บทที่ ๕ บ่าวสาวเกี้ยวกัน
เมื่อเล่าแล้วก็ต้องเล่าให้จนจบเล่ม แต่จะเล่าอย่างย่อให้สั้นสุด ๆ อยากจะได้รับการแลกเปลี่ยนจากชาวอิสานหรือผู้เชี่ยวชาญมาก ๆ เพราะบางคำที่เป็นตัวสีแดง มีความสำคัญและมีความหมายมาก หลายคำยายคิมยังไม่รู้จักความหมาย ไม่เข้าใจ และไม่เคยเห็นค่ะ
พ่อผ่ามะตูมเก่งกว่าแม่ไม่มีรอยแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหมือนแม่ หยิบช้อนเปลือกหอยช้อนเม็ดมะตูมที่เป็นยางเหนียวออกมาจนหมดทั้งสองฝา แล้วขูดเนื้อในออก ล้วงข้าวในกระติ๊บวางลงไปในฝามะตูมให้เข้ากันทั้งสองฝาส่งให้ยี่สุ่นกับบุญหลายกิน เพราะน้องเบื่อปลาร้าตัวเก่า
มะตูมมีต้นเดียวในวัด ถ้าปีไหนไม่แล้ง หลวงพ่อจะไม่เอาไว้ให้สุก ท่านจะเอาลูกอ่อน ๆ มาฝานตากแดดหมดเลย
ถึงเอื้อยคำกองจะมีผิวคล้ำ ก็ดูเต่งตึงไปทุกส่วน ทรงผมเซียงเกิ้ลเห็นจอนผมบาง ๆ รับกับตุ้มหู้สีเหลืองเล็ก ๆ
บทที่ ๖ ชูสาว
เสียงของป้าขาวมาเรียกพ่อให้เปิดประตูไว ๆ เมื่อพ่อเปิดประตู ป้าขาวจงบอกพ่ออย่างตื่นเต้นว่า "ควายเขามาเข้าสวนเราแล้ว พ่อบักคูนเอ๋ย" ... ก็ควายของลุงเมฆ...ยังอยู่ในห้องอีคำกองนั่นแหละ พ่ออีคำกองถือพร้าขวางประตูไว้แล้ว และให้ข้ามาบอกพี่น้อง
ย่าบอกว่า "ชายหญิงจะเป็นผัวเมียกันมีอยู่ ๓ อย่างคือสู่ขอกันแล้วแต่งตามประเพณี กับชวนกันหนี และชูกันอย่างทิดจุ่นชูคำกองนี่แหละ"
คูนถามพ่อว่าทิดจุ่นซื้อเอื้อยคำกองเป็นเมียเพียงเงิน ๓ บาทกับไก่เพียง ๑ ตัวหรือ พ่อบอกไม่ใช่ ของนั้นเป็นของให้ผีเรือน การเป็นผัวเมียนั้นเขาเป็นกันด้วยใจ
บทที่ ๗ งานสงกรานต์
วันนั้นแม่พาคูนกับน้อง ๆ เดินเที่ยวในบ้าน ก็ไม่มีใครอยู่เรือนกันจริง ๆ นอกจากเด็กจะพากันยิงลูกสะบ้า เขกหัวเข่ากัน และมีผู้บ่าวสาวไล่รดน้ำกันสองสามคู่
หนุ่มสาวรดน้ำพระพุทธรูปใต้ต้นฝบโพธิ์หัวโกร๋น เด็กหลายคนพากันลอดเข้าไปอาบน้ำที่ไหลลงข้างล่าง คูนไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน จึงคลานเข้าไปอาบน้ำกับเพื่อนๆ
คูนตื่นเต้นมากเมื่อพ่อบอกว่าจะพไปเข้าโรงเรียน...พ่อเอาเสื้อเชิ้ตสีขาวหนีบจักแร้มาจริง ๆ พ่อบอกว่าซื้อมาจากร้านญวนราคา ๑๐ สตางค์
ผู้หญิงคนหนึ่งถามหลวงพ่อว่า "ทำไมแล้งนานเหลือเกิน"...หลวงพ่อบอกว่า"ไม่รู้สิ บางคนว่าผู้หญิงบ้านเราทำผิด บอกแล้วจะเลิกทำไหม"
เสียงผู้หญิงด้านหลัง ตอบพร้อมกันว่า "เลิกอีหลี ..ก็ผู้หญิงมีลูกมีผัวแล้วพากันยืนเยี่ยวทุกคนนี่"
หลวงพ่อหันมาทางคูนแล้วบอกว่า "ดูหน้าตาซื่อ ๆ เหมือนม้าของหมอลำ ชื่ออะไรนะบักหำน้อย...เป็นนักเรียนแล้วอย่าเอากาบหมากมาใส่ในกางเกงรองก้นนะ ... หลวงพ่อไม่มีเงินเดือนจำไว้...เกลียดอะไรมากที่สุด"
คูนหันไปมองท้องฟ้า เห็นฟ้าสีแดงแกมเหลืองจึงหันมาตอบหลวงพ่อว่า "เกลียดฟ้าครับ ... มันไม่ให้ฝนตก มันมีแต่แล้ง"
หลวงพ่อให้ลุกขึ้นยืนและหวดด้วยไม้เรียว ๑ ที..."...ต่อไปอย่าเกลียดฟ้า ฟ้าไม่เคยลงโทษใคร"
บทที่ ๘ เข้าโรงเรียน
คูนถามพ่อว่านั่นเขาทำขัวไปไหน พ่อบอกว่าขัวไปถาน..ถานหนึ่งสำหรับพระและจัวน้อย อีกถานหนึ่งสำหรับนักเรียน ...ที่วัดนี้ไม่มีสังกะสีน้อย นอกจากทิดฮาดจะมาช่วยเป็นครั้งคราว
ต้นสะโกหรือต้นฉำฉานี้ พ่อบอกว่าแก่นของมันเบากว่าไม่อื่น ๆ เกี๊ยะที่ทิดฮาดใส่ก็ทำมาจากไม้สะโก
บทที่ ๙ หลวงพ่อเคนอาละวาด
แต่นี้ไปไผสิมาโรงเรียนต้องส่องแว่นเสียก่อน ไผมีขี้มูกแห้งติดต่อตามร่องแก้มกับมือสิถูกเฆี่ยน ๑๐ ที"
จันดีบอกว่า "นี่จอมโพนจอมใหญ่อยู่กลางนากู" คูนบอกว่า "ครูบ่ให้วาดในกระดานของครูบ่มี" จันดีเถียงว่า "แต่นาของกูมีกูต้องวาด"
ครูทองบอกว่า "ทุกคนวาดได้ดี ยกเว้นของจันดีใช้ได้ แต่วาดรูปจอมโพนลงไปถือว่าผิด ผิดที่ทำเกินครูสั่ง ยอมรับผิดบ่"
บันทึกนี้เล่าแค่นี้ก่อน กัลยาณมิตรท่านใดเข้ามาอ่าน โปรดเติมเต็มให้กับถ้อยคำสำนวน โดยเฉพาะตัวสีแดง ว่าคืออะไรบ้าง ยังจำกันได้ไหม และเด็กรุ่นใหม่ยังรู้จักกันหรือเปล่า "ภาษาอื่นไม่แข็งแรงก็ไม่เป็นไร แต่ภาษาถิ่นของเราก็ไม่ควรอ่อนแอ" จริงไหมคะ
สวัสดีครับพี่คิม...
จอง ๑ เล่มนะครับ
อ่านแล้ว อยากเขียนเรื่องห้วยปลาหลดในทำนองนี้บ้าง
มาแล้ววววเจ้าประจำ.....
เหมือนได้เรียนภาษาอีสานไปด้วยในตัว บางคำก็เหมือนภาษาทางเหนือจนพอจะเดาได้ว่ามันคืออะไร
ลูกสะบ้าเสียงจะคล้ายๆกันคือลูกมะบ้า แล้วเหรียญสิบสตางค์ก็เคยเห็นที่มีรูแล้วเขาร้อยเอาไว้เป็นพวง
ต้นฉำฉาก็เรียกต้นฉำฉามานานแล้ว นึกถึงตอนเด็กๆไปห้อยโหนที่กิ่งฉำฉาบ้านเพื่อน โดนหมาไล่งับก้น...หนุกหนานๆ
แต่ เกี๊ยะ ที่เอามาเป็นเชื้อไฟ ได้มาจากต้นสนค่ะ
อากาศเย็นๆ
เอาขิงร้อนๆมาส่งค่ะพี่คิม..
สวัสดีค่ะน้องหนานเกียรติ
สวัสดีค่ะน้องkrugui Chutima
สวัสดีค่ะน้องฐานิศวร์
สวัสดีค่ะคุณทิมดาบ
สวัสดีค่ะพี่คิม
ลูกลาว..เอ๊ย..ลูกอิสานคนนี้ดีใจที่ได้อ่านบันทึกนี้นะคะ...แต่ศัพท์บางคำลูกอิสานก็วินตึ๊บเหมือนกันคร๊า....ก็ได้อ่านมาบ้างแล้วค่ะ..วันนี้มาชวนไปชมการสวนสนามที่เกาหลีเหนือค่ะ....http://gotoknow.org/blog/0815444794/406303
สวัสดีค่ะน้องกานดา น้ำมันมะพร้าว
สวัสดีค่ะน้องมาตายี
-สวัสดีครับยายคิม.....
-"ลูกอีสาน" ชอบอ่านมาก.....ครับ....
-อ่านกี่รอบก็ยังได้บรรยากาศ....บ้าน ๆ
-ได้ซื้อเก็บไว้ 1 เล่ม....
-ว่าง ๆ หยิบมาอ่าน.....ชอบ "บักคูน" ครับ...555
-ขอบคุณนะครับ......
-"ข้าวเกรียบโป่ง" บักคูน...คงจะ.....ชอบ......555555
สวัสดีค่ะคุณเพชรน้ำหนึ่ง
ขอบคุณค่ะ..พี่ใหญ่มาเรียนรู้จากเรื่องเล่าง่ายกว่าอ่านเอง (แอบเอาเปรียบ)..
คำนี้คาดว่าน่าจะมีอิทธิพลมาจากภาษาอังกฤษ Single ซิงเกิ้ล--เซียงเกิ้ล นะครับ ที่ทำการเพี้ยนเสียงให้เข้ากับการออกเสียงของท้องถิ่น แม้กระทั่งในภาษาไทยยังมีตัวอย่างอื่นๆครับ เช่น
ในภาษาญี่ปุ่นก็ยังมีคำที่ยืมมาจากภาษาอังกฤษด้วยนะครับ เช่น
ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเป็นคำยืม loanword โดยอังกฤษก็มีการยืมคำหลายๆคำมาใช้พูด ยกตัวอย่างบางคำที่คนไทยเราเองก็รู้จักนะครับ เช่น
ขอเสริมนิดหนึ่งจากตรงนี้นะครับ
คำว่า "ฉำฉา" เป็นคำภาษาไทยกลาง ส่วนคำอีสานเรียกว่า "สำสา" หรือ "ซำสา" คนอีสานมักใช้เสียงหนักในหลายๆคำ เช่น "แก่วบอง" ซึ่งหมายถึง แจ่วบอง ในสำเนียงภาคกลาง ถ้าสังเกตุอีสานพื้นบ้านจริงๆเวลาพูดจะใช้คำว่า แก่ว มากกว่า แต่ภาษาเขียนหรือภาษาไทยกลางเรียกเสียงเบากว่าว่า แจ่ว
ขออนุญาติเสริมเท่านี้ก่อนนะครับ บาย บาย
ครูสัญชัย
สวัสดีค่ะคุณพี่นาง นงนาท สนธิสุวรรณ
สวัสดีค่ะอาจารย์สัญชัย ฮามคำไพ
เรื่องคำยืมนั้น ผมมองว่าครูสามารถปล่อยให้ผู้ใช้สามารถเลือกสรรได้อย่างเสรีไปเถอะครับ เชื่อว่าภาษาแสลงมันสามารถมีวิวัฒนาการเกิดขึ้น-ดับไปในตัวของมันได้ครับ ข้อคิดสำคัญ คือ นักเรียนรู้หมดทั้งสองด้าน คือ ความหมายด้านไทยและคำใช้ภาษาต่างประเทศ
อีกประการหนึ่ง ภาษามันคือวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดได้ กล่าวคือ เป็นการสะท้อนวิถีของช่วงระยะเวลาใด/หนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น คำว่า จิตอาสา ก็เป็นคำใหม่ที่พูดบ่อยๆในช่วงนี้ สะท้อนถึงกระแส ค่านิยมในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่สังคมแสดงออก ส่วนในวงการโรงเรียน มีคำว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ เข้ามาแทนที่ หมวด จะเห็นได้ว่าแม้กระทั้งในภาษาไทยเราเองก็ยังมีวิวัฒนาการในการใช้คำอยู่เรื่อยๆ
การกลืนทางภาษา ประเด็นนี้ผมมองได้หลายแง่มุม ในเชิงภาษาศาสตร์ มีคนเชื่อไหมว่า ภาษามันฆ่ากันได้ โดยเฉพาะภาษาถิ่นถูกภาษากลางฆ่าตายไปหลายโอกาศ ยกตัวอย่าง ในภาคเหนือการอู้คำเมืองเป็นของหายาก ในภาคอีสานการเว้าภาษาลาวใน รร. คือ ความขบขัน ภาษาหลักถูกยกให้มีสถานะสูงกว่า มีเกียรติกว่า ส่วนภาษาถิ่นถูกซ่อนไว้ในโอกาศท้องถิ่น นอกโครงสร้างราชการ เพราะปัจจัยหลักมาจากระบอบการปกครองรวมศูนย์ที่มาจากกรุงเทพฯ ดังนั้น การปกป้องอัตลักษณ์ของภาษาถิ่นจึงควรพิจารณาไว้
กลับมาที่เรื่องคำบ้าง ปัจจุบันหลายๆสิ่งถูกเรียกตามแหล่งที่มาของมัน เช่น โชฟา คงจะต้องเรียกตามแรกเห็นที่ต้นตำหรับเรียกว่า sofa ส่วนคำว่า คิว ก็มาจากการเข้าคิว (ผมเองก็นึกคำไทยยากสำหรับตัวอย่างนี้) ภาษาอังกฤษคือ queue ก็หมายถึงการเข้าแถวของคน ต่อคิวหรือต่อแถวก็สามารถเข้าใจตรงกัน ซิการ์ มาจากสินค้าต่างชาติ cigar ที่วัฒนธรรมไทยไม่มีของอย่างนี้ จึงต้องใช้มันตามที่เป็นมา
ชาววังในราชสำนักมีการประดิษฐ์คำใหม่เพื่อใช้เรียกกันในหมู่ชนชั้นสูงและเผยแพร่ใหม่ในรูปแบบคำสุภาพ เช่น
เราเห็นได้ว่า แค่ตำที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆรอบตัวมันยังสามารถใช้หลากหลายกับสิ่งๆเดียวกัน เพียงเพราะว่าคนมองเป็นคนละคน แต่บางกลุ่มมีอิทธิพลเชิงฐานอำนาจในการบัญญัติศัพท์และกำหนดใช้ตามแบบอย่างเดียว ซึ่งสะท้อนว่า ภาษาและสังคมมันทำงานด้วยกันเสมอ
มาเสริมเรื่องศัพท์วัยรุ่นนิดหนึ่งครับ คนรุ่นหลังเขาก็สามารถสร้างวิวัฒนาการทางภาษาได้โดยการบัญญัติศัพท์ที่ใช้สื่อสารในสถานการณ์เฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นด้วยกันเอง หรือคิดคำเพื่อให้เข้ากับสมัยใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น
เฟค = การหลอกตัวเอง
สุดตีน = ที่สุดของที่สุด
เหียก = หน้าตาขี้เหร่มากๆ
สะแอ๋ง = ชอบสอดเรื่องชาวบ้าน
ชิลๆ = ง่ายๆ สบายๆ
ต๊ะต่อนหยอน = รากศัพท์มาจากภาษาเหนือ หมายถึงชิลๆ เวอร์ชั่นคำเมือง
ไม่ไหวจะเคลียร์ = ไม่อยาก/ขี้เกียจอธิบายแล้ว
-------------------
แถมตัวอย่างอีก 35 คำนะครับ
----------------------
สัญชัย