การวิจัยก็เริ่มจากตัวชีวิตเรา ต้องทำการวิจัยตนเองและทำตัวเองให้ดีก่อน

เมื่อวานนี้หลังจากที่ผมได้อ่านและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องพุทธเศรษฐศาสตร์ ก็ทำให้ได้ย้อนนึกถึงย้อนไปเมื่อครั้งทำงานวิจัยในอดีต

เหตุเกิดขึ้น ณ ร้านขนมจีนปลาตะโกก จังหวัดอุตรดิตถ์ ผมได้พาอาจารย์ไปทานขนมจีน ซึ่งร้านขนมจีนปลาตะโกกนี้ เป็นร้านที่ขึ้นชื่อมาก ๆ ไว้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองโดยเฉพาะ

แล้วอาจารย์ก็ถามผมว่า

ปภังกร ปลาตะโกกเนี่ยหน้าตาเป็นอย่างไร

ผมตอบอย่างหน้าชื่นตาบานเลยครับว่า

"ไม่ทราบครับ "

มาทานทีไรก็เห็นเป็นน้ำยาปลามาแล้ว

แล้วอาจารย์ท่านก็บอกกับผมว่า การเป็นนักวิจัยและทำงานวิจัยมาก ๆ จะทำให้เรากลายเป็นเด็กอีกครั้ง

การเป็นเด็กนี่หมายถึง การช่างคิด ช่างสงสัย ช่างซักถาม ช่างสังเกต เห็นแล้วถาม ถามให้รู้ รู้ให้ลึก

ดังนั้นคุณสมบัติพื้นฐานของอันหนึ่งของนักวิจัยที่ดีนั้นจะต้องเป็น "ผู้เรียนรู้" อยู่ตลอดเวลา เรียนรู้อยู่ในทุก ๆ ลมหายใจ

ไม่ใช่จะเรียนรู้เฉพาะตอนที่เข้าไปทำงานกับชุมชน สิ่งสำคัญที่สำคัญควรจะทำก็คือ "การเรียนรู้ชีวิต"


"ชีวิต"

เรื่องชีวิตมีเรื่องสำคัญอย่างน้อยอยู่ 3 เรื่องใหญ่ คือ

1.เรื่องกิน

2. เรื่องอยู่

3. เรื่องเสวนา คือการพูดคุยสังสรรค์

 

แล้ววิจัยนั่นคืออะไรล่ะ

ผมเคยสังสัยหลาย ๆ ครั้งจากนักวิชาการหลาย ๆ ท่านว่า เอ่! วิจัยนั้นคืออะไร  ซึ่งอาจารย์เคยสอนผมว่า

วิจัย คือ การค้นแล้วค้นอีกจนได้คำตอบที่ถูกต้อง

ขีดเส้นใต้คำว่าถูกต้อง 10 ครั้ง เพราะคำนี้ใหญ่มากในทางวิชาการเขาถือว่าสำคัญมาก

ถูกต้องเชื่อถือได้

ตรวจสอบได้

ทางพุทธศาสนาเขาจะใช้เขา อริยสัจมาจับ เริ่มต้นจากปัญหาที่ความทุกข์ นั่นคือตัววิจัย 

 

เรียนรู้ร่วมกัน รวดเร็ว รื่นรมย์

ต้องขีดเส้นใต้ตรงคำว่ารื่นรมย์เพราะถ้าเราทำอะไรแล้วไม่รื่นรมย์ เห็นชัดเลยว่างานวิจัยนั้นไปไม่รอด ยิ่งงานวิจัยที่ไปทำกับชุมชน ถ้าขาดความรื่นรมย์ จะทำงานวิจัยไม่ได้ 

รื่นรมย์ หมายถึง ภาวะจิตที่มีความสุข เพราะฉะนั้น "งาน" กับ "วิจัย"  

"งาน" กับ "ชีวิต" แยกออกจากกันไม่ได้ต้องทำให้รื่นรมย์

เพราะถ้ารื่นรมย์อยู่ตลอดเวลาชีวิตเราก็จะไปอยู่ในกลุ่มของหน้าใสดอทคอม

จะเปรียบเหมือนดอกไม้ที่บ้าน ที่สวยงาม ใคร ๆ ก็อยากนำมาประดับแจกัน

แต่ถ้าเราเหี่ยว เราเบื่อ เราเซ็ง เราหงุดหงิด เหมือนกับดอกไม้ที่เหี่ยว

เขาก็จะเอาไปไว้ที่ขยะ และอยู่ในตระกูลของหน้าดำดอทคอม  

 

การวิจัย เป็นการเฝ้าดูตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพราะการเข้าใจการเรียนรู้ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวนั้น การวิจัยในตัวทำให้เกิดการรู้เรื่องตัวเองขึ้น เขาเรียกว่าการตรัสรู้

 นักวิจัยจะต้องทำงานวิจัยให้ใสสะอาด ใช้คำว่าไม่มีความลำเอียง นั้นคือไม่ bias คนที่ลำเอียงแสดงว่าขาดความรื่นรมย์ คนยิ้มตลอดไม่บ้า แต่คนหน้าบึ้ง "บ้า"

เพราะคนที่ยิ้มตลอดไม่ใช่ยิ้มที่ปาก แต่มันยิ้มที่ใจ ปากนั้นจะแย้มบ้างก็ได้ก็แล้วแต่กาลเทศะ ถ้าเรามีความสุข ยิ้มแย้ม แจ่มใส่ การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในการเข้าไปทำงานกับเพื่อนมนุษย์ก็ทำได้ง่าย 

เพราะฉะนั้นการวิจัยก็เริ่มจากตัวชีวิตเรา ต้องทำการวิจัยตนเองและทำตัวเองให้ดีก่อน

ดังเช่นที่ท่านพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ได้กล่าวไว้ว่า 

"การพัฒนาคน โดยพัฒนาตัวคนที่เป็นปัจจัยตัวกระทำให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ด้วยการพัฒนาตัวคนเต็มทั้งระบบ คือ ครบทั้งพฤติกรรม จิตใจและปัญญา"

และท่านยังให้ความหมายเกี่ยวกับบัณฑิตไว้อีกว่า"คนที่เป็นบัณฑิต มีปัญญามาก ย่อมคิดการมิใช่เพื่อเบียดเบียนตน มิใช่เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น มิใช่เพื่อเบียดเบียนทั้งสองฝ่าย เมื่อจะคิดย่อมคิดการที่เกื้อกูลแก่ตน ที่เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ที่เกื้อกูลแก่ทั้งสองฝ่าย ที่เกื้อกูลแก่คนทั้งโลกเลยทีเดียว"

ศาสนา เศรษฐกิจ ชีวิต เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างสมดุล

ถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสียสมดุลไป วิถีแก้ไขที่ดีที่สุดคือ ย้อนกลับเข้าหา "ศาสนา"

พุทธศาสนา  ศาสนาพุทธ

สิ่งที่สรรค์สร้างเราและวิถีชีวิตไทย สอดคล้องกับอุดมคติ ประเพณีและวัฒนธรรม

"สูงสุดคืนสู่สามัญ"

บางครั้งปัญหาที่ไม่สามารถหาทางออกได้อย่างเศรษฐกิจไทยทุกวันนี้ อาจจะหาทางออกและแก้ได้อย่างอัศจรรย์โดยเพียงแค่เราเดินเข้า "วัด"

"ทางสายกลาง"

ปฏิบัติตนและปฏิบัติใจอย่างพอเพียง ดังเช่นที่ท่านพระธรรมปิฎก ได้กล่าวไว้ว่า

"การปฏิบัติที่ถูกต้องต่อร่างกายให้ร่างกายเกิดดุลยภาพ ปฏิบัติถูกต้องต่อเศรษฐกิจ ดำเนินการหาเลี้ยงชีพ จัดการเงินให้พอเหมาะพอดีก็ตาม หรือการปฏิบัติในทางสังคมให้พอเหมาะพอดีก็ตาม หรือการปฏิบัติในเรื่องของจิตใจของเราให้พอดีก็ตาม นั่นคือ ดุลยภาพของธรรม หรือตัวธรรมเป็นดุลยภาพ เป็นข้อสุดท้ายซึ่งเป็นตัวที่คุมและคลุมทั้งหมด"


เรามาร่วมกันวิจัยชีวิตเพื่อพัฒนาชีวิต ปฏิบัติตน ปฏิบัติใจอย่างพอเพียงและเพียงพอเพื่อให้เกิดดุลยภาพกันเถอะครับ