การเดินทางไปครั้งนี้ มีนิสิตลาวไปด้วย ๑ รูป จุดมุ่งหมายของวันนี้คือบ้านใหม่นายาง เมืองน้ำบาก หลังจากนั่งรถออกจากอุดมไชยมาประมาณครึ่งชั่วโมง รถตู้ประจำทางก็เสียระหว่างทางเนื่องจากสภาพรถเก่า-แต่คนไม่แก่เท่าใดนัก ก็ยอมแพ้เพราะหมดปัญญาแก้ไข หลังจากจอดดูหลายรอบแล้ว เดชะบุญที่มีรถตู้เปล่าวิ่งผ่านมาพอดี รถที่โดยสารมาคุยกันสักพักก็ให้ผู้โดยสารเปลี่ยนรถ เมื่อสอบถามได้ความว่าไปส่งแขก (คงหมายถึงนักท่องเที่ยว)จากหลวงพระบางไปอุดมไชย แล้วตีรถเปล่ากลับมา
ผู้โดยสารที่มาด้วยกันจำนวน ๑๕ คน คนขับและเด็กรถอีก ๒ รวมเป็น ๑๗ คน ประกอบไปด้วยพระไทย ๓ พระลาว ๑ เด็กไทย ๑ ฝรั่ง ๒ อีก ๑๐ เป็นคนท้องถิ่น ด้วยถนนร้อยกว่ากิโล ต้องใช้เวลาเดินทาง ๗ ชั่วโมง ด้วยเหตุ ๓ ประการหลัก ๑)ถนนช่วงอุดมไชย-ปากมอง ยังไม่มีการซ่อม ๒)หนทางเวียนขึ้นรอบเขา ๓)ฝนตก
ในประเด็นนี้การเดินทางของชีวิตมนุษย์ทุกคนต้องเจอกับอุปสรรค์เสมอ บางครั้งก็ง่ายบางครั้งก็ยากขึ้นอยู่กับบริบทของอุปสรรค์นั้น ๆ หากเรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมไม่แน่นอน เป็นไปตามเหตุและปัจจัย เป็นเช่นนี้เอง ก็ย่อมจะทำให้เรามองโลกในแง่ดียิ่งยิ่งขึ้น
เมื่อไปถึงปากมองก็ลงรถเพื่อไปต่อน้ำบาก ก็เห็นฝรั่ง ๒ สามีภรรยา (สามีเป็นคนโปรแลนด์-น่าจะเป็นชาวคริสต์ ส่วนภรรยาเป็นคนแคนนาดา-มีผ้าโผกหัวแบบชาวอิสลาม) กำลังหารถไปหนองเขียวเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ จึงเข้าไปสอบถามซึ่งฝรั่งผู้ชายเคยมาเที่ยวเมืองไทย และฝรั่งผู้หญิงมาหนองเขียวครั้งที่สองเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ผู้เขียนได้ช่วยประสานในการติดต่อรถให้
เมื่อผู้เขียนกำลังจะขึ้นรถ ๒ สามีภรรยากล่าวขอบคุณโบกไม้โบกมือให้ นั้นก็แสดงว่ามนุษย์เมื่อยกเรื่องเชื้อชาติและศาสนาออกไปเสีย เราทั้งผองก็พี่น้องเดียวกัน
เมื่อมาถึงบ้านนาใหม่ เมืองน้ำบาก ญาติพี่น้องของท่านสอนพระนิสิตที่ไปเรียนที่เมืองไทยได้พากันมารอคุย ทีแรกนึกว่าเขามีงานประเพณีประจำปีอะไรสักอย่าง แต่ไม่ใช่เขาจัดการต้อนรับลูกหลานที่เดินทางไปต่างถิ่น มีการมัดมือสู่ขวัญและเลี้ยงแขกที่มาร่วมงาน เนื่องจากชาวบ้านที่นี้เป็นคนไตลื้อบรรพบุรุษอพยบมาจากเมืองสิบสองปันนา ประเทศจีน หมู่บ้านนี้ตั้งเมื่อปี ๒๕๑๗ มีทั้งหมด ๒๒๐ หลังคาเรือน ร้อยละ ๙๐ เป็นลื้อ นอกนั้นเป็นลาวกลาง และลาวเทิง
มีโยมคนหนึ่งชื่อพ่อนาอ่อนแก้ว ธรรมวงศ์ อายุ ๗๒ ปี เล่าว่าพ่อของท่านคือพ่อเฒ่าคอง ธรรมวงศ์ เสียชีวิตแล้ว (เมื่อปี ๒๕๒๐ ขณะอายุได้ ๖๕ ปี) เคยเล่าให้ฟังว่าตอนเป็นหนุ่ม ๆ ไปเชียงใหม่-พะเยา-เชียงราย และยังได้แวะมานมัสการพระเจ้าตนหลวงเมืองพะเยาด้วย โดยใช้วิธีเดินมากับกลุ่มเพื่อน ๆ จำนวน ๔-๕ คน จากบ้านนาใหม่-น้ำบาก-ปากมอง-อุดมไชย-ปากแบ่ง เข้าสู่ไทยที่ห้วยโก๋น-เมืองน่าน-ลำปาง-พะเยา-เชียงราย-เข้าลาว บ่อแก้ว นั้นแสดงว่า ยุครัชกาลที่ ๖ การเดินทางไปมาระหว่างกันไม่เคร่งครัด มีการติดต่อเดินทางไปมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
เมื่อถามถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบนี้เป็นอย่างไร? มีวัดนาใหม่เป็นวัดประจำหมู่บ้าน เมื่อ ๒ ปีก่อนมีพระเณรจำวัดอยู่หลายรูป แต่ปีที่ผ่านมาพระเณรเข้าไปเรียนหนังสือที่ตัวเมืองหลวงพระบางกันหมดจึงมีแต่วัดร้าง แต่ชาวบ้านก็ยังบูรณะปฏิสังขรณ์กันอยู่โดยมีเจ้าภาพใหญ่จากหลวงพระบางมารับสร้างวิหารให้ ปีที่แล้วคณะญาติโยมจากเมืองไทยไปทอดผ้าป่าได้ ๑๘ ล้านกีบ ก็คงจะทุบวิหารหลังเดิมออก
ในประเด็นนี้ผู้เขียนสังเกตมาหลายครั้งแล้วว่า วัด หรือ วิหาร เป็นความภาคภูมิใจของชุมชน และจะมีการอวดวัดกันระหว่างบ้าน แสดงถึงเกียรติภูมิและฐานะอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งในความคิดของผู้เขียนน่าจะเน้นไปที่กุฎิห้องพัก และสวัสดิการของพระภิกษุสามเณรมากกว่า ซึ่งเมื่อสังเกตดูหลายที่สุขภาวะของพระเณรไม่ดีเท่าที่ควร (ศาสนวัตถุก็สำคัญ แต่ศาสนทายาทก็สำคัญกว่า)
เมื่อถามถึงการแสดงธรรมของพระ โยมก็เล่าให้ฟังว่าพระนิยมจะเทศน์ตามใบลานมากกว่า แต่เมื่อถามว่าถ้าพระบรรยายละเขาจะเข้าใจใหม? โยมตอบว่านาน ๆ ครั้ง อันที่จริงโยมพร้อมที่จะฟัง แต่พระไม่สามารถบรรยายด้วยโวหารปฏิภารณ์ได้ เนื่องจากพระเณรอายุยังน้อยและมุ่งไปเรียนหนังสือเสียหมด แต่เมื่อผู้เขียนทดลองให้พระใช้วิธีเทศน์บรรยายดู-โยมก็ตั้งใจฟัง และให้เทศนาธรรมพื้นเมืองคืออ่านตามคัมภีร์ใส่ทำนองมีการเอื้อนเสียงหนักเสียงเบา ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีกว่า การเข้าใจเนื้อหาดีกว่า ๑)เป็นสิ่งที่คุ้นเคยสำหรับเขา ๒)ความเชื่อของเขาอยู่ที่ระดับพิธีกรรม ๓)บริบทของภาษาและเนื้อหาการบรรยายอาจหนักเกินไป
เมื่อถามถึงประวัติบ้านและเรื่องเล่าต่าง ๆ ปรากฏว่าไม่มี จุดด้อยของชุมชนคือ ไม่มีการบันทึกเรื่องราวเอาไว้ หลายเรื่องเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อนานวันย่อมหายไปอย่างน่าเสียดาย
ข้อคิดในวันนี้คือ
๑)วัน-เวลา-โอกาส ที่ผ่านมาล้วนแล้วเป็นประสบการณ์ชีวิต
๒)สถานที่-บุคคล-เหตุการณ์ เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว เหมือนสายลม วูบมาพอให้รู้ว่าเย็นก็จางหายไป