ขอบคุณ ดร.วสะ บูรพาเดชะ มากนะคะ ที่เป็นท่านแรกที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาในบล็อคนี้ ขอใช้คำแทนตัวเองว่า "อาจารย์แม่" อย่างที่ดร.ขจิต เรียก และใช้คำแทนตัวดร.วสะ ว่า "อาจารย์ลูก" อย่างที่ใช้เรียก ดร.ขจิต ก็แล้วกันนะคะ เพราะดูตามปีที่อาจารย์ลูกเรียนจบปริญญาตรีแล้ว ถ้าอาจารย์แม่แต่งงานตอนจบปริญญาตรี (อายุ 21 ปี) ลูกคนแรกของอาจารย์แม่ก็คงจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับอาจารย์ลูกวสะนี้แหละ (แต่อาจารย์แม่มีครอบครัวหลังจบปริญญาโท 1 ปี อีกปีเศษๆ จึงมีลูกคนแรก ที่อยู่ของลูกชายอาจารย์แม่ก็คล้ายๆ ที่อยู่ของอาจารย์ลูก คือภายในรั้วของหมู่บ้านที่เขาอยู่เป็นเขตสมุทรปราการ [บางพลี] แต่นอกรั้วเป็นเขตกทม.) อาจารย์แม่ชอบใช้ชีวิตอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า (บันทึกใน Blog "Pridetoknow") แต่ก็มีความสุขที่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (Learning Facilitator) ให้กับผู้เรียนในสถาบันอุดมศึกษา (บันทึกใน Blog "Goaltoknow") ซึ่งเป็นระดับการศึกษาที่เตรียมผู้เรียนออกไปทำงานและใช้ชีวิตในสังคม
อาจารย์แม่ชื่นชมอาจารย์ลูกมากนะคะ ที่เป็น "อาจารย์รุ่นใหม่ไฟแรง" และภูมิใจแทนม.อัสสัมชัญที่มีบุคลากรคุณภาพอย่างอาจารย์ลูก "วสะ" ที่แปลว่าความตั้งใจ (ชื่อเท่ห์ดี) และจากที่ได้อ่านการดำเนินเรื่องและสำนวนเขียนในประวัติของอาจารย์ลูกแล้ว อาจารย์แม่ว่า ถ้าอาจารย์ลูกจะเขียน "Pocket Book" เกี่ยวกับการเรียนและการทำงานของตน แล้วละก็ ตลาดหนังสือเมืองไทยจะได้หนังสือที่อ่านเพลินชนิดวางไม่ลงและยังได้สาระดีๆ อีกด้วย อาจารย์แม่นี่แหละจะเป็นคนแรกที่สั่งจอง 10 เล่ม (ก่อน) ไว้อ่านเองและฝากอาจารย์รุ่นหลังๆ อ่าน จะได้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อพัฒนางานวิชาชีพของตน อาจารย์แม่ไม่ได้พูดเล่นนะคะ ถ้าอาจารย์ลูกเขียนก็เท่ากับเป็นการสนับสนุน "ทศวรรษแห่งการอ่านของคนไทย (ปี 2552-2561)" ไปด้วยในตัว ชื่นชมที่อาจารย์ลูกเป็นคนรุ่นใหม่ แต่ใช้วรรณยุกต์ไทยได้ถูกต้อง คือ ใช้วรรณยุกต์โทกับอักษรต่ำเพื่อให้ออกเสียงเป็นเสียงตรี คือ "แว้บ" เพราะเดี๋ยวนี้ใช้ผิดกันมาก (แม้แต่ครูอาจารย์รุ่นกลางเก่ากลางใหม่) คือ จะใช้วรรณยุกต์ตรีกับอักษรต่ำซึ่งตามหลักภาษาแล้วไม่สามารถใช้ได้ เช่นเขียนผิดกันว่า "มั๊ย" ถ้าจะให้ถูกต้องเขียน "มั้ย" เหมือนกับคำว่า ไม้ ม้า แม้น มุ้ง ที่ออกเสียงเป็นเสียงตรีแต่ใช้วรรณยุกต์โท
อาจารย์แม่รู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่ที่เห็นในศูนย์รวมข้อมูลแล้วล่ะค่ะ ว่า "คุณแว้บ" แสดงความเห็นในบันทึกของอาจารย์แม่ ("แว้บ" นี่คงจะหมายถึงการคิดคำตอบได้ในทันทีจากการหยั่งรู้ [Insight] ไม่ใช่ "แว้บ" ที่เป็นอาการของอาจารย์บางคนที่เข้าห้องประชุมเพียงครู่เดียวแล้วก็ "แว้บ" หายไปนะคะ) เพราะตั้งแต่เขียนบันทึกนี้ขึ้นมา ก็ยังไม่มีใครแสดงความเห็นเลย ทั้งที่บันทึกอื่นๆ ของอาจารย์แม่ก็มีผู้แสดงความเห็นกันพอสมควร อาจารย์ลูกดร.ขจิตก็แค่มาเตือนให้เขียนต่อ จริงๆ แล้วบันทึกนี้อาจารย์แม่ต้องการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากที่สุด แล้วที่อาจาย์ลูกบอก "รออ่านบันทึกของอาจารย์ด้วยใจระทึกครับ" นี่ อาจารย์แม่สงสัยว่า "ระทึก" ยังไงคะ ทำไมถึงระทึก และขอความรู้ด้วยว่า คำว่าระทึกนี่ที่เมืองมะกันเขาใช้คำว่าอะไร น่าจะเป็นความรู้สึกที่มากกว่า Excited นะคะ
วันนี้อาจารย์แม่ต้องตรวจเค้าโครงงานวิจัย (เกี่ยวกับการพัฒนาความใฝ่รู้ใฝ่เรียนให้กับเด็กประถม) ของนักศึกษาป.โทสาขาวิจัยและประเมินผลการศึกษา เพราะนัดเขารับความเห็นวันนี้ (ส่งเค้าโครง-รับความเห็นกันทาง e-mail) และยังมีงานด่วนที่ต้องจัดการที่ "ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้" เสร็จแล้วถึงจะเป็นคิวของบันทึกที่สองใน Blog นี้ค่ะ ที่จริงเตรียมมา 2-3 อาทิตย์แล้วล่ะค่ะ แต่อาจารย์แม่เป็นคนคิดเร็วแต่ทำงานช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิมพ์จะงุ่มง่ามมาก อย่าลืมติดตามและให้ความเห็นนะคะ เพราะความเห็นของอาจารย์ลูกจะเป็นกำลังใจและเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับอาจารย์แม่
(อาจารย์แม่สังหรณ์อยู่แล้วว่าจะมีปัญหา เพราะมีอาการไม่ปกติตั้งแต่ที่เริ่มเขียนตอบความเห็นในตอนตี 4 พอตอบจบคลิกบันทึกแล้วก็ไปทำธุระอื่น แล้วถึงกลับมาดู ปรากฏว่าไม่บันทึกให้ และเข้าไปหน้าแสดงความเห็นก็ไม่ได้ ต้องเริ่มเข้าระบบใหม่ ก็พบว่าข้อมูลที่พิมพ์ไว้หายหมด อาจารย์แม่ต้องพิมพ์ใหม่นะคะนี่ วันก่อนเห็นผู้ดูแลเว็บบอกว่ามีบริการ Save Draft อัตโนมัติ อาจารย์แม่ไม่เห็น Save เลย ถ้าอาจารย์ลูกมีคำแนะนำก็ช่วยชี้แนะอาจารย์แม่ด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ ...เพี้ยง!...คราวนี้ขอให้บันทึกสำเร็จ)