ในศตวรรษที่ ๒๑ ครูผู้สอน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้จากตำราสู่เด็กเหมือนอย่างที่เป็น บทบาทครูกลายมาเป็น ผู้เอื้อกระบวนการเรียนรู้ให้กับศิษย์ และให้กำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ กล่อมเกลาศิษย์รักข้ามผ่านแต่ละช่วงอย่างอบอุ่น ปลอดภัย

หากมีพื้นที่ และกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นมิตร ผ่อนคลาย ผมคิดว่า ผู้คนที่อยู่ภายใต้กระบวนการเหล่านี้ พร้อมเสมอที่จะเติบโต ผลิบาน

ผู้ประสานงานจากทางเชียงใหม่ เขียนเล่าถึงสรรพคุณของผู้เข้าร่วมกระบวนการที่จะมาถึง ว่าเป็นใคร มาจากไหน และต้องระมัดระวังในเรื่องใด ซึ่งผมคิดว่าทั้งหมดเจ้าบ้านเป็นห่วงผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ว่าจะมีความคาดหวังสูงในการทำงานและจะผิดหวังเอาง่ายๆ

ความคิดของผมเปลี่ยนจากการทำงานครั้งแรกๆมาก และมากจนกระทั่งรู้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ของการ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ของผู้เข้าร่วมกระบวนการ ทั้งนี้การตัดสินใจของผู้เข้าร่วมเป็นการตัดสินใจเชิงคุณค่าผ่านประสบการณ์เขา เราเป็นเพียงผู้เชื้อเชิญให้เห็นความสวยงามของความรู้ที่มีอยู่รอบๆตัว เราเป็นผู้ชี้ชวนให้มองเห็นมิตรภาพที่มาคู่กับความรู้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่มิตรภาพเหล่านั้นผูกโยงใย เครือข่ายจะมีพลัง เมื่อนั้นเองความรู้เล็กๆที่เป็นเสมือนกิ่งก้านแขนงสายธาร จะหลอมรวมกันเป็น “ธารปัญญา” ที่ทรงพลังและยิ่งใหญ่

ผู้ร่วมเป็นวิทยากรบางท่านเปรยกับผมถึง ความคาดหวังในใจเธอ และความกริ่งเกรงถึงความเพิกเฉยของผู้เข้าร่วมเวทีผ่านคำรำพึง ผมบอกเธอว่า "ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่เราทำให้ดีที่สุดในบทบาทของวิทยากรที่จะช่วยโอบอุ้มหล่อเลี้ยงเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน" ผมเชื่อว่า มนุษย์ทุกผู้ทุกนามต้องการสิ่งบางสิ่งที่ไม่แตกต่างกันมากนัก หากเราให้เขาได้เพื่อเป็นเชื้อไฟในการจุดประกายสิ่งใหม่ๆ ความท้าทายเล็กที่เขาสามารถก้าวข้ามผ่านทีละขั้นๆนั้น จะทำให้พวกเขาเเละเธอมีความสุขและภาคภูมิใจในตัวเองเสมอ...

หลายครั้งที่เราลืมความภูมิใจเล็กๆของเรา เพราะเราคอยแต่จ้องมองความสำเร็จใหญ่ๆที่นอกตัวเรา ที่สำเร็จโดยผู้อื่น เมื่อหันกลับมามองตัวเอง ก็พบว่า สิ่งที่สำเร็จสิ่งเล็กๆที่เกิดขึ้นกับเรา ทำไมช่างจิ้บจ้อยด้อยค่าเสียจริงๆ ...ความรู้สึกแบบนี้ ลดทอนความศรัทธาในตัวตนของตัวเองโดยสิ้นเชิง

กระบวนการเริ่มต้นของ Workshop : The School Of Happiness จึงใช้โอกาสนี้ค้นหาความสำเร็จเล็กๆแต่ทว่ายิ่งใหญ่ และเราทั้งหมดในวันนี้จะเป็นผู้ชมและชื่นชมสิ่งดีๆเหล่านั้น คุณพนัส ปรีวาสนา รับผิดขอบใน session นี้ เราให้ทุกคนวาดรูป “วีรกรรมทำเพื่อศิษย์” โดยผ่านคำถามว่า “สิ่งเล็กๆวีรกรรมเล็กๆที่พวกเราแสนที่ประทับใจที่ได้ทำกับศิษย์ในฐานะครู เรื่องไหนที่ประทับตราตรึงใจที่สุด” การสื่อสารจากภายในตัวเองสู่ภายนอกโดยผ่านการวาดภาพน่าจะเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด แม้เเต่ผู้ที่ไม่มีความสามารถในการวาด แต่การขีดเขียนสัญลักษณ์ลงไปในกระดาษที่ว่างเปล่าก็สามารถทำได้ และสื่อสารเรื่องราวเหล่านั้นผ่านสัญลักษณ์เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นการสื่อความหมายที่ง่ายและทรงพลัง เขาเเละเธอมีความสุขในการยึดโยงประสบการณ์ผ่านสิ่งแทนคำพูดนับพันคำ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของผู้เข้าร่วมเวทีจึงเป็นบรรยากาศที่เราสามารถประเมินได้คร่าวๆว่า เราทำได้สำเร็จแล้วในการเปิดใจยามเช้า “รู้จักฉัน และรู้จักเธอ”  


ช่วงรอยต่อของเวลา...

ปิดตาลงเบาๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อยู่ในท่าที่สบายที่สุด แสงไฟในห้องโถงใหญ่ริบหรี่ลงอย่างละมุน เสียงดนตรีบรรเลงเบาๆ ดังขึ้นเสียดระหว่างความเงียบงัน เป็นเสียงดนตรีบรรเลงที่ไพเราะที่สุด ผมพูดคุยเบาๆในความมืดสลัว ชวนให้ทุกคนโลดแล่นอยู่กับจินตนาการที่งดงาม สมมุติว่าตัวเองเป็นเด็กตัวน้อยๆ ที่กำลังวิ่งเล่น เริงร่า ซุกซนกับสวนสวย ดอกไม้งาม บรรยากาศที่ดูจะผ่อนคลายที่สุด ทุกอย่าง disconnection & reconnection ใหม่ เริ่มจากเวลานี้ กระบวนการ Meditation ง่ายๆที่นำไปสู่บทเรียนใหม่..ทุกคนพร้อมแล้ว 

ผมนำเสนอสไลด์แรงบันดาลใจที่ผมประทับใจ ในเรื่องราวของ “สมอง” ความสำคัญของสมองเป็นความมหัศจรรย์ของชีวิต น้อยคนนักที่จะเรียนรู้สมองของเราอย่างถ่องแท้ Workshop ที่มีคุณครูมารวมตัวกันมากมายขนาดนี้ หากเราเข้าใจเกี่ยวกับ “สมอง” ทั้งในแง่มุมของ Anatomy และ การทำงานที่สัมพันธ์กับปัจจัยหลายอย่างที่สร้างได้ จากครูและพ่อแม่...สู่โจทย์ใหม่ที่ท้าทายคุณภาพชีวิตของสังคมไทย คือ BBL : Brain Based Learning 

ช่วงที่มีสีสันและเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของครูเพื่อศิษย์ ครูพิศมัย เทวาพิทักษ์ครูแห่งโรงเรียนบ้านร้องขี้เหล็ก อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ผ่านการเสวนาหน้าห้อง เป็นการพูดคุย คุ้ยพลังแรงบันดาลใจ “ครูเพื่อศิษย์”  ผมเชื่อว่ากระบวนการพูดคุยและแลกเปลี่ยนกับครูพิสมัยในเวทีนี้ จุดฟืนให้ไฟแห่งอุดมการณ์ของทุกคนให้ลุกโชน ...ผมก็ได้รับพลังเหล่านั้นพร้อมๆกับผู้เข้าร่วม Workshop ด้วยเช่นกัน

ในศตวรรษที่ ๒๑ ครูผู้สอน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดความรู้จากตำราสู่เด็กเหมือนอย่างที่เป็น บทบาทครูกลายมาเป็น ผู้เอื้อกระบวนการเรียนรู้ให้กับศิษย์ และให้กำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ กล่อมเกลาศิษย์รักข้ามผ่านแต่ละช่วงอย่างอบอุ่น ปลอดภัย  

ผู้เข้าร่วม Workshop ทั้งหมดจับจองที่นั่งได้ตามอัธยาศัย สองชั่วโมงครึ่งจากนี้ไป เราใช้ภาพยนตร์คัดสรร Coach Cater มาเปิดให้ชม : Educator and inspiation for the film Coach Cater  

Carter gained notoriety in 1999 when coaching the Richmond High School Oilers. He canceled all of his undefeated basketball team's games and practices for eight days -- forfeiting two games (one non-conference game and one alumni game) -- because fifteen team members had unacceptably poor academic performance. This event was known as "the lockout", and his actions were criticized by the school, players' parents, the community, the schools that his team was scheduled to play, and media commentators.

ห้วงของการชมภาพยนตร์ได้จัดเวลาให้เต็มที่ ไม่ตัดทอนเรื่องราวลงแม้แต่ฉากเดียว เพราะเราเชื่อว่าภาพยนตร์ถูกร้อยเรื่องมาเป็นอย่างดี มีจังหวะบีบ คลาย ที่สมดุล และเมื่อชมภาพยนตร์เรื่องนี้จบ..บทเรียนจะถูกสรุปอยู่ผ่านการสังเคราะห์ของแต่ละท่าน ถ่ายทอดออกมา แลกเปลี่ยนกัน ไม่สรุป ไม่ชี้ถูกผิด เพราะเราเชื่อว่าหมุดหมายของแต่ละคนแตกต่างกัน พลังจากภาพยนตร์คัดสรร จะมาเติมเต็มสิ่งที่เขาศรัทธา และพวกเขาจะก้าวต่อไปอย่างมั่นใจและมีความสุข

เวลา ๑ วัน...สำหรับ workshop ที่ต้องการกระบวนการที่ประณีต ช่วงเวลาอาจจะน้อยเมื่อเทียบกับกระบวนการที่ออกแบบมาอย่างสอดรับในแต่ละช่วง วงสนทนาถูกเบียดเวลาเหลือไม่มาก รวมไปถึงการถ่ายทอดเรื่องราวจากตัวเองสู่สาธารณะเป็นไปอย่างจำกัดเมื่อมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มากำหนด...

ทุกอย่างเป็นไปตามวาระที่ถูกจัดมาแล้วเป็นเบื้องต้น

ทีมงานวิทยากรมีความสุขและมีพลังมากขึ้นทุกครั้งเมื่อสิ้นสุดกระบวนการ เเละเมื่อเห็นการเติบโตผ่าน “ต้นไม้แห่งความคาดหวัง”

นั่น!! ดูเหมือนจะเป็นดัชนีชี้วัดที่เป็นนามธรรมเพียงไม่กี่อย่างที่พวกเราต่างได้อ่านและมีความสุขกับสิ่งที่ได้รับผ่านกระบวนการทั้งหมดภายใน ๑ วัน ว่าเขารู้สึกอย่างไร เขาได้อะไรกลับไปบ้าง...แน่นอนว่ามากน้อยต่างกัน แต่โดยภาพรวมถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้งก่อนที่ครูทั้งหมดจะเดินทางกลับไปใช้ชีวิต “ครูมืออาชีพ” ในชีวิตจริงที่เขาต้องผจญกับเรื่องราวมากมาย

ขอบคุณผู้เข้าร่วมกระบวนการทั้งหมด ขอบคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ขอบคุณทีมงานของผมที่ต่างก็เติบโต เติมเต็มกันและกัน 

ขอบคุณโอกาสดีๆที่ผมได้รับเสมอมาจากกัลยาณมิตรครับ

 


 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

๒๖ เมย.๕๔