ไม่ใช่แค่กิจกรรม "ตีกลองร้องเต้น" หรือแม้แต่ "อบรมเรื่องค่านิยมทางสถาบันและสังคม" เท่านั้น หากแต่ปีนี้เราชัดเจนร่วมกันแล้วว่าจะปักธงไปยังการสร้างเวทีให้นิสิตใหม่ได้เรียนรู้ความเป็น "สังคมไทยผ่านความเป็นท้องถิ่นอีสาน"

วันนี้เป็นวันที่คณะกรรมการประชุมเชียร์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งประกอบด้วยองค์การนิสิต ชมรมรุ่นสัมพันธ์ และสโมสรนิสิต 18 คณะ จะต้องนำเสนอรูปแบบกิจกรรมของการประชุมเชียร์ ปีการศึกษา 2554

กิจกรรมประชุมเชียร์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาร่วม "สี่ทศวรรษ"  และที่สำคัญคือที่นี่จะเป็นกิจกรรม "ประชุมเชียร์กลาง" (คลาสกลาง)  อันหมายถึงการนำนิสิตชั้นปีที่ 1 มาร่วมร้องเพลงเชียร์และเรียนรู้ชีวิตร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกคณะ เช่นเดียวกับ "สต๊าฟ" ก็มาจากทุกคณะ โดยแต่ละปีใช้คณะทำงานไม่น้อยกว่า 1,000 คน

ที่นี่จัดกิจกรรมแบบบูรณาการเสมอมา  ไม่ใช่แค่เรื่อง "เพลงสถาบัน"  และไม่ใช่แค่กิจกรรม "ตีกลองร้องเต้น" หรือแม้แต่ "อบรมเรื่องค่านิยมทางสถาบันและสังคม" เท่านั้น  หากแต่ปีนี้เราชัดเจนร่วมกันแล้วว่าจะปักธงไปยังการสร้างเวทีให้นิสิตใหม่ได้เรียนรู้ความเป็น "สังคมไทยผ่านความเป็นท้องถิ่นอีสาน" 

 

 

เหตุที่เกริ่นกล่าวเช่นนั้นก็เพราะว่า  ในปีนี้เรื่องราวประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นจากทุกจังหวัดจะถูกนำมาผสมผสานเป็นการเรียนรู้ในกิจกรรมประชุมเชียร์อย่างเข้มข้น  นิสิตที่เข้าร่วมกิจกรรมทั้งพี่สต๊าฟและน้องใหม่ จะต้องรู้เรื่องราวความเป็น "ชาติผ่านท้องถิ่นอีสาน" อย่างมากมาย หรือลึกซึ้งที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถัดจากนั้น  กิจกรรมก็จะยึดโยงให้น้องใหม่เดินทางไปสู่คณะต้นสังกัดและเรียนรู้กิจกรรมสังกัดคณะร่วมกัน  เสร็จจากนั้นก็จะนำพานิสิตลงสู่ชุมชน  ด้วยการให้นิสิตใหม่กับรุ่นพี่ทำกิจกรรมร่วมกับหมู่บ้านรายรอบมหาวิทยาลัยฯ ภายใต้แนวคิดเดิมคือ "หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน"  อันหมายถึงพานิสิตใหม่ไปฝากตัวเป็น "ลูกฮัก" ของชาวบ้าน

กระบวนการดังกล่าว เป็นกลไกหนึ่งในการ "เปิดพื้นที่ห้องเรียน" ให้นิสิตได้เข้าไปเรียนรู้...เป็นกระบวนการของการสร้าง "ห้องเรียนชีวิต" โดยการเปิดหมู่บ้านเป็น "สถานีการเรียนรู้"  พร้อมๆ กับการฝากแฝงแนวคิดของการ "รักท้องถิ่นและการบริการสังคม"

และที่สำคัญคือ เป็นเสมือนการพาน้องใหม่ไปเรียนรู้และเยี่ยมชมกิจกรรมของรุ่นพี่ที่ได้บุกเบิก-นำร่องไว้ในแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งบางหมู่บ้านอาจเป็นพิพิธภัณฑ์  แปลงนาโยน  ห้องประชุม  แปลงสาธิตเกษตรพอเพียง  แผนผังหมู่บ้าน ป้ายชื่อหมู่บ้าน  รั้วหมู่บ้าน  สนามกีฬา หรือแม้แต่ต้นไม้ที่ปลูกไว้ในชุมชน ฯลฯ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย สมัปปิโต : อธิการบดี

.....

ครับ  ทั้งปวงนี้ ผมเพียงแต่กำลังบอกเล่ากับทุกท่านว่า มหาวิทยาลัยแห่งนี้ เปิดโอกาสให้นิสิตได้ทดลองทำในสิ่งที่เขา "คิด" (ทำในสิ่งที่คิด) และมีกระบวนการกำกับดูแลแบบพี่แบบน้องจากมหาวิทยาลัย ทั้งในระบบของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่

ผมเองก็ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกกับเนื้อหาของนิสิตเท่าที่ควร  เพียงแต่เฝ้ามองและให้คำแนะนำอยู่ห่างๆ และก่อนวันนำเสนอของวันนี้ก็ได้เชิญแกนนำมาสังเคราะห์งานร่วมกันบ้างแล้ว พร้อมๆ กับการให้กำลังใจและการแนะนำกลวิธีของการนำเสนอเพื่อให้ "บรรลุ" ในสิ่งที่ "คิดอยากจะทำ"

...

ในช่วงที่ท่านอธิการบดี (ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต) กำลังให้โอวาทและมอบนโยบายอยู่นี้  มีบางห้วงจังหวะที่ท่านกล่าวถึง "ผม" โดยหยิบยกให้เห็นเรื่องราวสภาพการณ์จากอดีตสู่ปัจจุบัน  ซึ่งก็ชวนให้ผมได้นิ่งคิดและคำนึงถึงเรื่องราวของตนเองในเวทีประชุมเชียร์อีกครั้ง

ครั้งนั้นเป็นปี 2535  ผมเขียนกลอนไว้อย่างดิบๆ ว่า..

พี่รู้ว่าน้องเหนื่อยท้อ
ใยเล่า ต้องรอให้อ่อนล้า
ใยเจ้าไม่ลุกขึ้นมา
ปลุกชีพ วิญญา สถาบัน

คลาสเชียร์ใช่ไร้ในความรัก
สายใยยังทอถักเป็นสายฝัน
บทเพลงที่กู่ก้องร้องทุกวัน
คือเสียงความผูกพัน ระหว่างเรา

น้องเหนื่อย น้องท้อแท้
สองตาพี่ยังแล ทุกย่างก้าว
น้องเหนื่อย น้องล้ม น้องร้าว
พี่เราเร่าร้าว..เจ็บทวี

ใจหนึ่ง เพลงหนึ่งในคลาส
ขับขาน ประกาศศักดิ์ศรี
จากใจ สู่ใจ ไมตรี
ผองเรา น้องพี่ผูกพัน

 

...
หมายเหตุ บทกลอนบทนี้เคยถูกเผยแพร่ต่อเนื่องหลายปี
นักร้องท่านหนึ่ง นำไปทำเป็นเพลง และร้องในมหาวิทยาลัย
หรือสังคมของเมืองมหาสารคามในระยะหนึ่ง