ในปัจจุบันซึ่งเป็น  ยุคสังคม-เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Society and Economy)”  ที่ประเทศทั่วโลกต่างก็ใช้ "ความรู้ (Knowledge) และภูมิปัญญา (Wisdom) เป็นพลังในการขับเคลื่อนทางสังคมและเศรษฐกิจ ส่งผลให้แต่ละประเทศมีการศึกษาวิจัย สร้าง และเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างไม่ขาดสาย ความรู้ที่มีอยู่ในตำราจึงล้าสมัยไปในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ที่เรียนรู้เฉพาะเนื้อหาในตำราและเฉพาะในช่วงเวลาที่เรียนอยู่ในสถาบันการศึกษา โดยไม่เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้หลากหลายรอบตัวในลักษณะของการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ก็จะกลายเป็นคนตกยุค ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทของสังคม (Social Contexts) ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ และเมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปประกอบอาชีพ  ความรู้ที่เรียนมาจากตำราก็จะไม่ทันกับเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technologies and Innovations) ที่ต้องใช้ในการทำงาน ซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพราะมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทุกประเทศจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้าง “สังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society)” และการจัดการศึกษาก็ต้องเป็นการพัฒนา “สมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong  Learning Competencies)” ให้กับผู้เรียน เพื่อให้พวกเขาสามารถปรับตัวให้กลมกลืนกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยตัวเอง   “สมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Competencies)" หมายถึง ลักษณะทางจิตใจ พฤติกรรม และความสามารถที่จะช่วยให้บุคคลเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ลักษณะทางจิตใจ คือ การมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ (Motivation to Learn) ลักษณะทางพฤติกรรม คือ การมีพฤติกรรมใฝ่รู้ใฝ่เรียน (Curiosity Behaviors) เรียนรู้ในทุกที่ทุกเวลา จากแหล่งเรียนรู้หลากหลายรอบตัว และลักษณะทางความสามารถ คือ การมีทักษะในการเรียนรู้ (Skills of Learning) หรือ "การเรียนรู้วิธีเรียน: Learn How to Learn" (วิไล แพงศรี: 2553:8)

            ยุทธวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ที่เป็นกระบวนการตลอดชีวิต คือ การสนับสนุนให้ผู้เรียน “เรียนรู้ด้วยการนำตนเอง (Self-directed Learning: SDL)” ซึ่ง “เน้นการสอนวิธีการเรียนรู้มากกว่าสอนความรู้” ตามหลักคิด “Give me a fish and I eat for a day. Teach me to fish and I will eat for a lifetime." (Hiemstra. 2003: Online) หลักคิดดังกล่าว แปลตรงตามตัวอักษรได้ว่า “ถ้าท่านให้ปลาตัวหนึ่งแก่ฉัน ฉันจะกินมันหมดภายใน 1 วัน   แต่ถ้าท่านสอนให้ฉันตกปลา  ฉันจะมีปลากินไปตลอดชีวิต” แต่มีความหมายโดยนัยด้านการเรียนการสอนว่า การสอน “วิธีการเรียนรู้:  How to Learn” ให้กับผู้เรียน จะช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ตลอดชีวิต ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าการสอน “ความรู้ : What to Learn” ที่จะให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ผู้เขียนเองก็เชื่อในแนวคิดดังกล่าวมาแต่แรก และเน้นการสอนวิธีการเรียนรู้มาตลอดเวลากว่า 30 ปีของการเป็นอาจารย์สถาบันอุดมศึกษา

             ประชาคมโลก ต่างก็ให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนให้ประชาชนของประเทศตน เรียนรู้แแบบเป็นกระบวนการตลอดชีวิตโดยใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัด “ประชุมนานาชาติด้านการเรียนรู้ด้วยการนำตนเอง: The International Self-directed Learning Symposium)" มาแล้วกว่า 20 ครั้ง แต่สภาพการเรียนการสอนของไทยในทุกระดับและประเภทการศึกษาโดยรวม ยังไม่ได้เป็นไปในแนวทางดังกล่าว ดังผลการวิจัยเรื่อง “การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อสังคมไทย ในศตวรรษที่ 21” ซึ่งสรุปความได้ตอนหนึ่งว่า การเรียนการสอนของไทยในปัจจุบันยังไม่เอื้อต่อการศึกษาตลอดชีวิต เพราะไม่ได้ให้เครื่องมือแก่ผู้เรียน เพื่อใช้ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองในภายหน้า ไม่พร้อมที่จะพัฒนาคนให้มีคุณสมบัติเข้ากับโลกยุคใหม่ คือ มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และมีความสามารถในการจัดการ ยังเน้นการป้อนเนื้อหาความรู้แก่ผู้เรียน ไม่เน้นที่จะฝึกให้ผู้เรียนรู้วิธีแสวงหาความรู้ได้เอง อีกทั้งการวัดผลประเมินผลการเรียน ก็เป็นการวัดความรู้ความจำในเนื้อหาที่ได้เรียนไป ไม่เน้นการนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และยังไม่เน้นการประเมินผลตามสภาพจริง   (สุมาลี สังข์ศรี. 2544: 71-74, 109)

            เฉพาะในการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้น สำนักนโยบายและแผนอุดมศึกษา สำนักงานปลัดทบวงมหาวิทยาลัย (2544: 9) ได้ระบุถึงปัญหาคุณภาพของการอุดมศึกษาของไทย สรุปความได้ว่า อุดมศึกษาไทยกำลังประสบภาวะวิกฤติทั้งด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ เพราะไม่ได้พัฒนาเชาวน์ปัญญา  เน้นเพียงการท่องจำจากการถ่ายทอดและการสอน แม้จะมีบัณฑิตเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่มีนักคิดเกิดขึ้นน้อย โดยจุดอ่อนที่สำคัญของการอุดมศึกษา อยู่ที่ความด้อยคุณภาพทั้งของหลักสูตร และกระบวนการจัดการเรียนการสอน ภาพที่ชัดเจนของปัญหาคุณภาพการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าว จะเห็นได้จาก รายงานการวิจัยเรื่อง “ศักยภาพของนักศึกษาสถาบันราชภัฏ” ซึ่งเป็นการศึกษาศักยภาพของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 (ปีสุดท้ายของหลักสูตร) จากสถาบันราชภัฏทั่วประเทศ โดยการตรวจสอบทักษะสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่  1) ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคต (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต) อันประกอบด้วย 3 ทักษะย่อย ได้แก่  (1) ทักษะการเรียนรู้  (2) ทักษะการคิด และ (3) ทักษะการสื่อสาร  2) ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงาน ซึ่งประกอบด้วย 3 ทักษะย่อย ได้แก่ (1) ทักษะการจัดการ (2) ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และ (3) ขยันอดทน อดออม  ประหยัด และ 3) ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งประกอบด้วย 3 ทักษะย่อย ได้แก่  (1) ควบคุมตนเองได้  (2) มีความรับผิดชอบและมีวินัยในตนเอง และ (3) ช่วยเหลือผู้อื่น  เสียสละ  มุ่งมั่นพัฒนา  ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาโดยรวมมีคะแนนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ในอนาคตต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับอีก 2 ทักษะที่ได้รับการตรวจสอบ โดยทักษะย่อยที่มีคะแนนต่ำที่สุดในทักษะการเรียนรู้คือ ทักษะการสื่อสาร และในทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานนั้น นักศึกษามีทักษะการจัดการต่ำสุด (เพ็ญจันทร์ สังข์แก้ว. 2545 : 78-82) จากผลวิจัยดังกล่าว ชี้ว่า นักศึกษาสถาบันราชภัฏโดยรวมจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

            หากพิจารณาแคบลงมา เฉพาะนักศึกษาสถาบันราชภัฏ/มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ผู้เขียนประสบมาด้วยตนเองเป็นเวลานาน พอจะสรุปได้ว่า นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขาวิชา (ผู้เขียนมีโอกาสสอนนักศึกษาแทบทุกสาขาวิชา เพราะรับผิดชอบสอนในรายวิชาพื้นฐาน/วิชาศึกษาทั่วไปที่นักศึกษาทุกโปรแกรมวิชา/สาขาวิชาจากทุกคณะจะต้องลงทะเบียนเรียน) ส่วนใหญ่ยังขาดสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต กล่าวคือ ในลักษณะด้านจิตใจและด้านพฤติกรรมนั้น นักศึกษายังขาดแรงจูงใจในการเรียนรู้ และไม่มีพฤติกรรมใฝ่รู้ใฝ่เรียน จะเห็นได้จากการใช้วิธี “การเรียนรู้เชิงรับ: Passive Learning” คือ รอรับความรู้จากการถ่ายทอดของผู้สอน มากกว่าที่จะศึกษาเอกสารการเรียนมาล่วงหน้า ขาดความสนใจในการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้หลากหลายรอบตัว และขาดการติดตามข่าวสารความก้าวหน้าทางวิทยาการใหม่ๆ และในด้านความสามารถนั้น นักศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดทักษะในการเรียนรู้ ได้แก่ ทักษะการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ตามที่ต้องการ (แม้จะมีทักษะ IT แต่ส่วนใหญ่จะใช้ได้เพื่อประโยชน์ด้านความบันเทิงและด้านการติดต่อสื่อสารที่หาสาระไม่ได้ แต่เมื่อให้ใช้เพื่อประโยชน์ด้านการเรียนรู้ จะพบว่าขาดทักษะเป็นส่วนใหญ่) ขาดทักษะการเรียนรู้จากการอ่านและการฟังในขั้นความเข้าใจ ขั้นการสรุปความ ขั้นการแปลความ ขั้นการตีความ และขาดทักษะการพูด-การเขียนเพื่อสื่อความคิดความเข้าใจในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลอื่น อนึ่ง จากการตรวจสอบทักษะการคิดประเภทต่างๆ ได้แก่ การคิดแบบอภิปัญญา (Metacognition) การคิดอย่างมีเหตุุผล  (Rational Thinking) การคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking) การคิดสังเคราะห์ (Synthetic Thinking) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) และ การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ในทุกๆ หมู่เรียน มีทักษะดังกล่าวใน “ระดับต้องปรับปรุง” เมื่อเทียบกับเกณฑ์ 

             ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ผู้เขียนจึงเกิดแรงจูงใจที่จะหาแนวทางในการพัฒนาสมรรถภาพในการ เรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับนักศึกษาสถาบันราชภัฏ/มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ให้ได้ผลอย่างแท้จริง จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) เพื่อให้ได้ทั้งรูปแบบ (Model) ขั้นตอนการปฏิบัติ (Stage) และชุดการจัดการเรียนรู้ (Learning Packages) โดยดำเนินการเป็นเวลา 8 ปี จากปี 2545-2552 และใช้เวลาอีก 1 ปี (ปี 2553) ในการเขียนรายงานการวิจัย จุดประสงค์สำคัญที่เขียนบันทึกนี้ขึ้นมา ก็เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการวิจัย กับสมาชิกที่มีความสนใจร่วมกัน ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับข้อชี้แนะจากผู้อ่านทุกท่าน เพราะไม่มีรูปแบบ ขั้นตอนและชุดการปฏิบัติใดที่ดีที่สุด ทำนองเดียวกับที่มีคำกล่าวว่า "หนังสือเล่มที่ดีที่สุด ยังไม่มีใครเขียน" ฉันใดก็ฉันนั้น อนึ่ง สิ่งที่นำมาแลกเปลี่ยนใช่ว่าจะใช้ได้เฉพาะในการจัดการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษาเท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกระดับการศึกษา รวมทั้งระดับการศึกษาปฐมวัยที่ผู้เขียนมีประสบการณ์ในการทำวิจัยเรื่อง "การพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ" ภายใต้โครงการ "บ้าน-โรงเรียนร่วมใจ" ซึ่งได้ดำเนินการเป็นเวลา 5 ปี (ปี 2540-2544) โดยได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเป็นผลงานที่ภาคภูมิใจ เพราะเป็นการบูรณาการการปฏิบัติภารกิจอาจารย์สถาบันอุดมศึกษา ด้านการผลิตบัณฑิต การพัฒนาครูประจำการ การให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชน และการวิจัยเข้าด้วยกัน  

             บันทึกนี้ จะเขียนโดยซอยย่อยเป็นตอนๆ เริ่มด้วยตอนนี้เป็นตอนที่ 1 ซึ่งจะเกริ่นนำให้ทราบว่า ผู้เขียนได้ดำเนินการวิจัยเป็น 3 ระยะ (Phases) โดยระยะที่ 1 ได้ปฏิบัติการวิจัยในช่วงปีการศึกษา 2545-2546 งานวิจัยนี้ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 56 เรื่องของงานวิจัยที่มีคุณค่าทางวิชาการและมีประโยชน์ในการนำไปใช้พัฒนาการเรียนรู้ (จากงานวิจัยทั้งสิ้น 611 เรื่องที่มีผู้ส่งไปให้คณะกรรมประเมินฯ) และได้รับเชิญให้นำเสนอผลการวิจัยในการประชุมทางวิชาการ "การวิจัยเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้" จัดโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ระหว่างวันที่ 19-20 กรกฎาคม 2547 ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพฯ ชื่อเรื่องวิจัยคือ "การพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ด้วยกระบวนการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน (Developing Learning Competencies Among Undergraduates Through Classroom Action Research)" การวิจัยในระยะที่ 2 ได้ปฏิบัติการวิจัยในช่วงปีการศึกษา 2547-2548 โดยพัฒนาต่อจากผลการวิจัยในระยะที่ 1 ชื่อเรื่องวิจัยคือ "การพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจิตวิทยามนุษยนิยมและจิตวิทยาปัญญานิยม (Developing Lifelong Learning Competencies Among Undergraduates Through Humanistic and Cognitive Psychology-based Learning Management Model)" โดยได้เดินทางไปเสนอผลการวิจัยดังกล่าวในงาน "3rd International Postgraduate Research Colloquium" ซึ่งจัดโดย International Islamic University, Malaysia (IIUM) กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (ดังภาพประกอบข้าล่าง)  ส่วนการวิจัยในระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการวิจัยในระยะสุดท้ายต่อเนื่องจาการวิจัยในระยะที่ 2 ได้ปฏิบัติการวิจัยในช่วงปีการศึกษา 2550-252 ชื่อเรื่องวิจัย คือ "การวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี (Research and Development to Promote Lifelong Learning Competencies Among Undergraduates in Ubon Ratchathanni Rajabhat University)" และได้เขียนรายงานการวิจัยเพื่อสรุปรวบยอดงานวิจัยทั้ง 3 ระยะ ในปีการศึกษา 2553

  

  

  

 

 

               ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้รับความคิดเห็นและข้อชี้แนะ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้อ่านทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาระดับใดก็ตาม หรือท่านจะเป็นครูอาจารย์-บุคลากรทางการศึกษาหรือไม่ก็ตาม เพราะการจัดการศึกษาเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม ดังสำนวนที่ว่า "All for Education" 

                โปรดติดตามตอนต่อๆ ไป ขอบพระคุณค่ะ 

 

                                                    แหล่งอ้างอิง

นิตยา สำเร็จผล. (2547). การพัฒนาตัวบ่งชี้การเรียนรู้ตลอดชีวิต.  ปริญญานิพนธ์ กศ.ด. (การวิจัย

            และพัฒนาหลักสูตร).  กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ปลัดทบวงมหาวิทยาลัย, สำนักงาน.  สำนักนโยบายและแผนอุดมศึกษา. (2544). วิสัยทัศน์การพัฒนา

              อุดมศึกษาของแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุมศึกษา ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545 – 2549). 

            พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักวางแผนและพัฒนาสถาบันราชภัฏอุบลราชธานี.

เพ็ญจันทร์  สังข์แก้ว.  (2545).  ศักยภาพของนักศึกษาสถาบันราชภัฏ.  วารสารราชภัฏเพชรบูรณ์สาร

            6(1), 78-82.

วิไล แพงศรี. (2547). การพัฒนาสมรรถภาพการเรียนรู้ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีด้วยกระบวนการวิจัย

            ปฏิบัติการในชั้นเรียน. ใน เอกสารการประชุมทางวิชาการเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้

              วันที่ 19-20 กรกฎาคม 2547 (หน้า 207-214).  กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

              . (2549). การพัฒนาสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักศึกษาระดับปริญญาตรี

              ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจิตวิทยามนุษยนิยมและจิตวิทยาปัญญานิยม.

            รายงานการวิจัย. อุบลราชธานี: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. 

              . (2553). การวิจัยและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต                 

              ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี. รายงานการวิจัย.

            อุบลราชธานี: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี.

สุมาลี สังข์ศรี. (2544).  การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อสังคมไทย.  รายงานการวิจัย.  กรุงเทพฯ:            

            องค์การค้าของคุรุสภา.

ETUC Executive Committee. (2005). Higher Education in a Lifelong Learning Perspective.

             Retrieved 12 April 2011 from http://www.etuc.org/a/1678. 

Hiemstra,  R. (2003).  Self-directed Learning Web Page. Retrieved January 4, 2003

             from http:// home. twcny.rr.com/hiemstra/sdlhome.html.

Lange, Dirk;  Beutler, Zita; and Heldt, Inken. (2011). Developing Citizens – Paths  

               to Core Competencies Through a Problem-based Learning Project in Civic

               Education. Retrieved 12 April 2011 from http://www.ipw.uni-hannover.de/5556.html.