กาแฟ... เอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาคิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก  และหลายท่านที่เป็นคอกาแฟ..คงนึกถึงรสชาติอันหอมกลมกล่อมของมันได้ดี แต่ขณะเดียวกัน..ก็คงมีอีกหลายท่านก็ไม่กล้าแตะ เพราะกินแล้วจะใจสั่น นอนไม่หลับ

พอพูดถึงกาแฟ.. ในเหล่าพวกเราชาวพยาบาลที่ต้องอยู่เวรวิกาล  มีหลายคนเลยที่ต้องร่ำร้องหามันเพื่อกินก่อนขึ้นเวร โดยเฉพาะเวรดึก  ด้วยเหตุผลที่ว่า..กินเพื่อไม่ให้ง่วง   และเพราะเหตุนี้..ก็มีหลายคนเลยที่ไม่กล้าแตะกาแฟ..เพราะกลัวตาค้าง นอนไม่หลับ

 

สำหรับตัวเราเอง.. ก่อนขึ้นเวรดึก ก็ต้องกินกาแฟเหมือนกัน หากแต่ด้วยเหตุผลเพื่อไม่ให้ง่วงจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะถ้าไม่กินแล้วจะรู้สึกง่วงนอน (กินแล้วมันก็ง่วง..แต่ง่วงน้อยกว่าไม่กิน)  เพียงแต่..ไม่ใช่แค่เวรดึกนะ  เวรเช้า เวรบ่าย ..ก่อนไปขึ้นเวร ก็ต้องจิบกาแฟนิดหน่อยถ้วยครึ่งถ้วย  ถ้าไม่ได้กิน.. รู้สึกเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่งในชีวิต

ถ้าจะบอกว่า..กินเพื่อไม่ให้ง่วงเหรอ.. ก็ไม่เชิงนะ  เราว่ากาแฟไม่มีผลสักเท่าไหร่  (ถ้ากินแค่วันละ 1-2 ถ้วย) กินเสร็จยังหลับสบายเลย

เคยนึกย้อนคิดถามตนเองว่า.. เริ่มกินกาแฟตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

อืม... ตั้งแต่อยู่ ชั้นมัธยมมั้ง  ...( แอบกินน่ะ  อิอิ )

ความจริงคุณพ่อคุณแม่ ไม่ให้กินกาแฟ (แค่ไม่ส่งเสริมให้กิน โดยบอกว่ามันไม่ดีกับเด็ก แต่ก็ไม่ได้ดุเวลาเราขออนุญาตกิน)  กาแฟยี่ห้อแรก และยี่ห้อเดียวที่กินมาตลอด..ก็คือเนสกาแฟ

 

 

 

 

ตอนเด็กๆต้องชงกาแฟให้คุณพ่อคุณแม่ และแขกของท่าน  ทุกครั้งที่ชง.. กลิ่นหอมของมันยั่วยวนใจมากๆ  วิธีการชงสมัยก่อน จะเป็นกาแฟใส่นม.. นมตรามะลิ  เวลาแอบชงกินเอง..โอย. มันช่างหอมอร่อยจริงๆ

แต่ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยได้ชงกาแฟเพียวๆ.. จึงใช้วิธีเหยาะกาแฟ ใส่ผสมลงในไมโล.. มันจะทำให้รสชาติของไมโลหอมเข้มข้นอร่อยขึ้น ใครยังไม่เคย..ลองดูก็ได้นะคะ  แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ เราก็ชอบเอากาแฟผสมลงในไมโลที่ชงดื่มเหมือนกัน

พอโตขึ้น.. คอฟฟี่เมตเป็นที่นิยม..  น้ำตาลก้อนกับคอฟฟี่เมตก็เข้ามาแทนนมข้นหวาน  กาแฟใส่นมกับกาแฟใส่นมข้นหวานรสชาติจะต่างกัน  อย่างแรกจะรสแหลมเข้ม..หอมมันกลิ่นนมข้น  อย่างหลังจะกลมกล่อม รสนุ่มลิ้น ชุ่มคอ

เราเริ่มคุ้นกับกาแฟใส่คอฟฟี่เมตมากกว่า.. จนช่วงหลังๆ จะกินกาแฟใส่นมไม่ได้.. เพราะรู้สึกว่ารสมันแหลมแสบคอพิกล .. สู้คอฟฟี่เมตไม่ได้


มาถึงในปัจจุบันนี้..เรากินกาแฟ เพราะหลงใหลในรสชาติและกลิ่มหอมของมัน  ไม่ได้กินเพื่อจุดประสงค์จะใช้กาแฟมาลดความง่วงเพิ่มความกระชุ่มกระชวย  และเพราะเหตุนี้ จึงพิถีพิถันในกันกินกาแฟเพิ่มขึ้น ( แต่ก็กินไม่เยอะหรอก แค่วันละ 1-2 ถ้วยเท่านั้น)

และเพราะพิถีพิถันในการกินกาแฟนี่เอง  จึงทำให้กินกาแฟซองแบบทรีอินวันไม่ได้  ยังไม่เจอยี่ห้อไหนที่มันอร่อยถูกคอเลย  สมัยยังเรียนอยู่เคยชอบกาแฟมาเลย์ยี่ห้อหนึ่ง ที่มีรูปดอกคาเนชั่นอยู่บนซอง  กลิ่นมันหอมมากๆ  แต่ช่วงหลังๆ..กลับกินไม่ได้ รู้สึกว่ามันหอมติดคอแปลกๆ หอมแบบไม่ใช่กาแฟ

พอเริ่มเป็นคอกาแฟ.. ก็เริ่มค้นหาว่าตนเองชอบกาแฟแบบไหน.. สุดท้ายก็พบว่า ชอบเอสเปรสโซ่นะ ยังเป็นคอกาแฟสมัครเล่น  ที่ยังรู้จักกาแฟไม่กี่ชนิด  แต่พอเจอรสที่ชอบแล้วถามเขา..ก็มักได้คำตอบว่า มันคือกาแฟเอสเปรสโซ่ทุกที

มาพูดถึงยี่ห้อกาแฟมั่ง.. เป็นลูกค้าเหนียวแน่นของเนสกาแฟมาตลอดตั้งแต่เด็ก   มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เฉไปกินมอคโคน่าสีเขียว รสเอสเปรสโซ่บ้าง  ริชขวดสีแดงบ้าง.. แต่สุดท้ายก็กลับมากินเนสกาแฟต่อ  ริชก็หอมอร่อยนะ แต่เราว่ารสมันอ่อนโยน นุ่มนิ่มไปนิด กินถ้วยสองถ้วยยังโอเค แต่กินนานๆมันไม่ค่อยสะใจ  สุดท้ายก็ต้องกลับไปหาเนสกาแฟ เพราะมันมีรสและกลิ่นที่หอมกลมกล่อมพอดีกว่า  แต่ก็ไม่ได้ชอบทุกแบบหรอกนะ..  จะชอบเนสกาแฟโกลด์ฝาสีทอง ที่สุด

แต่อย่างไรก็ตาม..แม้จะชอบเนสกาแฟ.. ก็ยังต้องมียี่ห้ออื่นมาสลับเปลี่ยนรสชาติบ้าง  เพราะถ้ากินอยู่รสเดียวนานๆ ความอร่อยจะลดลง  เมื่อต้นเมษาที่ผ่านมาไปกรุงเทพ ระหว่างรอเครื่องฯจะบินกลับ ถือโอกาสแวะเข้าห้างเจ๊เล้ง  ไปเจอกาแฟยี่ห้อหนึ่งเข้า.. ชื่อ  "Maxim"  เขาโฆษณาว่าเวลาชงอย่าใส่เยอะ เพราะกาแฟมันเข้มข้น

ซื้อมากินไม่ผิดหวัง.. ติดใจจริงๆ.. หอมอร่อยจนช้อนสุดท้าย  เสียดายมากๆ ที่ตอนนี้หมดแล้ว..หาซื้อที่หาดใหญ่ไม่ได้เลย  รสชาติจะผิดกัน..สงสัยว่าคงต้องรอซื้อเวลาขึ้นกรุ่งเทพอีกแหงเลย  ^^''

ช่วงนี้กาแฟใกล้หมด..จึงเริ่มหากาแฟยี่ห้อใหม่ๆมาลองลิ้นอีก  เมื่อวานไปโลตัส  ทดลองซื้อ  UCC  The Blend No.117  มากินดู  ยืนลังเลตัดสินใจอยู่นาน เพราะมันแพง 5555  ขวดขนาดแค่100 กรัมตั้ง 450 กว่าบาท  แต่ถ้าถูกใจก็คุ้มล่ะนะ  ตะกี้เพิ่งลองชงถ้วยแรกดู.. อืม.. ทั้งกลิ่นและรสชาติใช้ได้ค่ะ  ^_____^

 

 

เกริ่นมาเสียยืดยาว.. ก็ต้องขอประมวลประสบการณ์ด้านกาแฟมาเขียนเก็บไว้ตรงนี้หน่อย  สำหรับตัวเรา.หลายปีมานี้..เราค้นพบว่า..ถ้าอยากกินกาแฟให้อร่อย..  ต้อง

1. ถ้วยกาแฟ ต้องไม่ใหญ่หรือหนาเกินไป.. เหตุผลเพราะ เนื้อของถ้วยที่ใช้ชง มันมีผลต่อการเก็บความร้อนของน้ำ และความร้อนของน้ำ..ก็มีผลต่อความหอมอร่อยของกาแฟ

2. การซื้อกาแฟ  อย่าซื้อแบบขวดใหญ่ๆมาเพื่อหวังความประหยัด  เพราะกาแฟเมื่อเปิดขวดแล้ว ควรรับประทานให้หมดภายใน 2 สัปดาห์.. หากนานกว่านั้น ความหอมอร่อยของกาแฟจะลดลง แม้ว่าเราจะปิดขวดแน่นหนาเพียงใด  เพราะเหตุนี้..บางครั้งเราก็นิยมซื้อแบบซองเล็กมาเติม  แม้จะจ่ายแพงกว่า  แต่เมื่อเทียบกับความอร่อยคุ้มค่าแล้ว คุ้มมากกว่าเยอะ

3. การเลือกซื้อคอฟฟี่เมตก็เหมือนกัน  เราจะนิยมซื้อแบบซองเติมซึ่งเป็นซองเล็ก  ที่เปิดใช้แล้วหมดภายใน 1 สัปดาห์  คอฟฟี่เมตแบบซองโตๆ ที่กินกันเป็นเดือนกว่าจะหมดนั้น นานไปกลิ่นมันจจะหืน ชงแล้วกาแฟจะรสกร่อยลง  สูญเสียอารมณ์อันสุนทรีย์ในการกินกาแฟไปเยอะเลย 

4. เราชอบใช้น้ำตาลทรายขาวในการชงกาแฟ มากกว่าน้ำตาลก้อน หรือไลท์ชูการ์ก็ได้..อร่อยเหมือนกัน  สำหรับเรา..น้ำตาลก้อนมันหวานน้อย รสมันอ่อน  ถ้าชงให้รสชาติพิดีกับกาแฟต้องใส่น้ำตาลหลายก้อน  พอใส่หลายก้อน..ความเข้มข้นของรสกาแฟจะอ่อนตัวลง ชงแล้วไม่อร่อย  น้องสาวเราเคยแนะนำให้ใช้น้ำตาลอ้อย(ที่สีน้ำตาล) ชงกาแฟ.. บางคนบอกว่าอร่อย  แต่เราลองแล้วไม่ค่อยชอบ เราชอบให้กลิ่นกาแฟเป็นพระเอกนางเอกของถ้วยกาแฟมากกว่า  การใส่น้ำตาลอ้อย หรือน้ำตาลกรวดมันมาแย่งรสชาติและความหอมของกาแฟไป..เราเลยไม่ชอบ

 

 

ทีนี้มาพูดถึงเทคนิคการชงกาแฟมั่ง 


 เทคนิควิธีการชง มีผลต่อรสชาติและความอร่อยของกาแฟนะคะ  จากการพิสูจน์มาด้วยตนเอง และชงให้คนอื่นกิน..เราก็ได้วิธีการชงดังนี้

1. ถ้วยกาแฟต้องร้อน.. สำหรับตัวเราเองอยู่คนเดียวที่ห้อง เราใช้วิธีรินน้ำใส่ถ้วยกาแฟ ประมาณ 100 ซีซี แล้วเอาใส่ไมโครเวฟ ใช้ความร้อนสูงสุดประมาณ 1 นาที  แต่ถ้าไม่มีไมโครเวฟ  ก็จะใช้วิธีการรินน้ำร้อนลวกถ้วยกาแฟก่อน

2. ตักกาแฟด้วยช้อนที่แห้งสะอาด ใส่ถ้วยที่มีน้ำร้อน (กรณีเอาถ้วยใส่น้ำเข้าไมโครเวฟ)  แต่ถ้าหากไม่ได้เวฟน้ำร้อน  ก็ให้ตักกาแฟใส่ถ้วยซึ่งลวกน้ำร้อนแล้ว แล้วค่อยรินน้ำร้อนจากกระติกใส่ถ้วย

หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันต่างกันตรงไหน ? ... ขอบอกว่าต่างกันค่ะ   สำหรับถ้วยที่ไม่ได้เวฟพร้อมน้ำให้ร้อน  น้ำร้อนที่รินใส่ถ้วยทั่วไป อุณภูมิของน้ำจะลดลงเร็วกว่า พอตักกาแฟใส่น้ำร้อน..กลิ่นกาแฟจะออกมาไม่เต็มที่

ดังนั้นขอบอกว่า ถ้าต้องการจะรักษาความหอมอร่อยของกาแฟ.. ต้องพิถีพิถันความร้อนของน้ำ และถ้วยกาแฟมาเป็นอันดับแรก..

3. ชงกาแฟกับน้ำร้อนก่อน.. จากนั้นค่อยใส่น้ำตาลลงไปชง..กวนด้วยช้อนเบาๆให้ละลาย แล้วใส่คอฟฟี่เมตเป็นลำดับต่อมา

อย่าใส่ทั้งกาแฟ น้ำตาล และคอฟฟี่เมตพร้อมกัน  หรือ อย่าใส่คอฟฟี่เมตก่อน แล้วใส่น้ำตาลทีหลัง.. เคยทดลองมาแล้ว.. รสชาติที่ออกมามันจะแตกต่างกัน

4. มีข้อเตือนนิดนึง.. สำหรับถ้วยน้ำที่เอาใส่ไมโครเวฟ  เมื่อเอาออกมา อาจจะใช้ช้อนคนน้ำร้อนในถ้วยนิดหน่อย   เพราะว่า..บางทีคลื่นความร้อนของเวฟมันถูกเก็บอยู่ในมวลของน้ำ ถ้าเราใส่ผงกาแฟลงไป.. น้ำอาจจะเดือดพล่านขึ้นมาล้นถ้วยทันที  ขอให้ระวังหน่อย..เดี๋ยวจะลวกมือเอาค่ะ  ^

 

<img src="/file/mydream/dd22.gif" border="0" width="115" height="115" />   ก่อนไปทำงานตอนเช้า หรือเข้าเวรดึกตอนกลางคืน..  เราใช้เวลาอันรวดเร็วมากชงกาแฟ...โดยเอาน้ำใส่ถ้วยใส่ไมโครเวฟ หมุนเวลาไป 1 นาที  จากนั้นเอาขนมปัง 2 ชิ้นใส่เครื่องปิ้ง  แล้วเดินมาเปิดคอม... เสียงกริ๊ก !.. น้ำเวฟเสร็จ หยิบออกมาจากตู้เวฟ ใช้ช้อนคนน้ำในถ้วยเบาๆ ตักกาแฟ 1 ช้อนใส่คนพอละลาย   ตักน้ำตาลทราย 2 ช้อนใส่ คนพอละลาย จากนั้นตักคอฟฟี่เมตใส่ 2 ช้อนพูนๆ คนให้เข้ากัน

มาถึงตอนนี้กลิ่นกาแฟเริ่มลอยหอมฉุย.. พอดีกับขนมปังดีดขึ้นมาจากเครื่องปิ้ง  หยิบใส่จาน โรยนมข้นหวาน ไม่ก็ทาเนยกับแยมผิวส้ม ไม่ก็..ทานแบบไม่ต้องทาอะไรเลย กินแกล้มกาแฟ พลางนั่งลงหน้าคอม เปิดเนตดูโน่นดูนี่ไปพลาง..ใช้เวลาราวๆ 10-15 นาทีก่อนลุกไปอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงาน 

 โอย..แค่นี้ก็เริ่มต้นวันใหม่ หรือเป็นการบิดกุญแจไขลานวันนั้นให้กระชุ่มกระชวยสดใสแล้วล่ะ  ^

<font color="#663300">

 

 

กิจวัตรดังกล่าวจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา..โดยไม่รู้ตัว   หากวันไหนก่อนอาบน้ำไปทำงาน ไม่ได้กินกาแฟ (ไม่ต้องแกล้มขนมปังก็ได้) พลางนั่งเปิดเนตระหว่างจิบกาแฟ.. วันนั้นรู้สึกไปทำงานมันขาดๆอะไรก็ไม่รู้

แล้วคุณๆทั้งหลายล่ะคะ.. มีรสนิยมในการกินกาแฟแบบไหนบ้าง ?

มาเล่าสู่กันฟังหน่อยไหม  ^______

<font color="#3300cc">