สวรรค์ไม่ได้ไกล...เกินฝัน

        บันทึกสบายๆนี้ สืบเนื่องจากการ  ไปทำงานที่แม่ฮ่องสอน  ทำงานที่แม่ฮ่องสอนมา   เราออกเดินทางกันเวลาสายๆของวันที่ 22 พ.ย. ที่ผ่านมา   ก่อนออกเดินทางผู้เขียนไม่ลืมที่จะเบิกยาแก้เมารถจากห้องยา    เพราะได้ข่าวมาว่าเส้นทางไปแม่ฮ่องสอนนั้นปราบเซียนมามากแล้ว    ผู้เขียนไม่เคยมีประวัติเมารถ  มั่นใจมากว่าจะไม่เมา   ก่อนออกเดินทางจึงไม่กินยาตามที่ผู้ช่วยเภสัชบอก  ว่าต้องกินยาก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 5 นาที  เพราะถ้าเราเมารถแล้วกินไปก็ไม่ได้ผล...

      "อ้ายแมว" ซึ่งเป็นพลขับมือดีของศูนย์ 10  และช่ำชองเส้นทางไปแม่ฮ่องสอนมาก  เพราะไปนับครั้งไม่ถ้วน  ค่อยๆพาคณะพวกเราลัดโค้งไปตามเส้นทาง  ผู้เขียนนั่งอยู่แถวที่ 3 ของรถตู้   VIP  ร่วมกับน้องยา  และน้อย  เราคุยกันสนุกเฮฮาไปตลอดทาง   แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเสียงพูดเบาๆแต่หัวเราะดังๆสไตล์เรา 3 คน  ค่อยๆเงียบลงๆ  จนน้องยา  บอกผู้เขียนว่า “ พี่เขี้ยวหน้าเหลือง..ไหวมั๊ย ?? ”    ตอนนั้นรู้สึกผะอืดผะอม  มึนๆจะหยิบยาขึ้นมากินแต่นึกถึงคำที่ผู้ช่วยเภสัชบอกว่า  เมาแล้วกินไม่ได้ผล... เลยต้องควักยาดมขึ้นมาทั้งดมทั้งทา   หูแว่วๆได้ยินแต่อ้ายแมวแซวตลอดทาง  เพื่อไม่ให้เราเครียดมากขึ้น ว่า  

“ เมารถบ่เป็นหยัง    แต่บ่ดีเมาอ้ายเน้อ...” ( เมารถไม่เป็นไร  แต่อย่าเมาพี่ก็แล้วกัน..)   หรือไม่ก็

“ ขอยาอ้ายกินสัก 2 เม็ด  อ้ายก็เริ่มๆจะเมา..”

       เมื่อถึงที่ ปาย  เราแวะจอดเพื่อพักทั้งรถและคน    ก่อนออกเดินทางต่อไปแม่ฮ่องสอนผู้เขียนรีบกินยา 1 เม็ดทันที    เมื่อถึงแม่ฮ่องสอนก็เลยทำให้รู้ว่า  การเดินทางที่หลับสบายไปตลอดทางนั้นช่างสดชื่นและไม่น่าเบื่อเลย  คราวนี้ต่อให้อีกกี่โค้งๆก็ไม่มีทางเมา   แค่ยาเม็ดเดียวก็เอาอยู่  อิอิ

นั่งพักเอาแรงที่ปาย

 

       วันที่ 2 หลังจากเสร็จภารกิจตรวจเยี่ยมโรงเรียนทันตคู่หูทั้ง 2 โรงเรียนแล้ว   ช่วงบ่ายๆวันนั้นเราได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ สสจ.ของแม่ฮ่องสอนอาสาเป็นคนนำเที่ยว  โดยวันนั้นทุกคนเห็นใจผู้เขียนที่เพิ่งจะมาแม่ฮ่องสอนครั้งแรกและดูจะเมารถมากกว่าใครๆ  จึงอนุญาตให้เป็นผู้เสนอเส้นทางที่อยากจะไปได้   สถานที่แรกที่ผู้เขียนเอ่ยปากอยากไป  คือ  “ปางอุ๋ง”

      เพราะเท่าที่อ่านจากหนังสือและฟังจากคำร่ำลือ   เขาบอกว่าเป็น สถานที่สวยงามมากๆๆๆๆ  เป็นสวรรค์บนดินที่ทุกคนอยากจะไปเยือน   บ่ายนั้นเราเดินทางทันทีโดยรถตู้ของ สสจ.แม่ฮ่องสอน   ซึ่งมีคนขับที่คุ้นเคยกับเส้นทาง  เพราะทางที่จะขึ้นไปบนดอยคดโค้งและลาดชันมาก  ระยะทางจากตัวเมืองไปปางอุ๋งก็ประมาณ 46 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงกว่าๆ   แต่คราวนี้ผู้เขียนไม่เมาแม้จะไม่ได้กินยา   เพราะใจมันอยากจะไป เลยลืมเมารถเสียสนิท   แถมใจจดจ่ออยู่กับวิวข้างทางที่สวยมากๆด้วยค่ะ

 

       ถึงแล้วค่ะ  “..ปางอุ๋ง..”  สวรรค์บนดิน  ในโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงเห็นว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันตราย  อยู่ติดแนวชายแดนพม่า มีกองกำลังต่างๆ มีการขนส่ง ปลูกพืชเสพติด รวมไปถึงการบุกรุกพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่าอยู่เสมอ    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีนาถจึงมีพระราชดำริให้รวบรวมราษฎรกลุ่มน้อยบริเวณนั้น และ พัฒนาความเป็นอยู่ ส่งเสริมอาชีพปลูกป่า สร้างอ่างเก็บน้ำ โดยมีพระราชประสงค์สร้างความมั่นคงแนวชายแดน พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้นและฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป

 

ปางอุ๋งในยามบ่ายในวันที่ไปถึง

 

 

 


          ปางอุ๋ง   มีลักษณะเป็นพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นทิวสนที่ปลูกเรียงรายกัน   เขาบอกว่าในยามเช้าเราจะได้เห็นภาพอันสวยงามของไอหมอกที่ลอยเหนือทะเลสาป  กับบรรยากาศอันหนาวเหน็บ   ทำให้ ปางอุ๋ง  กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมาแรงสุดแสนโรแมนติกติดอันดับต้นๆของแม่ฮ่องสอน

        เพื่ออนุรักษ์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแบบธรรมชาติ     การท่องเที่ยว-กีฬาจังหวัดแม่ฮ่องสอน และศูนย์ศิลปาชีพแม่ฮ่องสอน  ได้จัดระเบียบหมู่บ้านปางอุ๋ง ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน   เพื่อให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว ที่ไม่แออัดจนทำให้เสียบรรยากาศการท่องเที่ยว   และใครที่ไปที่นี่แล้วต้องการความทันสมัยไฮเทคฯ ต้องทำใจนะคะ   เพราะผู้เขียนสืบทราบมาว่า  ที่นี่ไม่มีไฟฟ้า  แต่ใช้ไฟของหมู่บ้านปั่นเอง   และจะหยุดจ่ายกระแสไฟหลัง 22.00 น.  ซึ่งเป็นสนองตามพระราชเสาวนีย์ของแม่หลวง  ที่ต้องการให้ชนเผ่าที่นี่ซึ่งยินดีและมีความสุขกับชีวิตที่พอเพียงอย่างแท้จริง

         

 

 

          วันที่ 3  ซึ่งเป็นวันเดินทางกลับ    หลังรับประทานอาหารเช้าร่วมกันแล้ว   เราตั้งใจจะกลับทาง อ.แม่สะเรียง  เพราะเป็นเส้นทางที่ไม่คดเคี้ยวมาก  แต่เพื่อความมั่นใจผู้เขียนก็ไม่ลืมกินยา 1 เม็ดก่อนเดินทาง   เพราะเข็ดแล้วววว....

           และที่สำคัญ  คือ เส้นทางนี้จะผ่านทุ่งบัวตองที่กำลังบานสะพรั่ง  บนดอยแม่อูคอ  อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สุรินทร์ มีเนื้อที่ประมาณ 4,437 ไร่     ซึ่งกรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นวนอุทยาน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2542

ทุ่งดอกบัวตอง

 

 

 


         วนอุทยานทุ่งบัวตอง ตั้งอยู่บนภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 1,600 เมตร มีทิวทัศน์สวยงาม มองเห็นภูเขาสลับซับซ้อนคล้ายคลื่นในทะเล ในบริเวณพื้นที่ของวนอุทยานฯจะมีป่าธรรมชาติและป่าสนปลูกขึ้นสลับกัน      มีอากาศเย็นตลอดปี ฤดูหนาวอากาศหนาวมาก ตอนเช้าจะมีหมอกทึบ   ตอนกลางวันอากาศเย็น เพราะมีลมพัดตลอดวัน  มีจุดเด่นที่เป็นทุ่งที่มีดอกบัวตองซึ่งเป็นดอกไม้สีเหลืองขึ้นเป็นจำนวนมาก อยู่บนภูเขาสูง เห็นวิวทิวทัศน์รอบๆทุ่งบัวตองเป็นภูเขาสลับซับซ้อนสวยงามมาก มีอากาศเย็นตลอดปี มีหมอกปกคลุมในตอนเช้า

 

 

 

           จากการไปทริปนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึง คำพังเพยที่ว่า  “  ยอมลำบากไปก่อน   แล้วจะสมหวังในภายหลัง ”  ค่ะ

 

ของฝาก...ใครไปแม๋ฮ่องสอน 

คุ้นชิน กับคำเหล่านี้บ้างไหมคะ

 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติม

 

ขอบคุณค่ะ