมะเร็งปอด  ๒)โรคมะเร็งตับ  ๓)โรคมะเร็งกระเพราะอาหาร  ๔)โรคมะเร็งทางเดินปัสสวะ และ  ๕)โรคมะเร็งช่องปาก

     จากการวิเคราะห์ข้อมูลของทีมงานมูลนิธิฯ ได้สะท้อนให้เห็นปัญหาสุขภาพของศาสนทายาท ส่วนใหญ่ ดังนี้

     ๑.โรคเบาหวาน  เกิดจากการบริโภคอาหารไม่ถูกต้อง

     ๒.โรคความดันโลหิตสูง เกิดจากภาวะความเครียด

     ๓.โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง  เกิดจากการสูบบุหรี

     ๔.โรคไต  เกิดจากการรับประทานอาหารรสจัด หรืออาการแทรกซ้อนมาจากโรคอื่น ๆ

     ๕.โรคไขมันในเส้นเลือด เกิดจากการบริโภคอาหารที่มีไขมันมากเกินไป

 

          ในประเด็นนี้ ผู้เขียนมีทัศนะเพิ่มเติม ดังนี้

     กรณีโรคเบาหวาน โรคไตและโรคไขมันในเส้นเลือด นั้น พระภิกษุสามเณรไม่สามารถเลือกฉันได้ เนื่องจากเป็นไปตามที่ญาติโยมจัดถวายบางวันก็ครบห้าหมู่ บางวันก็ไม่ครบ ยิ่งชนบทยิ่งมีปัญหาเรื่องโภชนาการเยอะมาก แม้ในเมืองเองโยมที่ถวายก็ขึ้นอยู่กับแม่ค้าว่าจะขายอาหารประเภทไหน เป็นของสดใหม่หรือไม่? ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้มันยุ้งเหมือนวัวพันหลัก บางวัดก็มีทางออกโดยมีโรงครัวประจำวัด ซึ่งจาก ๔๔๖ วัดทั่วพะเยา มีไม่ถึง ๒๐ วัดที่มีโรงครัวประจำอย่างที่กล่าวถึง

     กรณีโรคความดันโลหิตสูง ที่ระบุว่าเกิดจากภาวะความเครียด อันนี้น่าสนใจ เนื่องจากบุคลากรทางศาสนาที่ต้องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชนมีความเครียดเสียเองนี้ต้องเป็นโจทย์ให้กับคณะสงฆ์ต้องรีบปรับปรุงแก้ไข  มิฉะนั้นแล้วในระยะยาวใครจะออกทำงานด้านการเผยแผ่เพื่อช่วยชาวบ้าน

     กรณีโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ที่ระบุสาเหตุมาจากการสูบบุหรี ตามที่ผู้เขียนเจอเมื่อญาติผู้ตายจะถวายทานแด่พระสงฆ์ มักเข้าใจว่าผู้ตายตอนมีชีวิตอยู่ชอบอะไรก็ถวายสิ่งนั้นให้ไป เช่น ผู้ตายชอบบุหรี หรือสุรา ก็จะถวายตามไปด้วย แท้ที่จริงแล้ว เปรต หรือว่าผู้ละไปแล้วนั้นจะกินอานิสงส์ มิได้กินข้าวน้ำและโภชนาหารอย่างมนุษย์เรา ข้าวปลาอาหารที่ญาติโยมนำไปถวายก็จะแปรสภาพเป็นข้าวทิพย์น้ำทิพย์ หรืออาหารในแบบอย่างที่ภพภูมินั้น ๆ จะสามารถบริโภคได้ ดังนั้นการถวายในสิ่งที่เป็นอบายมุขนอกจากจะไม่ได้บุญแล้ว ยังจะได้บาปกลับมาอีกด้วย

       ดังนั้น ทางโครงการฯ จึงฝากเตือนมาอีกว่า การจะถวายอะไรแก่พระภิกษุสามเณร ควรยึดหลัก ๕ ควร ๔ ไม่ ได้แก่

๕ ควร คือ

     ๑)ควรถวายอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสำหรับพระภิกษุสามเณร

     ๒)ควรถวายอาหารที่สดใหม่ สะอาด ปราศจากเชื้อรา

     ๓)ควรถวายอาหารที่มีเส้นใยมาก ๆ เช่น ผัก ผลไม้

     ๔)ควรถวายอาหารธรรมชาติ เช่น ผักพื้นบ้าน

     ๕)ควรถวายอาหารสมุนไพร

๔  ไม่ คือ

     ๑)ไม่ควรถวายอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูงและการอุดตันที่เส้นเลือดหัวใจ

     ๒)ไม่ควรถวายอาหารพวกปิ้ง ย่าง ทอดที่ไหม้เกรียม และอาหารรมควัน เนื่องจากมีสารก่อมะเร็ง

     ๓)ไม่ควรถวายอาหารประเภทถั่วและธัญพืชที่มีเชื้อรา

     ๔)ไม่ควรถวายอาหารหมักดอง เค็มและเนื้อสัตว์เค็มที่ตากแห้งที่ใส่ดินประสิว

          ดังนั้น ผู้เขียนเห็นว่า การจะถวายทานแก่พระภิกษุสามเณรนอกจากญาติโยมจะได้บุญ คือความอิ่มอกอิ่มใจ ดีใจที่ได้เสียสละวัตถุสิ่งของให้เป็นทานมัย คือบุญสำเร็จด้วยการให้ทานแล้ว   ญาติโยมเองก็ควรจะได้กุศล คือความฉลาดในการทำบุญด้วย