ตามปกติหากไม่ใช้รถจะติดเครื่องทุกเช้า  อาจมีเว้นวันบ้างเพราะคิดแบบคนมักง่ายว่า "ไม่เป็นไร"  เมื่อวันอาทิตย์ของสัปดาห์ที่แล้ว   พบว่ามีกลิ่นเหม็นเหมือนขนสัตว์ถูกเผา  ใคร ๆ ได้กลิ่นก็บอกว่าเป็นกลิ่นของหนูแน่นอน  เปิดกระโปรงหน้าดูไม่พบ  ยิ่งใช้รถต่อไปยิ่งเหม็นมากขึ้น  เปิดหน้าต่าง ฉีดสเปรย์ก็ยังเหม็นเหมือนเดิม  เพราะวันเสาร์ก่อนหน้านี้ ๑ วันไม่ได้ติดเครื่อง 

 

          วันจันทร์ถึงวันศุกร์ต่อมาไม่ว่างที่จะไปจัดการเรื่องรถ   ส่วนคาร์แคร์ก็จัดการให้ไม่ได้  และเพื่อนบ้านบอกว่า  "หากเป็นหนูจริง  และทั้งยังหาตัวมันไม่เจอเตรียมกดตังค์ไว้รอเลย  เพราะเขาจ่ายมาแล้วเกือบหมื่น"  ก็ได้แต่ยอมรับและคิดอย่างไม่หวั่นไหวหรือทำให้จิตตกมากไปกว่า "ถึงเวลาจ่ายก็ต้องจ่าย"  จะคิดมากไปทำไม 

 

         เมื่อวานได้โอกาสเหมาะ   จึงได้นำรถไปที่ศูนย์ฮอนด้า   พนักงานรับรถบอกว่าขอรับรถไว้ก่อน   และประเมินค่าใช้จ่ายให้  "ไม่เกิน ๔๐๐๐  บาท"   สำหรับอุปกรณ์บางอย่างอาจจะไม่ต้องจ่ายหากไม่พบการชำรุดเสียหาย  ค่าใช้จ่ายก็จะลดลงกว่าที่ประเมินไว้   พนักงานมีข้อแนะนำ ว่า "หากไม่ใช้รถให้เปิดฝากระโปรงไว้  หรือการทำความสะอาดห้องเครื่องบ่อย ๆ ก็สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง" ตามปกติก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคาร์แคร์เท่านั้น  เพราะการดูแลรถได้ซื้อเป็นแพ๊คเก็ต

 

          ผู้เข้ารับบริการรายหนึ่งแนะนำว่า "เขาเคยโดนแบบเดียวกัน  ทั้งแบบส่งกลิ่นเหม็น  และกัดสายไฟทำให้เครื่องไม่ติดอีกด้วย  จึงแก้โดยใช้กาวดักหนูและใส่ยาแบบมีสารพิษไว้รอบ ๆ"  เป็นการแก้ปัญหาได้  แต่หลายคนอาจไม่กล้าทำแบบนี้  ฉันคิดว่าจะขอเลือกวิธีการแนะนำจากพนักงานคนแรก 

 

          ฉันได้ถามพนักงานเกี่ยวกับการเดินทางกลับบ้านว่า "จะเดินทางไปโลตัสได้อย่างไร" เพราะบ้านของฉันอยู่ถนนเดียวกับโลตัส  พนักงานก็ทำท่าดูเหมือนอยากจะบริการ  แต่รู้สึกว่าเป็นการปฏิเสธที่นุ่มนวลดูดี  โดยยกข้อมือมองดูนาฬิกาและพูดว่า  "ทำไงดีครับ  เป็นเวลาที่ช่างพักพอดีและผมก็พักด้วย"  และได้ช่วยแนะนำเรื่องรถประจำทางให้ฉัน

 

            ฉันเดินออกมาคอยรถประจำทางที่หน้าศูนย์รถฯ  นานมากกว่ารถประจำทางจะมา  คิดว่าสายไหนมาก็ต้องขึ้นไปก่อนเพื่อให้ไปถึงศูนย์ขนส่งก็ยังดี    เมื่อขึ้นไปแล้วพนักงานเก็บเงินแนะนำให้ไปลงที่บิ๊กซี  แล้วข้ามถนนไปขึ้นรถฝั่งตรงข้ามจะมีรถไปโลตัส  รู้สึกสบายดีในการเลือกนั่งรถประจำทาง  ได้ยินเสียงแม่ลูก เสียงหนุ่มสาวคุยกันเบา ๆ แบบน่ารัก  และจ่ายเพียง ๑๒ บาทตลอดสาย

 

           ถึงหน้าบิ๊กซีแล้ว  พบวินมอเตอร์ไซค์พอดี   ได้ถามราคาค่าบริการก่อน "จ่ายให้วินเขา ๔๐ บาทก่อนที่จะสวมหมวกกันน็อคแล้วขึ้นนั่งรถ" ประมาณ ๕ นาทีถึงโลตัส  ถือโอกาสไปร้านหนังสือและธนาคารในห้างด้วย

 

         ลงจากมอเตอร์ไซค์ได้พบกับครูผู้ชายท่านหนึ่ง  เขามากับลูกชาย แลมีความสงสัยที่ฉันมามอเตอร์ไซค์  ฉันเล่าสาเหตุความเป็นมาให้เขาฟัง  เขาเดินจากไปแล้ว  และย้อนกลับมาบอกว่า "หากซื้อของเสร็จแล้วให้มารอที่หน้าประตูผมจะไปส่งที่บ้านครับ"  เขาเคยเป็นครูอยู่โรงเรียนเดียวกับฉันมาก่อน  และเขาย้ายจากไปนานแล้ว  เมื่ออยู่ที่โรงเรียนเขามักถูกเพื่อนครูในโรงเรียนลงความเห็นว่าเขาเป็นผู้ไม่มีน้ำใจต่อเพื่อน  วันนี้ฉันพบแล้วว่า "เขาเป็นผู้มีน้ำใจ"  โดยที่ไม่ได้ขอร้องเลย  ซึ่งบ้านของฉันและบ้านเขาอยู่คนละทิศทางกันอีกด้วย

 

          ฉันเสร็จธุระแล้วจึงนั่งรออยู่บริเวณทางออก  มีคุณครูและผู้พบเห็นมากมาย  หยุดพูดคุยด้วยและแต่ละคนแสดงน้ำใจอาสาจะพาฉันไปส่งถึงบ้าน  ฉันได้แต่ตอบขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง  "คนดี ๆ มีอยู่มากมายในสังคมนี้"  ทำให้เราไม่จนน้ำใจจากผู้คนเหล่านี้เลย

 

          ที่ผ่านมานั้นในอดีต  หากเหตุการณ์เป็นแบบนี้ฉันจะโทรศัพท์บอกเพื่อนให้มารับ  ครั้งนี้แม้ว่าจะนึกถึงแท็กซี่เมืองพิษณุโลก   ซึ่งมีผู้เล่าว่าหากจะขึ้นก็ต้องเรียกทางโทรศัพท์ผ่านบริษัท  แต่วันนี้เวลานี้ฉัน "ไม่พกโทรศัพท์"  แล้วนั่นเอง  จึงต้องเลือกวิธีการจัดการตนเองแบบที่ทำได้และไม่ยุ่งยาก 

 

         ฉันทบทวนตัวเองว่า  มีความจำเป็นที่ต้องคิดกังวล  เสียดาย เสียใจ กับเรื่องการเสียเงินโดยใช่เหตุในการซ่อมรถหรือไม่   หรือการไม่ใช้โทรศัพท์มือถือทำให้ไม่สะดวกจริงหรือ  และต้องมองว่าคนในสังคมต้องเป็นเหมือนคำกล่าวหาในทางเสื่อมเสียจริงไหม   หรือจะขับรถเองก็สะดวก  จะนั่งรถประจำทางก็สบาย  และบริการวินมอเตอร์ไซค์ก็ปลอดภัยถึงที่หมาย เพียงแต่เราคิดและเข้าใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยาก ลำบากใจหรือเลวร้าย  ทุกอย่างก็จะเหมือนเป็นเรื่องดี